เพียะ!
“ข้าบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าเพิ่งก่อเรื่อง!” ถังหย่งเจ๋อตบหน้าโจวม่านหรูไปอีกหลายที “กว่าที่เราจะปกปิดตัวตนแล้วออกมาถิ่นทุรกันดารนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากมีคนจับได้ โทษคราวนี้ต้องประหารชีวิตสถานเดียว แล้วสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า เจ้าไม่อยากแก้แค้นให้บิดา มารดา แล้วก็น้องชายของเจ้าแล้วหรือ?”
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว!” โจวม่านหรูมองหน้าสามีอย่างโกรธแค้น “ข้าไม่เชื่อคำพูดของเจ้าเลยสักนิด เรามาถึงเมืองหลวงตั้งนานแล้วเจ้ามัวทำอะไรอยู่ เจ้าบอกอยากจะแก้แค้นให้บิดาและน้องสาว แต่เจ้าก็เอาแต่นิ่งไม่ยอมทำอะไร ข้า...โจวม่านหรูผู้นี้ไม่มีวันลืมกับสิ่งที่ถังหลีและกู้เยี่ยนเฉิงได้ทำไว้กับข้า บิดา มารดา น้องชาย รวมถึงครอบครัวของท่านตาที่ต้องมาจบชีวิตไปเพราะพวกมัน ข้าต้องเอาชีวิตของพวกมันมาล้างแค้นให้คนในตระกูล”
“เจ้าก็เลยส่งนักฆ่าไปสังหารนางอย่างนั้นสิ”
โจวม่านหรูหัวเราะออกมาเสียงดัง “ใช่ ข้าเป็นคนส่งนักฆ่ากลุ่มนั้นไปเอง แต่น่าเสียดายที่พวกมันทำงานพลาด นับว่าถังหลียังดวงดี”
“แล้วเจ้านึกถึงผลที่จะตามมาหรือไม่ หากนักฆ่ากลุ่มนั้นถูกจับได้แล้วเรื่องมันสาวมาถึงเรา ถึงตอนนั้นเราจะหนีไปไหนได้อีก”
“หนีไม่ได้ก็แค่ต้องตาย ข้าไม่เคยกลัวความตาย ขอแค่ข้าได้เห็นถังหลีกับกู้เยี่ยนเฉิงตายไป ที่เหลือข้าก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว” โจวม่านหรูจ้องสามี “ข้าทำเพื่อครอบครัวของตัวเองได้ แล้วเจ้าเล่า เจ้าเคยคิดที่จะทำเพื่อท่านพ่อสามีกับถังมู่เจียวหรือไม่ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าท่านพ่อสามีถูกประหารอย่างไร หรือแม้แต่ถังมู่เจียวที่ถูกผู้คุมนักโทษหลายคนข่มเหงระหว่างเดินทางไปรับโทษ เจ้าลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้วหรือ”
ถังหย่งเจ๋อกัดฟันแน่น เขาจะลืมเรื่องพวกนี้ไปได้อย่างไร และยังประโยคสุดท้ายที่ถังหลีพูดกับเขา เขาก็จำมันได้ดี นางบอกว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเขาเลือกวิธีการผิด
แต่เขากลับไม่คิดว่าสิ่งที่เขาเลือกนั้นผิด เขาเป็นบัณฑิตที่เฉลียวฉลาดแล้วอย่างไร หากได้อำนาจของนายอำเภอโจวมาเสริม เขาก็จะมีโอกาสในการสอบเข้ารับราชการมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแต่งงานกับโจวม่านหรู สตรีที่มีพื้นฐานครอบครัวและครอบครัวของท่านตาที่ร่ำรวยขนาดนี้ เขาจะไม่คว้านางมาได้อย่างไร
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าโจวม่านหรูจะเป็นสตรีที่ผ่านผู้ชายมาแล้วหลายคน รวมถึงนายอำเภอโจวและตระกูลหลูที่ทำเรื่องทุจริตและเรื่องเลวร้ายมามากมาย หากเขารู้เขาจะเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้ทำไม
ทั้งหมดเป็นเพราะถังหลี หากนางหันมามองเขาและรักเขาเหมือนเมื่อก่อน เขาก็จะไม่ใช้วิธีนี้เพื่อทำให้นางหันมาสนใจ ใช่!...ทั้งหมดเป็นเพราะถังหลี ใครใช้ให้นางหันไปแต่งงานกับบุรุษอื่นกันเล่า
“ข้าไม่เคยลืมว่าที่ข้าต้องมาใช้ชีวิตเช่นนี้เพราะใคร”
“ไม่ลืม?” โจวม่านหรูยิ้มเยาะ “แต่เจ้าก็ยังมาตบตีข้าเพียงเพราะข้าส่งคนไปสังหารนาง นี่น่ะหรือคือสิ่งที่เจ้าบอกว่าเจ้าไม่เคยลืมกับสิ่งที่นางทำกับครอบครัวของเรา”
ถังหย่งเจ๋อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เจ้าก็รู้ดีว่าเวลานี้ถังหลีเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลเฟิ่งไปแล้ว แม้เราจะทำงานให้ตระกูลฉาง แต่ตระกูลฉางก็ยังเทียบกับตระกูลเฟิ่งไม่ได้ เจ้าอยากสังหารนาง ข้าก็อยากสังหารนางเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องรอ”
“รอ! เจ้าจะให้ข้ารอไปถึงเมื่อไหร่ ข้าอยากเห็นนางตายไปวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ”
ถังหย่งเจ๋อเดินเข้าไปกอดโจวม่านหรูเพื่อไม่ให้นางคลุ้มคลั่ง “หรูเอ๋อ ต่อจากนี้เจ้าต้องใจเย็นๆ อย่าให้อารมณ์ชั่ววูบมาทำให้แผนการของเราเสีย ข้ารู้ว่าเจ้าอยากแก้แค้น ตัวข้าก็อยากแก้แค้นนางเช่นกัน”
โจวม่านหรูกอดสามีไว้แน่นก่อนจะร้องไห้ “หย่งเจ๋อ ตอนนี้ข้าไม่เหลือใครแล้ว เจ้าอย่าทิ้งข้าไปนะ ข้ารู้ว่าที่เจ้ารังเกียจข้าเพราะข้าผ่านผู้ชายมาแล้วหลายคน แต่ทั้งหมดเป็นฝีมือของถังหลี หากนางไม่วางยาข้า แล้วข้าจะทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนั้นได้อย่างไร เหมือนคืนแรกที่เราเข้าหอกันนั่นอย่างไร หากนางไม่วางยา ข้า ถังซุน แล้วก็เจ้าจะมีสัมพันธ์ในรูปแบบนั้นได้อย่างไร”
โจวม่านหรูพูดเพื่อย้ำเตือนให้ถังหย่งเจ๋อจดจำเรื่องราวในอดีต นางรู้ดีว่าเหตุการณ์ในคืนเข้าหอเป็นหลุมดำในใจเขามาตลอด และเหตุการณ์นั้นก็ทำให้ถังหย่งเจ๋อโกรธเกลียดถังหลีและถังซุนมาก
ถังหย่งเจ๋อได้ยินคำพูดของภรรยาก็นึกไปถึงคืนเข้าหอในวันนั้น ภาพที่คนสามคนกำลังมีสัมพันธ์กันอย่างพิสดาร เขาจะลืมคืนอันอัปยศนั้นไปได้อย่างไร ‘ถังหลี กู้เยี่ยนเฉิง ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเจ้า’
โจวม่านหรูโน้มใบหน้าสามีลงมาแล้วเริ่มจูบเขา แม้สามีจะเย็นชาและรังเกียจนาง แต่ความแข็งแรงและดุดันของเขากลับทำให้นางรู้สึกพอใจ ส่วนถังหย่งเจ๋อก็ตอบสนองนางอย่างดูดดื่มไม่แพ้กัน อย่างไรใบหน้าอัปลักษณ์อย่างเขาก็คงไม่มีสตรีคนใดกล้าเข้าใกล้ และตัวเขาที่เป็นบุรุษก็ไม่อาจขาดเรื่องนี้ได้
“พวกมันสารภาพอะไรหรือไม่” เฟิ่งฮวนถามฝานเส้าหย่วน
ฝานเส้าหย่วนส่ายหน้า “เป็นนักฆ่าเดนตาย ทุกคนกัดลิ้นตัวเองตายไปหมดแล้ว”
“แสดงว่าเราไม่มีข้อมูลว่าใครอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารครั้งนี้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ” กู้เยี่ยนเฉิงถามหน้าเครียด
“หากจะให้ข้าเดา ข้าเดาว่าเป็นฝีมือของคนตระกูลฉาง” เฟิ่งเฮ่าพูดขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าฉางฝูหยางรับที่ปรึกษามาสองคน บางทีเรื่องที่หลีเอ๋อกับน้องเขยถูกลอบสังหารอาจจะเกี่ยวกับพวกเขา”
“ข้าจะสั่งให้คนไปสืบเรื่องของพวกเขาเองขอรับ” เฟิ่งฮวนบอกก่อนที่จะหันไปถามกู้เยี่ยนเฉิง “น้องเขย ระยะนี้รอบกายเจ้ามีสิ่งใดผิดปกติหรือแปลกไปจากเดิมหรือไม่”
“นอกจากเรื่องที่ฉางฝูเยว่มักจะมาปรากฏตัวต่อหน้าข้า เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรแล้วขอรับ” กู้เยี่ยนเฉิงตอบพร้อมกับคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาอีกครั้ง “แต่ว่าพี่รอง เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าพบบุรุษคนหนึ่งที่ร้านหนังสือ บุรุษผู้นั้นมีแผลเป็นเต็มหน้าจนไม่เหลือเค้าหน้าเดิม แต่ข้ารู้สึกคุ้นกับสายตาของเขามากขอรับ”
“เจ้าวาดภาพออกมาให้ข้าดู เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปสืบให้เอง”
“เรื่องนี้จะมีผลกับวันเปิดกิจการของเราหรือไม่ขอรับ ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของอาหลี” กู้เยี่ยนเฉิงถาม
“ข้าไปขอความช่วยเหลือจากรัชทายาทแล้ว” เฟิ่งเฮ่ามองน้องชายทุกคน “เรายังไม่รู้จุดประสงค์และคนบงการที่แท้จริงในการลอบสังหารหลีเอ๋อกับเยี่ยนเฉิง เพราะฉะนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องระวังตัวไว้ให้ดี บางทีการลอบสังหารครั้งนี้อาจโยงไปถึงเรื่องในราชสำนัก”
“พี่ใหญ่ ความหมายของท่านคือมีคนรู้ความสัมพันธ์ของเรากับรัชทายาทแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” เฟิ่งฮวนขมวดคิ้ว
“ร้านทุกอย่างยี่สิบเหวินเป็นร้านที่เราลงทุนร่วมกับตระกูลหวัง พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตระกูลหวังเป็นครอบครัวเดิมของพระชายารัชทายาท เราจึงถูกเหมารวมว่าเป็นคนของรัชทายาทไปแล้ว ยังมีร้านขายเกลือกับน้ำตาลทรายนั่นอีก เพราะสินค้าสองชนิดนี้ทำให้ตระกูลฉางไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นวาณิชหลวง เพราะฉะนั้นเราก็ยังตัดตระกูลฉางออกไปไม่ได้เหมือนกัน” เฟิ่งเฮ่าพูดต่อ “แต่นั่นก็แค่สิ่งที่ข้าคาดเดา เรื่องมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่ข้าคิดก็ได้”
หลังจากปรับปรุงร้านค้ามาหลายเดือน กิจการของตระกูลเฟิ่งในตรอกหลินสุ่ยก็ได้ฤกษ์ดีในการเปิดกิจการ ร้านค้าในตรอกแห่งนี้ถูกสร้างเป็นผนังกระจกทั้งหมด มีร้านค้าหลายร้านไว้คอยให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายแพรพรรณ ร้านขายเครื่องปรุง ร้านขายธัญพืชและข้าวสาร ร้านเครื่องเขียน ร้านขายอาหาร โดยเฉพาะร้านทุกอย่างยี่สิบเหวินดูจะเป็นร้านที่ได้รับความสนใจมากที่สุด
“ตะกร้าสีสันสวยงามเหล่านี้ดูแปลกตา เจ้าไปหาสินค้าพวกนี้มาจากที่ใดกัน” เฟิ่งฮูหยินจับตะกร้าเล็กใหญ่ขึ้นมาดูอย่างสนใจ
“ตะกร้าเหล่านี้เป็นตะกร้าพลาสติกเจ้าค่ะ” ถังหลีหยิบกระจกที่มีฝาพับขึ้นมา “ท่านแม่ลองดูกระจกอันนี้สิเจ้าคะ กระจกจะใสและมองเห็นชัดกว่ากระจกที่มีขายก่อนหน้านี้มาก แถมยังพกพาสะดวก ท่านแม่เอาไปเป็นของฝากให้ท่านป้าท่านน้าทั้งหลายได้นะเจ้าคะ”
“ได้ที่ไหนกัน ของมีราคาแบบนี้เราเก็บไว้ขายดีกว่า” เฟิ่งฮูหยินปฏิเสธ
“ท่านแม่ เขาเรียกว่าการโฆษณาเจ้าค่ะ”
“โฆษณาหรือ? หมายความว่าอย่างไร”
“โฆษณาก็คือการบอกกล่าวหรือแสดงให้คนเห็นถึงประโยชน์ของสินค้าที่เรามีเจ้าค่ะ” ถังหลีเอากระจกพับอันเล็กใส่เข้าไปในถุงผ้าที่นางห้อยอยู่ที่เอว “กระจกพับอันนี้มีขนาดเล็ก ท่านสามารถใส่มันไว้ในถุงผ้าเวลาที่ออกไปข้างนอกได้ เมื่อท่านออกไปพบปะกับสหาย ท่านก็ลองหยิบกระจกขึ้นมาส่อง สตรีทั้งหลายล้วนรักสวยรักงามกันทั้งนั้น พวกนางต้องอยากพกกระจกติดตัวเพื่อเอาไว้ตรวจสอบใบหน้าของตัวเอง หากท่านแม่พกกระจกไปแล้วยกขึ้นมาส่องใบหน้าให้ท่านป้าท่านน้าทั้งหลายได้ดู พวกนางต้องอยากมีกระจกพับติดตัวไว้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
เฟิ่งฮูหยินหยิบกระจกพับบานเล็กอีกอันหนึ่งขึ้นมาเปิดแล้วส่องดูใบหน้าของตัวเอง “กระจกเล็กอันนี้ชัดกว่ากระจกที่แม่ใช้อยู่ทุกวันนี้เสียอีก แถมยังพกพาได้สะดวก แม่จะพกกระจกติดตัวเวลาไปไหนมาไหน เมื่อมีคนอยากได้ แม่จะบอกให้เขามาซื้อที่ร้านของเจ้าดีหรือไม่”
ถังหลีส่ายหน้า “ชิ้นแรกอย่างไรท่านแม่ก็ต้องเอาไปเป็นของขวัญให้สหายสนิทเพื่อแสดงถึงน้ำใจ ส่วนคนอื่นถ้าอยากได้ก็ให้พวกเขามาซื้อเองเจ้าค่ะ”
“ได้ แม่จะทำตามคำแนะนำของเจ้า”
“สินค้าในร้านทุกอย่างยี่สิบเหวินช่างน่าสนใจจริงๆ” ฉางฝูเยว่เดินเข้ามาดูสินค้าภายในร้าน “พ่อค้ามากมายต่างก็อยากร่วมมือกับตระกูลหวังในการทำการค้า แต่แม่นางถังหลีที่เพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่นานกลับคว้าความร่วมมือนี้ไปได้ก่อนใคร ช่างเป็นคนที่...แย่งชิงของผู้อื่นไปได้อย่างง่ายดายจริงๆ”
“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ลูกสาวข้าไปแย่งชิงอะไรของเจ้า” เฟิ่งฮูหยินปกป้องลูกสาว
ฉางฝูเยว่ไม่เกรงใจ “แย่งชิงอะไรตัวแม่นางถังคงรู้ดีที่สุด ได้ยินว่าตอนที่นางอยู่ที่อำเภอเสียนหู่ นางก็มีพฤติกรรมแบบนี้ นอกจากจะชอบแย่งชิงแล้ว นางยังชอบให้ท่าบุรุษที่แต่งงานแล้วอีกด้วย”
ฉางฝูเยว่ที่ถูกโจวม่านหรูพูดกรอกหูเรื่องไม่ดีของถังหลีอยู่ทุกวัน เมื่อนางเห็นถังหลีวันนี้ก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก คุณชายกู้ของนางไม่ควรได้แต่งกับสตรีร้ายกาจเช่นนี้
“จะพูดอะไรก็ต้องมีหลักฐาน เจ้าบอกว่าข้าชอบแย่งชิงหรือแม้กระทั่งชอบให้ท่าบุรุษ เจ้ามีพยานและหลักฐานหรือไม่ ข้าสามารถนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อทางการได้นะ” ถังหลีพูดขึ้น
“ทำไมข้าจะไม่มี พยานข้าก็มี ส่วนหลักฐาน...” ฉางฝูเยว่หันไปมองสตรีสวมผ้าคลุมหน้าที่ยืนอยู่ข้างหลัง
แต่โจวม่านหรูกลับจับมือนางไว้แล้วส่ายหน้า ก่อนจะโน้มไปกระซิบ “คุณหนูจะใจร้อนเช่นนี้ไม่ได้”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ข้าไม่อยากให้คุณชายกู้อยู่กับผู้หญิงเลวๆ คนนี้แม้แต่วันเดียว” ฉางฝูเยว่กระซิบกลับ
“หากอยากให้คุณชายกู้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง คุณหนูต้องรอหลักฐานที่กำลังจะส่งมาอีกสักหน่อยเจ้าค่ะ”
ฉางฝูเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางจะรอหลักฐานที่โจวม่านหรูบอก ถึงตอนนั้นคุณชายกู้จะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนังแพศยาถังหลี “เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป เอาไว้วันที่ข้าเอาหลักฐานมาแสดง เจ้าก็อย่าหายหัวไปก่อนก็แล้วกัน”
“ข้าจะรอ” ถังหลีตอบฉางฝูเยว่ แต่นายตาของนางกลับตกไปที่สตรีสวมผ้าคลุมหน้าที่ยืนอยู่ ท่าทางของสตรีผู้นี้ดูคุ้นเคย และสายตาที่มีแต่ความเกลียดชังนั้นก็คุ้นตาเช่นกัน ก่อนที่ถังหลีจะดึงสายตากลับ นางมองไปเห็นที่หลังมือด้านขวาของสตรีที่สวมผ้าคลุมหน้าผู้นั้น ‘รอยแผลเป็นรูปกากบาท’ นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร