บทที่ 5 ผมกับท่านตาผู้ใจดี
ลู่เอินยืนนิ่งทำหน้าไม่ถูกอยู่ตรงนั้นหลายสิบนาทีจนหญิงชราทนไม่ไหวเปิดประตูออกมาขับไล่ไปอีกครั้ง แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลที่เด็กน้อยยังไม่ไปไหนก็แทบยกมือขึ้นกุมขมับ เมื่อเด็กน้อยบอกกับนางว่าไม่รู้ทางกลับไปยังตลาดด้วยดวงหน้าใสซื่อนางจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วจูงมือเดินไปส่งยังทางเข้าตลาดซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงซอยกั้นเท่านั้น
เมื่อท่านยายกลับไปแล้วลู่เอินก็ได้แต่เดินคอตกตามหาน้องชายที่พลัดหลงกันไปั้แ่ย่างเข้าสู่ตลาด ด้วยรูปลักษณ์ที่ดั่งเซียนน้อยทำให้เป็ที่สนใจของคนที่เดินจับจ่ายซื้อและเหล่าพ่อค้าแม่ค้า เหล่าคุณหนูคุณชายพากันมองตามจนแทบจะเดินชนกัน บ้างก็มองด้วยสายตาอิจฉาริษยา บ้างก็มองด้วยสายตาหยาดเยิ้มจนลู่เอินรู่สึกอึดอัดใจขึ้นมา
ตอนนี้เป็เวลาเกือบเที่ยงแล้วท้องน้อยๆ ของเขาส่งเสียงประท้องออกมาดังโครกคราก แดดในตอนเที่ยงแผดเผ่าลงมาอย่างไม่ปราณีใครเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามกรอบหน้าน่ารักแก้มยุ้ยแดงเรื่ออย่างน่าสงสาร ลู่เอินที่เป็ห่วงน้องชายมากแต่ก็รู้ว่าร่างกายของตนคงรับไม่ไหวทำได้เพียงหาที่นั่งพักเพื่อเอาแรง ไม่รู้ว่าป่านนี้เด็กน้อยบ้านตนจะเป็เช่นไรบ้าง ทุกคนคงเป็ห่วงเขามากเป็แน่ไม่รู้ว่าจะโทษตัวเองหรือเปล่าที่ตัวเขาหายไปเช่นนี้ เขาเป็พี่ที่ไม่ได้เื่เสียจริงทั้งที่สัญญากับตนเองไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะเป็คนดูแลน้องให้ดี
ยิ่งคิดในใจดวงน้อยก็ยิ่งรู้สึกผิด…
ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าอยู่ในโลกก่อนเขาคงเรียกตำรวจไปแล้ว จริงสิ! ในโลกนี้ก็มีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับตำรวจอยู่นี่นา แต่ก็ต้องถอดใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าจะไปหามือปราบจากที่ใดได้ในเมื่อตนเองก็พึ่งจะมาเยียบในเมืองเป็ครั้งแรก
ลู่เอินเดินคอตกไปยังร้านน้ำชา ตัดสินใจว่าจะนั่งพักเอาแรงอีกสักหน่อยแล้วจึงจะเดินตามหาน้องๆ ของตนเองต่อหากโชคดีก็อาจจะบังเอิญเจอมือปราบสักคนแต่หากไม่แล้วก็คงต้องสู่ต่อไป
ทันทีที่เท้าเล็กเหยียบย่างเข้ามาในร้านทั้งร้านที่กำลังส่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายก็เงียบเสียงลงทันใด ทุกสายตาจับจ้องมายังร่างน้อยผู้มาใหม่ ผิวขาวนวลขาวสว่างที่กระแทกตาจนกลัวว่าหากเผลอจ้องมองนานๆ อาจจะทำตาบอดได้ ใบหน้าทรงเรียวรูปไข่รับกับแก้มป่องยุ้ยอย่างเด็กที่ยังไม่โตเต็มไว้ได้อย่างพอดีมองดูน่ารักน่าชัง ทำเอาใจพี่สาวในร้านใจอ่อนยวบอยากดึงร่างน้อยมากอดแรงสักที ยามเอ่ยวาจาปากเล็กๆ สีแดงเรื่อเผยอขึ้นให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ทรงเสน่ห์ ยามลูกแก้วกลมโตสีน้ำหมึกสีเดียวกับเส้นผมกวาดมองไปทั่วร้านอย่างสนอกสนใจก็ยิ่งทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกอยากตามใจไปเสียทุกอย่าง
ส่วนลู่เอินแม้จะสังเกตเห็นบรรยากาศที่แปลกไปของร้านก็เร่งกวาดหาที่นั่งให้ตนเองโดยเร็วที่สุดเพราะไม่อยากตกเป็เป้าสายตานานเกินไป ลู่เอินเลือกโต๊ะทำเลดีๆ ที่อยู่ใกล้หน้าร้านมากที่สุด จะได้สามารถมองเห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาอย่างชัดเจน เผื่อว่าหากน้องชายของตนเดินผ่านมาแถวนี้จะได้ไม่คลาดกัน
“คุณชาย ไม่ทราบว่าท่านจะรับอะไรดีขอรับ”
เสี่ยวเอ้อพอเห็นคุณชายรูปงามโดดเด่นสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีท่าทางเหมือนคนมีเงินซ้ำยังรูปโฉมงดงามที่สุดเท่าที่มันเคยพบเจอเดินเข้าร้านมาก็รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยความนอบน้อม
“ที่นี่มีอะไรขึ้นชื่อบ้างหรือ”
เสี่ยวเอ้อน้อยลอบมองใบหน้าด้านข้างของคุณชายตรงหน้า ั้แ่ทำงานอยู่ในร้านนี้มาเขาเคยเห็นคนมากหน้าหลายตาพวกคุณหนูคุณชายต่างๆ หรือแม้แต่พวกชนชั้นสูงเขาก็เคยเจอมาหมดแล้ว แต่ไม่มีใครงดงามและน่าดึงดูดเท่ากับคุณชายตรงหน้าเขาเลยสักนิด ถึงแม้คนตรงหน้าจะแต่งตัวเรียบง่ายแค่ไหนก็ตาม
“ที่ร้านของเรามีชาหอมชั้นดีกับขนมจันทร์เต็มดวง ถ้าใครมาจะต้องสั่งสองอย่างนี้มากินขอรับ แต่ถ้าคุณชายอยากรับของหวานร้านเราก็มีถั่วหวานขึ้นชื่อให้เลือกซื้อขอรับ” จันทร์เต็มดวงอีกแล้วหรือ จะว่าไปแล้วั้แ่มาที่นี่ก็ไม่ค่อยเห็นร้านขายอาหาร ขนม หรือของกินเล่นมากมายนัก พวกวัตถุดิบทำอาหารอาจจะพอมีบ้างเช่นเนื้อสัตว์ ที่เขาไม่แน่ใจนักว่ามันคือเนื้ออะไร แต่ที่เป็ที่นิยมมากคงจะเป็พวกถั่วต่างๆ กับแป้งหลากหลายชนิด ส่วนอาหารหลักของคนโลกนี้ก็เป็พวกข้าวและมัน
สรุปได้ว่าคนที่นี่ก็รู้จักพวกวัตถุดิบต่างๆ อยู่บ้าง และวัตถุดิบพวกนั้นก็ยังถูกนำไปแปรรูปได้ดีอีกด้วย
“งั้นข้าเอาชาหนึ่งกากับถั่วหวานหนึ่งจาน”
ลู่เอินไม่อยากกินเ้าแป้งแข็งๆ กับถั่วดิบๆ อีกแล้วเลยไม่สั่งขนมจันทร์เต็มดวงมากิน แต่ว่านะร้านนี่อาจทำอร่อยก็ได้เขาควรจะลองกินดูอีกสักครั้ง ถ้าคิดจะเปิดร้านอาหารเขาก็ควรที่จะศึกษาคู่แข่งให้ดี “เดี๋ยวขอรับ! เอาจันทร์เต็มดวงอีกหนึ่งอย่างด้วย”
“ได้ขอรับคุณชาย”
หลังจากเสี่ยวเอ้อน้อยเดินเข้าครัวไปแล้ว ลู่เอินก็มองสำรวจไปรอบๆ อีกครั้งทั้งด้านในร้านและด้านนอกที่คนเดินพลุกพล่าน
จะว่าไปเขาก็ยังมีของที่อยากจะซื้ออยู่หลายอย่างเหมือนกัน อย่างเช่นซึ้งนึ่ง ตะแกรง กระดาษแผ่นบาง พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ และถั่วที่ถ้าซื้อไปเก็บไว้ก็ไม่เน่าเสียง่าย
แต่ถึงจะอยากได้แค่ไหนเขาก็ต้องหาน้องชายให้เจอก่อน หรือบ้างครั้งน้องชายอาจจะเป็ฝ่ายตามหาเขา
ปัง!
ลู่เอินสะดุ้งโหยงตามเสียงตบโต๊ะที่ดังมาจากโต๊ะคิดเงินในร้าน เมื่อมองตามเสียงก็เห็นบุรุษสูงใหญ่หน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัวที่มากันเป็กลุ่ม เหมือนกับพวกนักเลงเก็บค่าเช่าแผงตามตลาด ลู่เอินรินชาที่เสี่ยวเอ้อนำมาเสิร์ฟใส่ถ้วยแล้วนั่งจิบมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างระมัดระวัง หากเกิดเื่ขึ้นจะได้หนีทัน
“เถ้าแก่ ไม่ทราบว่ามีใครเห็นคุณชายที่อายุ 13-14 ผ่านมาแถวนี้บ้างหรือไม่” ลู่เอินผ่อนคลายลงบ้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น ที่แท้ก็มาตามหาคนนี่เอง แต่พวกท่านช่วยเลิกทำท่าทางคุกคามแบบนั้นก่อนได้หรือไม่ ดูสิเถ้าแก่กลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว
“พะ..พวกท่านโปรดใจเย็นก่อน ช่วยอธิบายลักษณะท่าทางของคนที่ท่านตามหาได้หรือไม่ขอรับ” เถ้าแก่ร้านเหงื่อแตกพลั่ก ทำใจดีสู้เสือรวบรวมแรงใจเอ่ยถามพี่ชายท่าทางคุกคามออกไป
“เป็คุณชายน้อยรูปงามไม่มีผู้ใดเปรียบ” พี่ชายคนทางซ้ายพูดขึ้นมาเป็คนแรก นายน้อยลู่ของพวกเขางดงามยิ่งกว่าเทพธิดา ต่อให้จับพวกสนมในวังหลังมามัดรวมกันก็เทียบนายน้อยลู่ไม่ได้เพียงเสี้ยว
“รอยยิ้มงดงามสดใสร่าเริง” พี่ชายคนที่ยืนข้างกันพูดเสริม นายน้อยของพวกมันทั้งร่าเริง สดใส เวลาที่นายน้อยยิ้มยิ่งงดงามเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์
“โอบอ้อมอารีชอบช่วยเหลือผู้อื่น” พี่ชายคนสุดท้ายพูดขึ้น นอกจากพวกเ้าจางหย่งและเ้าจางฮุ่ยที่ได้รับหน้าที่ให้ดูแลพวกนายน้อยก็ยังมีพวกเขาที่คอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแย่งชิงกันมาเพื่อที่จะได้มาคอยสอดส่องนายน้อย เวลาที่สองคนนั้นไม่อยู่หรือติดธุระที่ไหน และที่สำคัญนายน้อยลู่ยังเคยมอบอาหารให้มันกินอีกด้วย ถึงตอนนั้น นายน้อยจะคิดว่ามันเป็ขอทานก็เถอะ
“ไม่ทราบว่าเถ้าแก่เคยเห็นผ่านมาแถวนี้หรือไม่!” ชายทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกันเสียงดัง ลู่เอินคิดว่าเถ้าแก่คงไม่เห็นหรือไม่รู้อะไรหรอก เพราะจากเบาะแสแล้วไม่น่าช่วยอะไรได้เลย
“เอ่อ ท่านช่วยบอกลักษณะ หมายถึง การแต่งกายรูปร่างหน้าตามาได้หรือไม่” เมื่อเบาะแสที่ได้ฟังมาทั้งหมดล้วนหาใจความสำคัญแทบไม่ได้เถ้าแก่ร้านจึงจำใจต้องถามกลับไปใหม่อีกรอบ ด้วยเกรงว่าหากตนให้คำตอบกลับไปไม่ได้ร้านนี้ทั้งร้านจะถูกถล่มโดยกลุ่มคนตรงหน้า
“ท่านก็ไม่พูดมาั้แ่แรก!” พี่ชายที่ดูเป็หัวหน้าสบถขึ้นอย่างหัวเสีย
“วันนี้คุณชายน้อยท่านนั้นสวมชุดสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย รวบผมขึ้นเป็หางม้า ผิวขาวสว่างเรียบเนียนนุ่มนิ่ม สูงประมาณอกของข้าท่านพอจะเคยพบหรือไม่”
หลังจากที่พวกคนท่าทางเหมือนนักเลงพูดจบ เถ้าแก่ร้านน้ำชาที่เหลือบมาเห็นลู่เอินเข้าพอดี ลู่เอินชะงักงันชี้นิ้วเข้าหาตนเองอย่างกับจะถามว่าคนๆ นั้นคือข้ารึ
“นายน้อยลู่!!!!”
“แงงงงพี่ใหญ่” ลู่เอินกอดฮุ่ยิที่พอเจอกันเ้าตัวก็รีบวิ่งมาเกาะติดเขาเป็ปลิงแน่นไม่ยอมปล่อย
หลังจากพวกพี่ชายที่ดูเหมือนอันธพาลทั้งสามเห็นลู่เอินแล้ว คนที่น่าจะเป็หัวหน้าก็สั่งให้อีกสองคนออกไปทำอะไรก็ไม่รู้ ส่วนตนเองจับตามองลู่เอินทุกฝีก้าวไม่ห่างจนเขาแอบกลัวไม่ได้ จนในที่สุดสองคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่และในกลุ่มนั้นยังมีพวกน้องๆ ของตน
“ข้าต้องขอบคุณพวกท่านมากนะขอรับท่านมือปราบที่ช่วยออกตามหาพี่ใหญ่ของพวกเรา” หยางเฉียงเอ่ยขอบคุณมือปราบทั้งหลายที่ช่วยออกตามหาพี่ใหญ่ของเขาด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ก็ใครใช้ให้คนพวกนี้เอาแต่จับจ้องพี่ใหญ่ของเขากันล่ะ!
“และต้องขอบคุณท่านผู้หวังดีด้วยที่ช่วยพวกเราอีกแรง” คนพวกนี้พอจะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้างเพราะชอบมาทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่แถวบ้านของพวกเขาหยางเฉียงจึงไม่นึกระแวงเพราะเห็นว่าเป็คนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่
บางครั้งมากันแค่สองคน แต่บางครั้งก็ยกกันมาทั้งโขยง แต่ท่านแม่เคยบอกว่าคนพวกนี้ไม่เป็อันตรายไม่ต้องห่วง ทีแรกหยางเฉียงไม่เชื่อสักเท่าไหร่ แต่พอเห็นพฤติกรรมที่ชอบเอาถ่านเอาโคลนมาป้ายหน้าตนเอง ซ่อนตัวตามกอหญ้า หรือปีนต้นไม้ถ้ำมองพวกเขาหยางเฉียงก็เริ่มจะเชื่อขึ้นมาแล้วว่าไม่เป็อันตรายจริงๆ ก็แค่คนสติไม่สมประกอบที่ไม่มีพิษมีภัย พวกข้าจะทำเป็ไม่เห็นก็แล้วกัน หลังจากนั้นมาพวกเราก็ให้พวกเขาอยู่ร่วมกันกับเราอย่างสงบสุขตามต้นไม้และกอหญ้า
“ไม่เป็ไร ข้าเต็มใจช่วยพวกเ้าอยู่แล้ว” ชายชราหันกลับมาพูดคุยกับพวกเด็กๆ อีกครั้ง มือปราบพวกนี้คนของเขาบอกว่าในตอนที่มันจะไปแจ้งให้ช่วยหาคน เห็นมือปราบพวกนี้กำลังทะเลาะกันกับเด็กน้อยฮุ่ยิอยู่ เหตุเพราะว่าพวกมือปราบไม่ยอมช่วยตามหาจึงเกิดการปะทะฝีปากกัน แต่พอคนของเขาเดินเข้าไปหาก็รีบผละกันออกมาประจบกันยกใหญ่ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงรู้สึกเหม็นขี้หน้าของเ้าคนพวกนี้นัก ถ้าคนของเข้าไม่ไปขอให้ช่วยพวกมันก็คงไม่คิดจะช่วยเด็กๆ ของเขาสินะ!
“ข้าคงต้องขออภัยที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน” ลู่เอินกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดเต็มประดา ใบหน้าน่ารักตอนนี้เหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อพอเอาใจทุกคนอ่อนยวบไม่กล้าออกปากต่อว่าแม้แต่น้อย
ลู่เอินไม่คิดว่ามันจะกลายเป็เื่ใหญ่ขนาดนี้ และตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าคนทั้งสองที่เขาคิดว่าเป็โจรที่แท้ก็เป็ลูกน้องของชายชราที่ไม่น่าจะเป็คนไม่ดี ลู่เอินรู้สึกผิดในใจอย่างมาก นี่เขากลายเป็คนที่ตัดสินคนอื่นเพียงแค่ภายนอกได้อย่างไงกัน
“ไม่เป็ไรคุณชายน้อย พวกข้ายินดีรับใช้ท่านถ้าท่านเกิดเป็อะไรขึ้นมาจริงๆ พวกข้าคงต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตเป็แน่” คนที่น่าจะเป็หัวหน้ามือปราบกลุ่มนี้พูดขึ้น ชายผู้นี้ดูอายุยังไม่มากนักแต่กลับเป็ถึงหัวหน้ามือปราบเสียแล้วน่าชื่นชมเสียจริง แถมรูปร่างหน้าตายังดีมากอีกด้วย
“ขอบคุณท่านมือปราบที่ไม่ถือสาขอรับ”
“ข้ามีชื่อว่าหวังเหล่ยเป็หัวหน้ามือปราบของที่นี่ ว่าแต่คุณชายน้อยมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใดหรือ ทำไมข้าถึงไม่เคยพบท่านมาก่อน” พอเห็นบุรุษที่หน้าตาพอดูได้พูดคุยกับพี่ชายของตนเองด้วยแววตาหยาดเยิ้มพวกเด็กๆ ก็ตัดสินใจเลยว่าคนคนนี้คือบุคคลอันตรายปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด! หยางเฉียงกำหมัดแน่น จิ๋นสือที่กัดฟันจนได้ยินเสียงดังกรอด แม้แต่ฮุ่ยิยังกอดเอวลู่เอินแน่นขึ้นจ้องเขม็งไปยังบุรุษหน้าหนาตรงหน้า
“ตัวข้ามีชื่อว่า ลู่-”
“แค่กๆๆ ข้าว่าท่านมือปราบเสียเวลามามากแล้ว พวกเราคงไม่รบกวนพวกท่านอีกแล้วล่ะ เชิญท่านมือปราบทั้งหลายกลับไปสะสางงานของตนเองเถิด” แต่ก่อนที่พวกเด็กๆ จะแผลงฤทธิ์ขึ้นมา ชายชราที่ยืนเงียบมานานก็เป็คนเอ่ยขัดคนทั้งคู่ไม่ให้คุยกันไปมากกว่านี้เสียก่อน
เด็กน้อยทั้งสามเห็นพ้องต้องกันว่าท่านตาผู้นี้ทำได้ดียิ่ง!
“อ่า ขอรับ ถ้าอย่างนั้นข้อคงต้องขอตัวก่อน หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะคุณชาย” ขนาดโดนไล่ไปขนาดนั้นก็ยังไม่วาย หันมาบอกลาพี่ชายของพวกเขาเสียงหวานอีก ช่างหน้าด้านหน้าทนยิ่งนัก!
กลุ่มของมือปราบเดินทางกลับไปแล้ว เหลือไปแต่พวกลู่เอินกับกลุ่มของชายชราหน้าั์แต่ใจดีตรงหน้า อันที่จริงลู่เอินตั้งใจว่าจะเลี้ยงข้าวพวกเขาทั้งหมดเป็การตอบแทน แต่พวกมือปราบดันกลับไปเสียแล้ว
“พวกเ้าเลิกทำหน้าเช่นนั้นได้แล้ว ไม่น่ารักเลยรู้หรือไม่” ไม่รู้ว่าน้องชายของเขาไม่พอใจอะไรนักหนาถึงได้ทำ หน้าบูดบึ้งขนาดนี้ พี่ชายของพวกเ้าก็อยากมีเพื่อนกับเขาบ้างนะรู้มั้ยน้องๆ
“ก็ดูคนผู้นั้นมองท่านพี่สิขอรับ” แต่พวกเขาก็เป็คนที่ช่วยพวกเ้าตามหาพี่นะ ทำไมพอหาพี่เจอแล้วถึงเกลียดขี้หน้าพวกเขาขึ้นมากันล่ะ เด็กๆ นี่เอาใจอยากซะจริง
“เอาเถิดๆ” สุดท้ายเขาก็ไม่อยากขัดใจน้องชายนักจึงปล่อยไปเลยตามเลย แล้วหันกลับมาพูดคุยกับท่านผู้าุโผู้ใจดีที่ช่วยออกตามหาตนแทน “ไม่ทราบท่านผู้เฒ่ามีธุระอะไรต่อหรือไม่ขอรับ ถ้าไม่มีข้าอยากจะขอเลี้ยงข้าวตอบแทนสักมื้อ”
“เอาสิ ข้าก็กำลังรู้สึกหิวอยู่พอดี แล้วจากนี้ไปก็เรียกข้าว่าท่านตาเสีย” ลูกน้องของชายชราลอบเบะปากอยู่ในใจ ทำเป็ตีหน้าขรึมไปได้นะนายท่าน ทั้งที่ใจจริงๆ ป่านนี้คงดีใจจนลิงโลดไปแล้วที่ได้ทานข้าวกับพวกนายน้อย
“ขอรับท่านตา”
หลังจากที่กินมื้อเที่ยงเสร็จลู่เอินก็ออกมาเดินตลาดต่อ จับจ่ายซื้อของไปมากมายจนกลัวว่าถ้าลูกน้องของท่านตาไม่มาช่วยถือคงขนของพวกนี้กลับไปไม่หมด
“อาหารไม่ถูกปากเ้าหรือ ตาเห็นเ้ากินไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ท่านตาที่กำลังเลือกมีดเล่มงามอยู่กับพวกเด็กๆ เอ่ยถามเขาที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ หลังจากที่ได้ทำความรู้จักและพูดคุยกันก็ทำให้ชายชราและเด็กๆ สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว บัดนี้จึงเกิดเป็ภาพที่เหมือนกับตาพาหลานๆ มาเดินเที่ยวตลาดก็ไม่ปานหากไม่นับองครักษ์ของท่านตาที่เดินตามกันมาเป็พรวน
“ข้าชอบทำอาหารกินเองมากกว่าขอรับ พอมากินที่ร้านเลยกินได้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่” อันที่จริงมันแค่ไม่อร่อย ข้าก็เลยกินได้แค่นิดเดียวเท่านั้นเอง ประโยคหลังลู่เอินไม่ได้พูดออกไป
“เ้าทำอาหารเป็ด้วยหรือลู่เอิน ตาพอจะมีวาสนาได้กินอาหารฝีมือเ้าหรือไม่” ท่านตากล่าวอย่างหยอกล้อลู่เอิน พลางควักถุงเงินของตัวเองออกมาจ่ายค่าอาวุธต่างๆ ที่เด็กๆ ชอบ
“พี่ใหญ่ทำอาหารได้อร่อยสุดยอดไปเลยท่านตา หากท่านตาได้ลองกินดูสักครั้งรับรองจะต้องติดใจ” ิเอ๋อร์ที่เริ่มชอบท่านตาท่านนี้ั้แ่ที่ไล่มือปราบนั่นไปยิ่งชอบขึ้นไปอีกเมื่อท่านตาจ่ายเงินซื้อสิ่งของต่างๆ กับตัวเองและพี่ชาย ได้ของดีมาโดยไม่ต้องเสียเงินสักเหรียญเช่นนี้ใครจะไม่ชอบกันล่ะ
“เ้าก็พูดเกินไปิเอ๋อร์” ลู่เอินมองชายชราที่ถุงเงินเริ่มแฟบด้วยความเป็ห่วง แต่พอมองดูหน้าตาที่ดูมีความสุขเขาก็ไม่อยากห้าม
“ว่าแต่ลู่เอินเ้าอยากได้สิ่งใดอีกหรือไม่ ตาจะได้พาไปซื้อ” ถึงขณะนี้ลูกน้องของท่านตาใจดีก็มีสิ่งของต่างๆ เต็มไม้เต็มมือไปหมดแล้ว แต่ลู่เอินก็ยังมีของที่อยากได้อยู่อีกเช่นกัน
“อันที่จริงข้าอยากได้เนื้อสัตว์ไว้ปรุงอาหารในมื้อเย็นและวันพรุ่งนี้ขอรับ แต่ข้าก็กลัวว่ามันจะเน่าเสียไปเสียก่อน” คนโลกนี้เขาเก็บพวกของสดไว้ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งตู้เย็น น้ำแข็งเองก็ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ยากสำหรับคนมีเงิน
“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ไปซื้อหยกเหมันต์มาสักก้อนเล่า เดี๋ยวตาพาไปเอง” แล้วท่านตาก็เดินนำหน้าไปโดยไม่รอคำตอบจากเขาสักคำ
และในที่สุดลู่เอินก็ได้หยกเหมันต์มาไว้ใน ที่แรกลู่เอินไม่ค่อยเข้าใจว่าหยกนี่เกี่ยวข้องกับการยืดเวลาอาหารยังไง แต่พอลองหลับตาแล้วควบคุมมันตามที่ท่านตาบอกถึงได้รู้ว่าหยกก้อนนี้แผ่ไอเย็นออกมาได้ และดูเหมือนถ้าใช้พลังของมันเต็มที่อาจจะทำให้น้ำกลายเป็น้ำแข็งได้เลยทีเดียว นอกจากหยกเหมันต์แล้ว ท่านตายังมอบหยกอัคนีมาให้เขาอีกก้อนด้วย
“มีสิ่งใดที่พวกเ้าอยากได้อีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วท่านตา พวกเราต้องขอบคุณมากเลยนะขอรับ แค่นี้ข้ารู้สึกเกรงใจมากเเล้ว”
“พวกเรามีอะไรให้ต้องเกรงใจกันอีก พวกเ้าก็เป็เหมือนกับหลานของตานั่นแหละ” หยางเฉียงกับจิ๋นสือที่กำลังฟังบทสนทนาลอบเบะปาก ก็ไม่ใช่ว่าพวกเราเป็หลานของท่านจริงๆ หรือ จะมีผู้ใดบ้างที่ใจดีกับคนแปลกหน้าจนเงินเกือบหมดตัวเช่นท่านกัน แสดงละครไม่เนียนเลยจริงๆ
“ถึงรถม้าของตาแล้วพวกเ้าขึ้นมาสิเดี๋ยวตาจะไปส่ง ส่วนรถม้าของพวกเ้าก็ให้คนของตาขับกลับไป” ชายชราหันกลับไปสั่งลูกน้องอย่างเสร็จสรรพ
“ส่วนพวกเ้า ถ้าขนของพวกนี้กลับไม่ไหวก็ไปเช่าเกวียนมาอีกคันซะ”
“ขอรับ”
“พวกเราก็กลับกันเถอะ”
“บ้านของพวกเ้าร่มรื่นยิ่งนัก ตาชอบมันมาก” ชายชรามองรอบๆ บ้านอย่างถูกใจ ถึงเขาจะเคยมาด้อมๆ มองๆ บ้าง แต่ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเข้ามาในบ้านนี้อย่างสง่าผ่าเผยเช่นนี้หรอก
“ดีใจที่ท่านตาชอบมันนะขอรับ” เห็นคนชราชอบลู่เอินก็เบาใจ แล้วบอกให้น้องๆ ไปช่วยเก็บพวกเมล็ดผักที่ตากเอาไว้เข้ามาเก็บ
“ถ้าไม่รังเกียจวันนี้ข้าขอเชิญท่านตารับประทานมื้อค่ำด้วยกันเลยได้หรือไม่ขอรับ” เขาคิดว่าน่าจะตอบแทนคนตรงหน้าที่ทำดีกับพวกเขามากๆ สักหน่อย อย่างน้อยลู่เอินก็ควรที่จะเลี้ยงอาหารสักมื้อเพราะมื้อกลางวันที่ผ่าน มาท่านตาก็เป็คนจ่ายและให้เหตุผลว่าจะให้เด็กมาเลี้ยงผู้ใหญ่ได้อย่างไรมันเสียศักดิ์ศรี สุดท้ายลู่เอินก็ต้องเป็ฝ่ายยอมแพ้ไปเองอยู่ดี
“ดียิ่ง! ตาก็อยากลองชิมฝีมือเ้าเช่นกัน”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวไปทำอาหารก่อนนะขอรับ” พอท่านตารับคำชวนลู่เอินก็รีบลาท่านตาเข้าไปในครัวทันที เป็ครั้งแรกที่ชายชรายอมเข้าหาพวกเขาอย่างเปิดเผย ตอนที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ท่านแม่พูดถึงท่านตากับท่านยายให้ฟังอยู่บ่อยๆ ท่านตารักท่านแม่มากและขัดขว้างไม่ให้ท่านพ่อกับท่านแม่แต่งงานกัน ด้วยความที่ท่านแม่ดื้อรั้นจะตบแต่งกับท่านพ่อให้จนได้ทำให้สองพ่อลูกตัดขาดกัน
พวกเขารับรู้มาตลอดว่าตนเองมีท่านตาอยู่ แม้จะบอกว่าตัดขาดกับท่านแม่แต่ก็หาเวลามาหาท่านแม่อยู่บ่อยๆโดยทำทีว่ามาหาสหายสนิทบ้างละ มาทำธุระบ้างละ ด้วยเพราะถือฐิถิทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีใครเข้าหาใครก่อนจนกระทั่งท่านแม่เสียไป ท่านตาคงโทษตนเองไม่น้อยและยิ่งไม่กล้าแสดงตัวเป็ตาของพวกเขาเพราะรู้สึกผิด มาวันนี้เห็นท่านตาเป็คนพังกำแพงนั้นด้วยตัวเองลู่เอินก็ยินดีนัก
อาหารค่ำวันนี้คงต้องจัดเต็มเสียแล้ว เพื่อฉลองให้กับการเริ่มต้นใหม่ของพวกเรา
วันนี้จะทำอะไรเป็อาหารค่ำดีนะ เอาเป็ผัดกะเพรา ผัดเปรี้ยวหวาน แล้วก็ซุปไก่สักถ้วยดีกว่า พอคิดเมนูได้ร่างเล็กของลู่เอินก็ลงมือทำอาหารทันที แต่ต่างออกไปที่วันนี้พวกน้องชายจอมแสบของเขาไม่มานั่งเฝ้า สงสัยคงอยู่คุยเป็เพื่อนเล่นกับท่านตาเป็แน่
“นี่ท่านตา ท่านเป็ใครกันแน่ ทำไมต้องส่งคนตามเราตลอดด้วย ข้ารู้นะว่าเมื่อวานก็เป็คนของท่านที่ตามพวกเราเข้าป่าไป ท่านเป็คนดีจริงๆ หรือไม่” พอพี่ชายหายหลับเข้าไปในครัวเด็กน้อยทั้งสามก็เริ่มปฏิบัติการค้นหาความจริงทันที ถึงแม้จะพอรู้อยู่ก็เถอะแต่ความจริงที่ออกจากปากย่อมดีกว่าไม่ใช่หรือ
“พวกเ้าพูดอะไรกัน ตาจะส่งคนมาตามพวกเ้าไปทำไม” ยิ่งมองเห็นเหงื่อตามกรอบหน้าของชายชรา เด็กทั้งสามก็ยิ่งเริ่มมั่นใจในความคิดของตนเอง
“นั่นสินะขอรับ ท่านตา” ฮุ่ยิผู้ใสซื่อของลู่เอินพูดกับชายชราด้วยแววตาเ้าเล่ห์
เมื่อรู้ว่าตนเองถูกจับได้เสียแล้วชายชราก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป คนแก่กว่าส่ายหัวช้าๆ อย่างระอาแววตาฉายชัดถึงความคิดถึงอย่างปิดไม่มิด “ความจริงตาก็ไม่อยากปิดบังพวกเ้าเช่นกัน เมื่อเป็เช่นนี้แล้วคงต้องบอกความจริงพวกเ้าสินะ พวกเ้านี่นิสัยเหมือนกับแม่ของเ้าไม่มีผิด”
เด็กน้อยทั้งสามนั่งฟังชายชราด้วยความตั้งใจ ความจริงที่สามแสบอยากรู้หลุดออกมาจากปากชายชราอย่างช้าๆ …
TBC
ขาทองคำคนที่สองโผล่มาแล้วค่า ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ เม้นติชมเป็กำลังใจให้ไรทืตัวโหน่ยๆ ด้วยเน้อ รักทุกคนค่า