ยามเย็น แสงตะวันสีส้มอ่อนค่อย ๆ ลาลับหลังแนวเขา เมืองเฮยซานที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและความคึกคัก บัดนี้เริ่มเงียบสงบ ผู้คนทยอยแยกย้ายกลับบ้านหรือหาที่พัก เหลือเพียงฝุ่นผงคลุ้งเหนือสนามประลองและเสียงลมพัดผ่าน
มู่เฉินนั่งพิงกำแพงหินในมุมเงียบ ดวงตาแดงก่ำยังคงฉายแววหม่นหมอง ความเจ็บแค้นและอับอายยังคงวนเวียนอยู่ในใจ “ข้าจะทำอย่างไรต่อไป… จะกลับหมู่บ้านก็มิอาจหันหน้าไปหามารดาได้อีกแล้ว… แต่หากให้อยู่ที่เมืองนี้ต่อไป ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางใดต่อ”
เขาก้มหน้ากอดเข่า หัวใจเต็มไปด้วยความสับสน ราวกับยืนอยู่บนทางตันไร้หนทางไปต่อ
ขณะที่ความคิดกำลังวกวนอยู่นั้น สายตาของมู่เฉินก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งไกลลิบ ธงผืนใหญ่สีเหลืองสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม พร้อมโต๊ะไม้ยาวตั้งอยู่ด้านหน้า มีชายสามคนในชุดน้ำตาลอ่อนกำลังเก็บของและถอดป้ายลงทีละชิ้น
“รับสมัคร”
หัวใจของมู่เฉินเต้นแรงทันที เขารีบลุกขึ้นยืน “หรือว่ายังมีสำนักอื่นอีก?”
เขาเร่งฝีเท้า วิ่งตรงไปยังโต๊ะนั้นด้วยความหวังริบหรี่ไม่ให้เลือนหาย ชายทั้งสามที่กำลังเก็บป้ายเห็นเด็กหนุ่มวิ่งมาก็ทำหน้าเบื่อหน่าย เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“เ้ามาทำไมป่านนี้ ยังจะคิดสมัครอันใดอยู่อีกหรือ? งานมันจบแล้วนะ!”
มู่เฉินหอบหายใจ แต่ยังคงยืนตรง เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“ได้โปรดเถิด ข้า… ข้าอยากสมัคร!”
ชายสามคนมองหน้ากัน แล้วส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับจะปฏิเสธ แต่ทันใดนั้นเอง ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลัง เขาสวมชุดผ้าไหมสีเหลืองทองเนื้อดี รูปร่างสง่า ใบหน้าคมคายมีหนวดเคราประดับบ่งบอกถึงวัยกลางคนที่มากประสบการณ์ แววตาคมวาวกวาดมองมู่เฉินเพียงแวบเดียว
เสียงทุ้มห้าวของเขาดังขึ้น
“เปิดบัญชีรับสมัครให้เขาเถิด”
ศิษย์ทั้งสามชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบค้อมศีรษะ แล้วหยิบใบสมัครกับสมุดบันทึกออกมา มอบปากกาให้มู่เฉิน
หัวใจมู่เฉินพองโตด้วยความดีใจ เขารีบกรอกชื่อ “มู่เฉิน” ลงไปอย่างไม่ลังเล แม้ไม่รู้เลยว่าสำนักนี้คือที่ใดก็ตาม
เมื่อเขียนเสร็จ ชายในชุดเหลืองก็มองด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมกล่าวเสียงเรียบ
“อีกห้าวัน… มารายงานตัวที่ สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ ภายในเมืองเฮยซาน”
มู่เฉินเบิกตากว้าง “สำนัก… คุ้มภัย?”
เมื่อได้ยินชื่อเต็ม ๆ เขาก็รู้สึกฉงน สำนักนี้ไม่ใช่หนึ่งในสำนักทั้งสี่ที่ร่ำลือกันในเมือง หากแต่เป็หน่วยงานหนึ่งในเมืองหรือเปล่า คุ้มภัย… ฟังดูคล้ายกองคุ้มกันขบวนพ่อค้า ยิ่งคล้ายกับการสมัครเป็ทหารเสียมากกว่า
ทว่า ในยามนั้น มู่เฉินไม่มีหนทางเลือกอื่นอีกแล้ว เขาค้อมตัวขอบคุณด้วยความจริงใจ
“ขอบคุณท่าน ข้าจะไปตามนัดแน่นอน!”
เมื่อตกค่ำ เขาเดินทางกลับไปยังบ้านร้างผุพังนอกเมือง จุดไฟกองเล็ก ๆ ขับไล่ความหนาวเย็น นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางเงามืด ความพ่ายแพ้ในสนามประลองยังคงตามหลอกหลอน ดวงตาของเขาเหม่อมองเปลวไฟ คิดวนเวียนถึงภาพตอนถูกผลักตกเวที
“ข้ามุ่งมั่นแทบตาย แต่กลับไร้ค่าเพียงนี้… แล้วสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้นี่คือสิ่งใดกันแน่? ข้าไปสมัครอะไรมา ฟังดูไม่ต่างจากทหารรับจ้างเลย…”
ความกังวลเกาะกินหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีแสงแห่งความหวังแ่เบา “อย่างน้อย… ข้ายังมีทางไปต่อ”
แม้ไม่รู้อนาคตจะเป็เช่นไร แม้จะคล้ายก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แต่สุดท้าย มู่เฉินก็กำหมัดแน่น แล้วตัดสินใจในใจอย่างหนักแน่น
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะไปตามนัด ข้าจะก้าวต่อไปให้ถึงที่สุด!”
ท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรี ดวงตาของมู่เฉินยังคงส่องประกาย แม้เลือนราง… แต่ก็เด็ดเดี่ยว
ถึงวันนัด มู่เฉินออกเดินทางเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ สะพายห่อผ้าเก่า ๆ ไว้บนบ่า ระหว่างทางต้องคอยถามไถ่ผู้คนถึงที่ตั้งของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ ด้วยใจครึ่งหนึ่งยังคงกังวลว่าที่แห่งนี้เป็เพียงสำนักเล็ก ๆ ไม่ยิ่งใหญ่เทียบสำนักทั้งสี่ได้
แต่เมื่อเขาก้าวพ้นตรอกใหญ่เข้าสู่ถนนด้านตะวันออก สายตาก็พลันเบิกกว้าง ประตูไม้โอ่อ่าขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า กำแพงสูงแ่าล้อมรอบ ตัวอักษรคำว่า “หมื่นลี้” ถูกสลักลงบนผืนธงสีเหลืองเข้มที่สะบัดพลิ้วเหนือประตู ลวดลายทองอร่ามดูทรงพลัง ราวกับประกาศศักดิ์ศรีให้ทั้งเมืองได้รับรู้
“นี่หรือ… สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้?” มู่เฉินพึมพำ สับสนในใจไม่หยุด สำนักที่ข้าคิดว่าเล็กและไร้ชื่อเสียง เหตุใดยิ่งใหญ่โอ่อ่าเพียงนี้กัน
หน้าประตู มีผู้คนกลุ่มหนึ่งยืนเรียงรายอยู่แล้วกว่าหลายสิบคน ล้วนเป็วัยหนุ่มสาวเหมือนเขา ข้าง ๆ ยังมีชายในชุดสีน้ำตาลอ่อนหลายคนคอยดูแลอยู่ มู่เฉินจึงพอเดาได้ว่าคงเป็ผู้ที่มารายงานตัวเช่นเดียวกัน เขาจึงก้าวเข้าไปยืนร่วมวง
เวลาผ่านไปไม่นาน ผู้คนทยอยมามากขึ้น จนในที่สุดรวมทั้งหมดได้ราวสี่สิบห้าสิบคน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบและความตื่นเต้น กระทั่งศิษย์สองคนห้อยป้ายทองแดงออกมานำทาง
“ตามข้ามา!”
เหล่าศิษย์ใหม่เดินแถวเรียงเข้าไปภายในกำแพงสำนัก มู่เฉินมองรอบทางอย่างน่าทึ่งไปทุกย่างก้าว อาคารเรือนยาวตั้งสลับเป็ระเบียบ ลานกว้างกับค่ายฝึกซ้อมกระจายอยู่เป็จุด ๆ เสียงดาบฟัน เสียงฝึกม้า และเสียงฝีเท้าดังก้องไม่ขาดสาย ทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่เพียงสำนักธรรมดา หากแต่เป็กองกำลังอันยิ่งใหญ่
จนเมื่อเดินลึกเข้าไปถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง ชายในชุดผ้าไหมสีเหลืองผู้เคยเห็นวันก่อนยืนรออยู่ เขาห้อยป้ายเงินที่อกบ่งบอกตำแหน่งสูงส่ง ใบหน้าคมคายแฝงด้วยอำนาจ เมื่อเหล่าศิษย์ใหม่มาถึง เขาก็ทอดสายตามองพวกเขาอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“จงฟังให้ดี ั้แ่นี้ไป พวกเ้าทั้งหมดเป็เพียง ศิษย์ฝึกหัด ของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ หาใช่ศิษย์สำนักโดยตรงไม่ การจะก้าวเข้าสู่การเป็ศิษย์ที่แท้จริง จำต้องฝึกฝนและผ่านบททดสอบเบื้องต้นเสียก่อน”
เขาหยุดเล็กน้อย มองไปรอบ ๆ
“ทุกเช้า พวกเ้าจะฝึกกายและฟังกฎระเบียบของสำนัก ข้าจะไม่บอกว่ามันง่ายดาย เพราะสำนักนี้มิใช่เพียงแหล่งร่ำเรียนวิชา แต่ยังคือสถานที่แบกรับชีวิตของผู้คนมากมาย หากไม่อาจรับผิดชอบได้ จงถอยกลับไปแต่วันนี้!”
เสียงของเขากังวานก้อง ทำให้เหล่าศิษย์ฝึกหัดต่างนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
หลังจากนั้น การฝึกเบื้องต้นก็เริ่มขึ้นั้แ่เช้า ทั้งวิ่งรอบลาน ฝึกท่าพื้นฐาน และเรียนรู้กฎทั่วไปของสำนัก พอถึงเวลาเที่ยง เสียงฆ้องดังขึ้น อาหารกลางวันถูกยกมาเลี้ยงถึงลาน
มู่เฉินมองชามข้าวร้อน ๆ และผักต้มตรงหน้า ดวงตาเปล่งประกายยินดี “โชคยังดี ที่อย่างน้อยข้าจะได้ประหยัดเงินไปอีกมื้อ…” เพราะถุงเงินของเขาเบาลงทุกทีจนแทบไม่เหลือ
่เวลาพักกลางวัน ศิษย์ฝึกหัดเริ่มจับกลุ่มสนทนา รู้จักกันไปทีละคน มู่เฉินเองก็ร่วมวงกับหนุ่มสาวสี่ห้าคนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อสบโอกาส เขาจึงถามออกไปอย่างที่ค้างคาใจ
“พวกเ้า… สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้นี้ แท้จริงคือสำนักแบบใดกัน?”
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งจะหัวเราะเบา ๆ
“เ้ามาสมัครโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่ทำอะไรรึ?”
มู่เฉินหน้าแดงเล็กน้อย แต่ยังมองด้วยสายตาจริงใจ จนอีกฝ่ายยอมอธิบาย
“สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ ข้างหนึ่งก็นับว่าเป็สำนักยุทธจักร แต่ข้างหนึ่งก็มิใช่ เพราะแท้จริงแล้วมันคือกองคุ้มภัย รับงานเดินทาง ดูแลขบวนพ่อค้า รับส่งของมีค่า งานบางครั้งก็เป็ราชการ บางครั้งก็มาจากพ่อค้าผู้มั่งคั่ง”
หญิงสาวอีกคนพยักหน้าเสริม
“สาเหตุที่สำนักนี้ไม่โด่งดังเหมือนสี่สำนักใหญ่ ก็เพราะชื่อของมัน… ฟังดูคล้ายงานรับจ้างเสียมากกว่าสำนักบำเพ็ญยุทธ์”
มู่เฉินขมวดคิ้ว สับสนยิ่งนัก จึงถามต่อ
“แล้ว… ที่นี่มีผู้เก่งกาจเลื่องชื่อบ้างหรือไม่?”
ชายร่างสูงนิ่งคิดสักพักก่อนตอบ
“ก็พอมีบ้าง… แต่ไม่โดดเด่นเท่าศิษย์สี่สำนักใหญ่หรอกนะ คนในสำนักยุทธจักรมักใฝ่หาชื่อเสียงลือเลื่อง แต่ที่นี่ คนส่วนมากทำแต่งานคุ้มภัย จึงไม่ใส่ใจเื่ชื่อเสียงเท่าไร”
มู่เฉินฟังแล้วใจยิ่งสับสน แต่แววตากลับแฝงด้วยความมุ่งมั่น “ไม่ว่าจะเป็เช่นไร… ในเมื่อข้ามาแล้ว ข้าก็ต้องก้าวต่อไปให้ได้”