แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมายังลานดินหน้ากระท่อมอันเงียบสงบ
อาหยวนและอาฟางนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ทั้งสองหลับตาพริ้ม ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นดูขึงขังจริงจังราวกับกำลังกระทำภารกิจสำคัญระดับแคว้นก็มิปาน
"อย่าได้เกร็ง่ไหล่" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาใช้ไม้เรียวเล็ก ๆ แตะเบา ๆ ไปที่ไหล่ของอาฟางที่ยกขึ้นสูงด้วยความตั้งใจเกินพอดี "ปล่อยวางกายตามสบาย... จินตนาการว่าภายในท้องน้อยของเ้า มีลูกหนูตัวน้อยวิ่งวนเป็วงกลมอย่างเชื่องช้า... สอดประสานไปตามจังหวะลมหายใจเข้าออก"
"ลูกหนูหรือท่านพ่อ" อาหยวนลืมตาขึ้นข้างหนึ่งพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย "มันจักมิขบกัดพุงของข้าหรอกรึ"
"มันคือลูกหนูวิเศษ มันจักช่วยให้เ้ามิรู้จักรังแกด้วยความหิวโหย ทั้งยังมิเหนื่อยล้า" กู่เจี้ยนหุนยิ้มบาง "จงหลับตาลง แล้วเพ่งจิตมองหามันให้พบ"
สิ่งที่เขาจำนงสั่งสอนมิใช่การละเล่นสนุกสนาน ทว่ามันคือเคล็ดวิชา "ดรุณีระบายลมปราณ" ขั้นพื้นฐานที่สุด เป็วิชาสายอ่อนหยุ่นที่ช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกายของเด็กที่กำลังเจริญเติบโต มิใช่เพื่อการเข่นฆ่าต่อสู้ ทว่าเพื่อสร้าง 'รากฐาน' อันมั่นคง
เด็กสาวทั้งสองเติบโตมาด้วยสภาวะขาดสารอาหาร เส้นชีพจรภายในจึงลีบเล็กและเปราะบางยิ่งนัก หากเขาถ่ายทอดวิชาสายแข็งกร้าวหักโหมให้ในทันที ร่างกายของพวกนางย่อมมิอาจรองรับไหว
เวลาผ่านพ้นไปราวหนึ่งก้านธูป
แก้มตอบซูบซีดของอาหยวนเริ่มปรากฏสีเืฝาดนวลขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ นางเริ่มผ่อนลมหายใจเข้าลึก... และยาวเหยียดโดยมิรู้ตัว หน้าท้องน้อยยุบพองเป็จังหวะสม่ำเสมอไร้สะดุด
"ท่านพ่อ..." อาหยวนพึมพำแ่เบาทั้งที่ดวงตายังคงปิดสนิท "ข้ารู้สึก... อุ่นวาบที่ท้องยิ่งนัก ราวกับเพิ่งได้ซดน้ำแกงร้อน ๆ เข้าไปเลย"
"ประเสริฐมาก..." กู่เจี้ยนหุนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เด็กเล็กย่อมมีจิตใจบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความคิดฟุ้งซ่านปิดบัง จึงสามารถเข้าสู่ห้วงสมาธิได้ง่ายดายกว่าผู้ใหญ่ เพียงแค่ชี้แนะกลอุบายเล็กน้อย นางก็สามารถััถึงกระแส 'ชี่' หรือพลังชีวิตได้แล้ว
ส่วนอาฟางนั้นเติบโตกว่า นางมีความกังวลเื่ปากท้องและภาระงานบ้านรบกวนจิตใจ ย่อมทำให้กระแสลมหายใจยังคงติดขัดอยู่บ้าง ทว่าก็ถือว่ากระทำได้ดีกว่าคนทั่วไปมากนัก
เจ้ิและเสี่ยวหลินที่นั่งปะชุนเสื้อผ้าอยู่ไม่ไกล ทอดสายตามองดูภาพพ่อลูกด้วยความประหลาดใจระคนอัศจรรย์ใจ
"ท่านพี่..." เสี่ยวหลินกระซิบเสียงแ่ "วิชาการกำหนดลมหายใจของท่าน... ดู ศักดิ์สิทธิ์และลึกล้ำชอบกล ท่านมั่นใจแน่หรือว่าจำมาจากคนแบกหามที่ท่าเรือ"
กู่เจี้ยนหุนหันมาสบตากับภรรยารอง "คนแบกหามบางคนในหล้าก็เคยเป็ยอดฝีมือตกอับพเนจร... ข้าเพียงโชคดีที่เคยแบ่งปันซาลาเปาให้แก่ชายชราผู้หนึ่ง เขาจึงยอมสั่งสอนวิชานี้เพื่อตอบแทนน้ำใจ... เอ่ยอ้างว่ามันช่วยให้อายุยืนยาว"
คำลวงของเขาเริ่มไหลลื่นเป็ธรรมชาติขึ้นในทุกวัน
"แล้วตัวข้าจักฝึกปรือด้วยได้หรือไม่" เจ้ิเอ่ยถามขึ้นบ้าง นางเริ่มรู้สึกอิจฉาบุตรสาวทั้งสองที่ดูมีผิวพรรณสดใสขึ้นมาทันตา
"ย่อมได้แน่นอน ทว่าของพวกเ้าจำเป็ต้องใช้อีกเคล็ดวิธีหนึ่ง" กู่เจี้ยนหุนกล่าวสูตรยา "ค่ำคืนนี้ก่อนเอนกายอนิทรา ข้าจักสอนพวกเ้าเดินลมปราณเพื่อเยียวยาอาการปวดหลังและสภาวะสายตาฝ้าฟางเอง"
่เวลาแห่งความสงบสุขดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทว่าในห้วงลึกของจิติญญา กู่เจี้ยนหุนยังคงเฝ้านับเวลาถอยหลังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: 5 วัน 12 ชั่วโมง]
(ตัวเลขเวลาลดถอยลงเร็วยิ่งกว่าปกติ เนื่องจากผลลัพธ์ของการสั่งสอนผู้อื่น ส่งผลให้เขาบังเกิดความเข้าใจในวิถีแห่งธรรมชาติในมุมมองใหม่อย่างลึกซึ้ง)
...
สามวันผ่านพ้นไปในพริบตา
กำหนดเส้นตายที่กู่เจี้ยนหุนรับปากไว้กับหลิวหัวโล้นมาถึงแล้ว
บรรยากาศภายในเรือนพลันตึงเครียดขึ้นมาทันทีั้แ่นะสว่าง เจ้ินั่งมิอาจติดแคร่ เดินวนเวียนไปมาหน้าประตูด้วยความกระสับกระส่าย ส่วนเสี่ยวหลินกอดบุตรสาวทั้งสองเอาไว้แน่นอยู่ที่มุมห้องด้วยความหวาดหวั่น
มีเพียงกู่เจี้ยนหุนที่ยังคงดูสงบนิ่งที่สุด เขานั่งจิบน้ำชาหยาบ ๆ ราคาถูกอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ตรงหน้ามีถ้วยดินเผาใบเล็กวางอยู่ ภายในบรรจุ 'ยาลูกกลอนสีเขียวคล้ำ' จำนวนสามเม็ดถ้วน
"ท่านพี่... ท่านมั่นใจแน่นะ" เจ้ิเอ่ยถามซ้ำเป็รอบที่ร้อยของวัน
"มั่นใจ" เขาเอ่ยตอบสั้น ๆ ทว่าหนักแน่น
ชั่วครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงพูดคุยโวยวายหยาบช้าก็ดังแว่วมาแต่ไกล ชาวบ้านร้านตลาดในตรอกต่างรีบปิดประตูหน้าต่างหนีหายด้วยความกลัวภัย ยามเมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ก้าวเท้าเข้ามา
หลิวหัวโล้นเดินนำหน้ามา ทว่าสภาพของมันในยามนี้ดูย่ำแย่กว่าเมื่อสามวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาดำคล้ำซูบซีด ริมฝีปากแห้งผากแตกยับ เดินกะเผลกทอดน้ำหนักหนักหน่วงกว่าเดิม และที่สำคัญที่สุด... สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความเ็ปรวดร้าวและความหวาดกลัวจับจิต
มันมาหยุดยืนที่หน้ากระท่อมผุพังของอาเฉิน โดยมีลูกสมุนสองตนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
"อาเฉิน!" หลิวหัวโล้นะโเรียกเสียงแหบแห้ง "ข้ามาแล้ว... ตามคำนัดหมาย"
กู่เจี้ยนหุนค่อย ๆ วางถ้วยชาในมือลง แล้วยันกายลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตู เขาเปิดประตูออกอย่างช้า ๆ เผชิญหน้ากับนักเลงเ้าถิ่นโดยไร้ความพรั่นกลัว
"ตรงต่อเวลาดีนี่" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยขึ้น
"อย่าได้มาเล่นลิ้นกับข้า!" หลิวหัวโล้นกัดฟันกรอดด้วยความทรมาน "สามวันสามคืนมานี้ข้ามิอาจนอนหลับลงได้เลย ข้อเข่าของข้าปวดร้าวราวกับมีผู้ใดนำค้อนเหล็กมาทุบทำลาย ซ้ำร้ายเมื่อคืนนี้... ข้ายังถ่ายปัสสาวะออกมาเป็สีโลหิตจาง ๆ... อาการวิปริตตรงตามที่เ้ากล่าวไว้มิมีผิดเพี้ยน! เส้นเอ็นพิษบ้าบอนั่นมันกำลังลุกลามแล้วใช่หรือไม่!"
กู่เจี้ยนหุนลอบยิ้มสะใจอยู่ในใจ ‘แน่นอนว่าอาการย่อมต้องทวีความรุนแรงขึ้น ในเมื่อข้าใช้จิตวิทยาข่มขวัญไปถึงเพียงนั้น ความเครียดหวาดกลัวย่อมส่งผลให้ร่างกายหลั่งพิษร้าย อาการเจ็บป่วยเดิมที่มีอยู่ย่อมกำเริบเสิบสานเป็ทวีคูณ’
"ข้าบอกเ้าแล้วอย่างไรเล่า" กู่เจี้ยนหุนแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึมลึกล้ำ "พิษร้ายเริ่มแทรกซึมเข้าสู่กระแสโลหิตของเ้าแล้ว... ทว่าเ้ายอดโชคดีนักที่ย้อนกลับมาทันท่วงที"
เขายื่นถ้วยดินเผาที่บรรจุยาลูกกลอนสามเม็ดออกไปให้
"นี่คือ 'โอสถล้างไขกระดูกสามกษัตริย์' ข้าต้องยอมเหนื่อยยากปรุงมันขึ้นมาจากตัวยาสมุนไพรหายากยิ่งนัก"
หลิวหัวโล้นจ้องมองเม็ดยาสีเขียวคล้ำปนดำด้วยความลังเลใจ "กลืนกินเข้าไปแล้วจักหายขาดเลยรึ"
"เม็ดแรก... จักระงับความเ็ปรวดร้าวในทันที" "เม็ดที่สอง... จักขับพิษร้ายให้ออกมาทางทวารหนัก" "เม็ดที่สาม... จักช่วยฟื้นฟูเส้นเอ็นให้กลับคืนมาแข็งแกร่งดังเดิม"
กู่เจี้ยนหุนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลิวหัวโล้น "ทว่ามีข้อห้ามสำคัญ... ยานี้มีฤทธิ์แรงกล้าเหนือคณา ห้ามกลืนกินพร้อมสุราเด็ดขาด และหลังจากกินยาแล้ว เ้าจำเป็ต้องงดเว้นเมรัยเป็เวลาเจ็ดวันเต็ม หากเ้าบังอาจแหกกฎแม้นเพียงนิดเดียว... พิษร้ายจักตีกลับเข้าสู่หัวใจจนวายตายในทันที"
หลิวหัวโล้นกลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่ มันรีบคว้ายาเม็ดแรกเข้าปากกลืนลงไปในทันทีโดยมิรั้งรอ
รสชาติขมฝาดคละเคล้าความเผ็ดร้อนของขิงแก่และพริกไทยอันเป็ส่วนผสมลับแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ทว่าสิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกชาหนึบที่ลิ้น... และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่กู่เจี้ยนหุนสร้างเอาไว้ ส่งผลให้กลไกทางจิตคิดไปเองทำงานอย่างทรงอานุภาพ
สมองสั่งการให้ร่างกายระงับความเ็ปในฉับพลัน
"เฮ้ย..." หลิวหัวโล้นเบิกตากว้าง ลองขยับขยับขาข้างที่ปวดดู "มะ... มันเบาบางลงไปมาก! มันหายปวดสิ้นแล้วจริง ๆ!"
ลูกสมุนทั้งสองคนหันมามองหน้ากันด้วยความทึ่งระคนอัศจรรย์ใจ
"ยาเทวดาโดยแท้!" หลิวหัวโล้นร้องลั่นด้วยความเปรมปรีดิ์ "อาเฉิน! มิใช่สิ... ท่านหมอเฉิน! ท่านช่างยอดเยี่ยมล้ำเลิศนัก!"
กู่เจี้ยนหุนยกมือขึ้นปราม "อย่าเพิ่งลิงโลดใจไป... จงนำอีกสองเม็ดที่เหลือกลับไปกินตามที่ข้าสั่งการ และจงจำใส่ใจไว้... งดสุราเจ็ดวัน หากเ้าต้องวายชนม์เพราะร่ำสุรา ก็อย่าได้มาโทษข้าขัดขวาง"
"ได้ ๆ! ข้ารับคำ!" หลิวหัวโล้นพยักหน้ารัว ท่าทีคุกคามดุดันเมื่อวันก่อนมลายหายไปสิ้น แผ่รัศมีความเคารพยำเกรงออกมาแทน "เื่หนี้สินเบี้ยคุ้มครองในเดือนนี้... ข้ายกให้สิ้น! มิ ต้องจ่าย! ถือเสียว่าเป็ค่าครูและค่ายา!"
มันหันไปออกคำสั่งสำทับลูกน้อง "พวกเอ็งจงจำไว้ให้ดี! เรือนหลังนี้ห้ามผู้ใดบังอาจมาแตะต้องกลั่นแกล้งเด็ดขาด หากมีใครมารังแกท่านหมอเฉิน จงรีบไปแจ้งข้า ข้าจักมาเด็ดหัวมันเอง!"
กล่าวจบ มันก็รีบเดินกะเผลกจากไปพร้อมกับตัวยาที่เหลือ ประหนึ่งกำลังประคองถือของวิเศษล้ำค่า
เมื่อฝุ่นดินเริ่มจางลง กู่เจี้ยนหุนก็ปิดประตูลงกลอนแ่า แล้วหันกลับมามองคนในครอบครัวที่ยังคงยืนอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
"จบสิ้นเื่ราวไปเปราะหนึ่ง" เขาถอนหายใจยาว พลางทรุดกายลงนั่งบนแคร่ด้วยความอ่อนเพลีย การแสดงละครตบตาคนพาลเช่นนี้ ช่างสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงยิ่งกว่าการจับกระบี่เข้าห้ำหั่นรบพุ่งเสียอีก
"ท่านพี่..." เจ้ิเดินเข้ามาจับมือเขาไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณ์... ขอบคุณ์ที่ท่านแปรเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้"
กู่เจี้ยนหุนมองดูมืออันหยาบกร้านของภรรยาหลวง เขารับรู้ได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ส่งผ่านเข้ามาถึงก้นบึ้งของหัวใจ
"ยังมิจบสิ้นหรอก..." เขาพึมพำแ่เบา "นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น"
เขาเหลือบสายตามองหน้าต่างระบบในจิติญญา
[เงื่อนไขพิเศษถูกกระตุ้น: "บารมีแห่งหมอเทวดา (ลวงโลก)"][ผลลัพธ์: ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ (ระดับต่ำ)][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: ลดลงเหลือ 4 วัน 23 ชั่วโมง]
อีกเพียงห้าวันเท่านั้น... ในที่สุด เขาก็ได้เห็นแสงสว่างอันเจิดจ้าที่ปลายอุโมงค์อันมืดมิดแล้ว