เมื่อได้ยินแม่ตัวเองพูดอย่างนี้ออกมา ถงเหยียน ก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้า “แม่ แม่พูดอะไรเนี่ย พวกเราเป็แค่เพื่อนกันเฉยๆ !”
“หืม ถ้าเป็เพื่อนกันก็ดีไป !” สีหน้าของคุณนายถงเริ่มดีขึ้น จากนั้นก็ยกยิ้มขึ้นแล้วพูดต่อว่า “ถงเหยียน มานี่ แม่จะแนะนำให้รู้จักคนหนุ่มมากความสามารถ เสี้ยวเผิงเฟย แม่ว่าพวกเธอทั้ง 2 คนน่าจะเข้ากันได้ดีนะ.........”
“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ!” ที่ด้านข้าง ปรากฏคนหนุ่มคนหนึ่งมองมาที่ ถงเหยียน ด้วยแววตาอันเร่าร้อน พร้อมกับยื่นมือขวาออกมา
ใบหน้าของ ถงเหยียน แว่บขึ้นด้วยสีหน้าอับจนปัญญา อีกแล้วเหรอ !
ความจริงั้แ่ที่ก้าวเข้าประตูมา เธอก็สังเกตเห็นชายหนุ่มคนนี้ และรู้ด้วยว่าทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวในบ้านของตัวเองได้ !
แม่ของเธอมักจะสรรหาคนดูตัวที่ร่ำรวยมาให้ตลอดเวลา หลังจากผ่านไป 2-3 วัน ก็พา ‘คนหนุ่มมากความสามารถ’ มากมายมาที่บ้าน แม้ว่าเธอจะเป็คนที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ไม่ได้เป็คนโง่ เธอสามารถมองออกว่า ‘คนหนุ่มมากความสามารถ’ เหล่านี้มีความคิดอะไร.......
มันก็คงเป็เหมือนกับก่อนหน้านี้ สายตาที่มองตรงมายังหน้าอกของเธอตลอดเวลา ความปรารถนาของพวกเขาเห็นได้อย่างเด่นชัดเพียงเสี้ยวพริบตา
เฮ้อ เหนื่อยใจ !
อย่างไรก็ตามเธอก็ยื่นมือออกไปพร้อมกับกล่าวทักทายตามมารยาท “สวัสดีค่ะ”
“ถงเหยียน แม่จะบอกอะไรให้ เผิงเฟย คนนี้ไม่เลวเลย อายุยังน้อยแต่ก็มีกิจการเป็ของตัวเองแล้ว ทั้งยังมีเงินมากกว่าล้านหยวน! นอกจากนี้บ้านของเขายังเปิดบริษัท มีทรัพย์สินนับสิบล้าน เขาเป็ลูกชายเพียงคนเดียวของบ้าน และเป็ทายาทผู้สืบทอดมรดกเพียงแค่คนเดียว....” คุณนายถงเอ่ยบรรยายสรรพคุณของชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างของเธอ
“คุณน้าครับ มันแค่เื่เล็กๆเอง” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างสุภาพ แต่ทว่าใบหน้าเขากลับปรากฏคำว่า ‘ลำพองใจ’ อย่างเห็นได้ชัด
“ดูสิ เด็กคนนี้ช่างถ่อมตัวเหลือเกิน.....ถงเหยียน แม่คิดว่าลูกน่าจะเข้ากันได้ดีกับ เผิงเฟย นะ พวกเธอทั้ง 2 คนลองพูดคุยกันหน่อยเป็ไง?”
“แม่!” ถงเหยียน เห็นว่าแม่ของตัวเองยิ่งพูดยิ่งรู้สึกไม่พอใจ รีบเอ่ยขัดขึ้น จากนั้นหันไปมอง เซียวเฉิน ผู้ที่ถูกมองข้าม “หัวหน้าเซียวต้องขอโทษด้วย เชิญนั่งก่อนค่ะ!”
“ไม่เป็ไรๆ”
เซียวเฉิน ไม่รู้สึกโกรธที่ถูกมองข้าม แต่มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าด้วยความสนอกสนใจ เขายกยิ้มขึ้นแล้วนั่งลงไปบนเก้าอี้
“หัวหน้าเซียว เดี๋ยวฉันจะไปหยิบน้ำชามาให้ค่ะ”
ถงเหยียน รู้สึกเสียใจที่ตัวเองเชิญ เซียวเฉิน เข้ามา หากรู้สถานการณ์ในบ้านก่อนเธอก็คงไม่เอ่ยชวนเขาแล้ว
เมื่อคุณนายถงได้ยิน ถงเหยียน เรียกขาน เซียวเฉิน จึงขมวดคิ้วเป็ปม หัวหน้างั้นเหรอ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าเธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย แล้วค่อยๆมองดู เซียวเฉิน “เธอรู้จักกับ ถงเหยียนของฉันนานขนาดไหนแล้ว? เธอทำงานอะไรกัน?”
“คุณน้า ผมเพิ่งจะรู้จักกับถงเหยียนไม่นาน พวกเราเป็เพื่อนร่วมงานกันครับ”
“เพื่อนร่วมงาน? แล้วทำไมเธอถึงเรียกนายว่าหัวหน้าเซียว?”
“โอ้ คุณน้ายังไม่รู้หรอ บริษัทมักจะแบ่งออกเป็หลายแผนก......ซึ่งหัวหน้าระดับกลาง ๆ จึงถูกเรียกว่าหัวหน้าแผนก! เป็ไปได้ว่าในแผนกนี้ของเขาคงมีคนอยู่ประมาณ 2-3 คน!” ชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างพูดเสียดสีขึ้น
เมื่อคุณนายถงได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าก็กลับเป็เ็าอีกรอบ “อ่อเป็แค่หัวหน้าแผนก ฉันนึกว่าจะรวยกว่านี้ซะอีก!”
“ไม่ทราบว่าคุณทำงานอยู่ที่ไหน? โอ๊ะ...นี่นามบัตรของผมครับ !” ชายหนุ่มหันไปมอง เซียวเฉิน แล้วหยิบนามบัตรมอบให้เขา
เซียวเฉิน ที่รับมาแล้วก็เพ่งดู และได้พบเห็นชื่อมากมายบนนั้น เช่นประธานบริษัทและผู้ช่วยประธาน ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะเป็คนที่ค่อนข้างพิเศษ
“ถ้าอยู่ในบริษัทของที่บ้าน ผมจะเป็ผู้ช่วยประธาน....แต่ถ้าอยู่ในบริษัทของตัวเอง ผมจะเป็ประธานบริษัท” ชายหนุ่มคนนั้นกลัวว่า เซียวเฉิน จะไม่เข้าใจจึงเอ่ยอธิบายออกมา
“โอ้ว แม้ว่าผมจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่าคุณจะค่อนข้างเก่งเลยทีเดียว” เซียวเฉิน พยักหน้าต่อเนื่อง
“ไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าทำงานให้คนอื่น” เสี้ยวเผิงเฟย เอ่ย “พ่อบอกให้ผมพยายามหมั่นฝึกฝนเอาไว้ ถ้าผมแต่งงานเมื่อไหร่ก็จะให้ผมรับ่ต่อกิจการของที่บ้าน........”
“โฮ้ รับ่ต่อกิจการที่บ้านเลยเหรอ จะได้เป็ถึงเ้านายที่มีลูกน้องอยู่นับพันนับหมื่นเลยนะสิ?” คุณนายถงที่อยู่ด้านข้างตาลุกวาว แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอิจฉา
เมื่อคุณนายถงจุดเชื้อเพลิงขึ้น เสี้ยวเผิงเฟย ก็คุยโม้หนักกว่าเดิม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าภายใต้การนำของผม การจะผ่านเกณฑ์ ‘ร้อยล้าน’ ย่อมต้องสำเร็จแน่นอน!”
เซียวเฉิน ที่กำลังมองทั้ง 2 คนซึ่งอยู่ด้านข้างก็รู้สึกขำในใจ ทั้งคู่ช่างตอบรับกันเป็ปี่เป็ขลุ่ยเหลือเกิน
“อะไรนะ? ร้อยล้าน? หากว่าในชีวิตของฉันได้แตะเงินร้อยล้านได้สักครั้งก็คงดี เรียกได้ว่าตายไปไม่เสียชาติเกิดแล้ว !” คุณนายถงยิ่งรู้สึกร้อนรุ่มมากกว่าเดิม
“คุณน้า ถ้าผมได้แต่งงานกับ ถงเหยียน มันก็เหมือนเป็ของคุณน้าด้วยไม่ใช่เหรอครับ?” เสี้ยวเผิงเฟย พูดพร้อมกับจ้องมอง ถงเหยียน ที่กำลังรินชา
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ดี ฉันรู้ว่าเธอเป็ลูกกตัญญู! ถงเหยียน ได้ยินแล้วใช่มั้ย? เผิงเฟย เป็เด็กดีขนาดนี้เธอจะปฏิเสธได้ยังไงเล่า !” คุณนายถง ถูกคำพูดของ เสี้ยวเผิงเฟย ทำให้หน้าบานด้วยความปีติยินดี จนแทบจะรอส่งลูกสาวให้ขึ้นเตียงกับชายหนุ่มคนนี้ไม่ไหว !
ถงเหยียน เม้มปาก เธอกำลังอดทนฟังอย่างใจเย็น แม้ว่าเธอจะไม่ตอบกลับ แต่ในใจกลับแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
เสี้ยวเผิงเฟย รอสักพักหนึ่งก็ยังเห็น ถงเหยียน ไม่ตอบอะไรกลับมา เขาจึงเกิดความรู้สึกสนใจ หลังจากครุ่นคิดอีกสักพัก เขาก็หันไปพูดว่า “ถงเหยียน เมื่อครู่หัวหน้าเซียวเพิ่งจะมาส่งคุณใช่มั้ย?”
“ใช่ค่ะ” ถงเหยียน พยักหน้าตอบรับ
“ต้องรบกวนหัวหน้าเซียวแล้ว ผมต้องขอโทษด้วย ! หากผมมีเวลา หลังจากนี้ผมจะเป็คนไปรับไปส่งคุณเอง คุณคิดว่ายังไงบ้าง?”
“ถงเหยียน ลูกดูความเอาใช่ใส่ของ เผิงเฟย สิ........แม่จะบอกลูกให้ รถของ เผิงเฟย เป็ BMW เลยนะลูก เป็รถหรูจะต้องนั่งสบายมากแน่ ๆ !” คุณนายถงพูดสนับสนุน
เสี้ยวเผิงเฟย ยกยิ้มขึ้น แกล้งทำเป็เอากุญแจรถออกมาควงเล่น แล้วพูดขึ้น “คุณน้า BMW ของผมไม่ได้ถือเป็รถหรูอะไรเลย มันแค่ไม่กี่แสนเอง....”
เซียวเฉิน มองกุญแจรถที่อยู่ในมือของ เสี้ยวเผิงเฟย เมื่อนึกไปแล้วดูเหมือนว่าเขาจะเห็นรถ BMW 5 ประตูสีแชมเปญอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกสนอกสนใจเท่าไหร่ ปรากฏว่ามันเป็ของเด็กคนนี้นี่เอง
เดิมที เสี้ยวเผิงเฟย คิดว่าเมื่อเขานำกุญแจรถ BMW ออกมาแล้ว จะสามารถดึงดูดความสนใจของ ถงเหยียน ได้ แต่เธอกลับไม่ตอบสนองอะไรเลย จึงทำให้รู้สึกผิดหวังไม่น้อย.........
เขาเคยใช้วิธีการแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวที่ไม่เคยเจอกับโลกกว้าง เพียงแค่รถ BMW ก็เพียงพอแล้ว แต่กลับไม่สามารถใช้ได้ผลกับเธอได้อย่างไรกัน?
“หัวหน้าเซียว ผมรู้ว่าเป็ชายชาตรีจะต้องมีความฝันอันกว้างใหญ่อยู่แล้ว คุณมีด้วยรึเปล่า?”
เซียวเฉิน ส่ายหน้า “ผมไม่มีหรอก”
“โอ้ว? งั้นเหรอ หัวหน้าเซียว แม้ว่าตอนนี้คุณจะทำงานให้คนอื่นอยู่ และอาจจะมีรายได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ความฝันเป็สิ่งที่จำเป็จะต้องมี และจะต้องทำให้เป็จริงให้ได้ หากใครบอกว่าตัวเองไร้ซึ่งความฝัน มันจะต่างอะไรกับปลาที่ขาดน้ำกันเล่า? ” เมื่อ เสี้ยวเผิงเฟย พูดถึงจุดนี้ก็หันไปมอง ถงเหยียน แล้วจงใจเอ่ยถามว่า “ไม่รู้ว่าตอนนี้หัวหน้าเซียวขับรถอะไรอยู่?”
“โอ้ว คุณพูดถูก เกิดเป็คนจะต้องมีความฝัน....” เซียวเฉิน พูดขึ้น แล้วก็หยิบกุญแจรถมาเซราติออกมาจากกระเป๋าของเขา จากนั้นก็โยนมันลงไปบนโต๊ะ “อย่างไรก็ตามผมคิดว่าความฝันของคนเราไม่อาจจะตีค่าเป็ราคาได้”
………………