ผลแพ้ชนะปรากฏ แต่ปมความสงสัยก่อเกิดมากมาย...
ก่อนพักการประลองในภาคเช้าและย้ายไปประลองที่สนามด้านนอกในช่วงบ่ายมีรับสั่งให้เจ้าทิพขึ้นไปเฝ้าบนอัฒจันทร์หน้าปะรำที่ประทับทันที
บัดนี้ชายหนุ่มซึ่งถอดเกราะหนังอ่อนออกเหลือแต่ชุดทหารเดินเท้าสีเข้มนั่งคุกเข่ายกมือพนมแนบอกอยู่หน้าปะรำซึ่งเว้นเป็นลานกว้างขนาด ๑ วา สำหรับการเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์
“เราต้องขอชมเชยหลานเรา ที่วาดฝีมือดาบได้อย่างอัศจรรย์คล่องแคล่วรวดเร็วราวปาฏิหาริย์.. นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะปิดบังผู้คนมาได้เนิ่นนานขนาดนี้”
พระราชธิดาวิสาณีได้ทรงสดับพระราชบิดาชมเชยเจ้าทิพอดทรงแย้มพระสรวลออกมามิได้ สายพระเนตรแวววาวจับจ้องไปยังชายหนุ่มด้วยความรักใคร่
“...แล้วลูกหญิงล่ะ เคยรู้บ้างไหมว่าเจ้าทิพมีวิชาการต่อสู้ที่ล้ำเลิศปานนี้”
พระราชธิดาถูกตรัสถามขึ้นอย่างกระทันหันขณะพระทัยเคลิบเคลิ้มปลื้มปิติ ทรงรีบระงับพระอาการ คลายแย้มพระสรวลลง
“หม่อมฉันมิเคยล่วงรู้มาก่อนเลยเพคะ..เจ้าทิพเขาคงปิดบังเพราะไม่ใคร่จะไว้วางใจเรากระมังเพคะ”
พระเจ้าศรีมหาราชทรงพระสรวลชอบพระทัยในพระอาการแสนงอนของพระราชธิดา
“เขาก็คงมีเหตุผลของเขาลูกอย่าไปเคืองเลย.. นี่ถ้าทุกคนรู้แต่แรกว่าเจ้าทิพหยิบอาวุธฝึกฝีมือ คงจะถูกปรามแต่ต้นไหนเลยจะมีวันนี้ได้..” ตรัสแล้วก็ทรงพระสรวล
ผิดกับพระเจ้าฤทธิเทวาที่ประทับนิ่งสะกดพระอาการกระสับกระส่ายพระองค์ ทรงเบือนพระพักตร์ไปทางขุนพลเอกแล้วรับสั่งขึ้น
“ท่านขุนพลท่านก็ถามออกไปเถิดถึงความใดที่ข้องอยู่ในใจ”
“พระเจ้าค่ะ..”ขุนพลสิงหลกราบทูลรับคำ แล้วเอ่ยถามชายหนุ่มว่า
“เจ้าทิพท่านบอกว่าได้เรียนรู้วิชาฝีมือกับท่านพราหมณ์กุณฑกัญจ ท่านหยิบดาบร่ายรำบูชาครูและเทวดาตามแบบศรีวิชัยแต่ไฉนเพลงดาบที่ท่านใช้จึงเป็นแนววิชาของพระมหาเถรศรีศรัทธา เรื่องนี้ท่านช่วยอธิบายเถิดว่าเป็นมาอย่างไร..และท่านพราหมณ์ได้สอนสิ่งใดไว้บ้าง”
เจ้าทิพถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์แล้วจึงกล่าวตอบคำขุนพลด้วยอาการสงบ
“เพลงดาบที่ข้าพเจ้าใช้ ท่านพราหมณ์กุณฑกัญจเป็นผู้สอนให้..เป็นเพลงดาบของพระมหาเถรศรีศรัทธาจริง ส่วนท่านพราหมณ์จะรู้วิชาดาบของพระมหาเถระมาได้อย่างไรข้าพเจ้ามิได้รู้เลย ท่านพราหมณ์ไม่เคยกล่าวให้ข้าพเจ้ารับรู้”
“ท่านเป็นศิษย์ของท่านพราหมณ์ทำไมอาจารย์ท่านต้องปิดบังตัวท่านด้วย”
“หามิได้ท่านขุนพลความสัมพันธ์ระหว่างท่านพราหมณ์และข้าพเจ้ามิได้เป็นอาจารย์และศิษย์กัน..ท่านเพียงแนะนำสั่งสอนวิชาการต่างๆแก่ข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจักได้ทำธุระให้แก่ท่าน.. หนึ่งในเรื่องนั้นคือการตามหาองค์ตุมพะทะนานทองกลับคืนมาสู่เมืองปตานี..ส่วนข้าพเจ้าเองก็หาได้มีความรักผูกพันสิ่งใดแก่ท่านพราหมณ์ไม่”
คำตอบของเจ้าทิพยิ่งทำให้ทุกผู้คนรู้สึกมึนงงสงสัยหนักขึ้นไปอีก
“ท่านไม่ได้ไหว้พราหมณ์กุณฑกัญจเป็นอาจารย์..แล้วทำไมท่านพราหมณ์ต้องช่วยให้ท่านมีวิชาฝีมือ ทำไมต้องช่วยให้เมืองปตานีได้องค์ตุมพะทะนานทองกลับคืน..”ขุนพลสิงหลเอ่ยรำพึง กึ่งซักถามด้วยความสงสัย
“เรียนท่านขุนพลตามตรงข้าพเจ้ารังเกียจท่านพราหมณ์ที่เป็นต้นเหตุให้พระมารดาของข้าพเจ้าต้องสิ้นพระชนม์ลง..จึงไม่ยินดีที่จะกราบไหว้เป็นอาจารย์ เรื่องนี้คิดว่าท่านขุนพลคงพอจะเข้าใจ”เจ้าทิพกล่าวเสียงหนัก ด้วยความพลุ่งพล่านในอารมณ์
“บังอาจนัก.. มารดาเจ้าสิ้นก็เพราะตัวเจ้ายังไม่รู้ดีรู้ชั่วอีก.. นี่ถ้ามารดาเจ้าไม่ลงน้ำหวังไปช่วยเจ้า..ป่านนี้นางคงไม่ตายหรอกเจ้ามันลูกผลาญญาติจริงๆ”
พระสุรเสียงของพระเจ้าฤทธิเทวาก้องสนั่นพระหัตถ์ขวาตบลงบนพระชานุดังลั่น จนทุกผู้คนที่เฝ้ารายรอบต่างสะท้านใจท่านขุนพลเอกเองก็อดคิดไม่ได้ ทุกครั้งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระสนมจันทราพระองค์จะทรงเสียพระทัยและเคืองพระทัยไปยังเจ้าทิพทุกครา.. ครั้งนี้นับว่าเจ้าทิพกล่าวคำผิดพลาดแล้ว..ยิ่งนึกไม่ถึง ชายหนุ่มกลับผูกใจอาฆาตพราหมณ์กุณฑกัญจว่าเป็นต้นเหตุจนกล้าที่จะกล่าวพาดพิงถึงการสิ้นพระชนม์ของพระมารดาขึ้นมาต่อหน้าพระเจ้าปตานี
ท่ามกลางเพลิงพิโรธและความอึดอัดทั้งปวงพระสุรเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“น้องเรา เรื่องราวทั้งมวลก็ผ่านไปหลายปีแล้ว..เท่าที่เราทราบมา ครานั้นเป็นอุบัติเหตุ เชือกซึ่งผูกรั้งเจ้าทิพจึงขาดไปพระสนมทรงรักผูกพันในบุตรของตนจึงสู้อุตส่าห์ลงน้ำไปช่วยแม้จะรู้ว่าต้องสิ้นชีพก็ยอม.. ในเมื่อพระนางรักใคร่ในบุตรชายจนสละได้แม้พระชนม์ชีพการที่ท่านจะมาโกรธเคืองบุตรที่พระนางแลกชีวิตคืนมา ยังจะทำให้ดวงวิญญาณที่ล่วงลับเป็นสุขได้หรือ..ท่านลองตรองดูเถิด”
พระเจ้าศรีมหาราชนั้น ทรงขัดพระทัยอยู่เสมอมาเรื่องที่พระเจ้าฤทธิเทวาทรงโกรธขึ้งเจ้าทิพแต่ทรงดำริว่าไม่เป็นการบังควรที่จะไปยุ่งเกี่ยว ที่ผ่านมาเพียงทรงช่วยอุดหนุนบำรุงเลี้ยงเจ้าทิพในวังของพระองค์ครั้งนี้ทรงเห็นพระเจ้าปตานีแสดงพระกิริยาไม่สมควรต่อหน้าพระองค์ จึงได้ทีรับสั่งตักเตือน
“ขอพระราชทานอภัย ที่หม่อมฉันเสียกิริยาต่อหน้าพระองค์..เพียงเพราะไม่ใคร่ถูกใจที่เจ้าทิพพาลโกรธโทษไปยังพราหมณ์กุณฑกัญจ ซึ่งเป็นพราหมณ์ผู้ใหญ่สืบสายตระกูลโทณพราหมณ์..นี่ถ้าไม่ใช่เพราะไฟสงครามระหว่างมลายูและชวา ผู้สืบสายตระกูลโทณพราหมณ์คงไม่ได้หวนคืนสู่ดินแดนบนคาบสมุทรเป็นแน่แม้กลับมาแล้วก็ยังห่วงใยในตัวเจ้าทิพ สู้อุตส่าห์เดินทางไปถึงเมืองนครฯ เพื่อฝึกฝนอบรมเจ้าทิพหวังแก้ไขคนอันเป็นอัปมงคล อีกทั้งยังใส่ใจเรื่องการตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหายไป..แต่นี่กระไร เจ้าทิพไม่เพียงไม่เคารพกราบไหว้อาจารย์ ยังคิดแค้นเนรคุณอีกคำทำนายคงจะเป็นจริงเสียแล้วละพระองค์”
“ท่านอย่าเพิ่งสรุปและโกรธเคืองไปเลยลองฟังเจ้าทิพดูก่อน อาจจะมีนัยเรื่องวิชาของพระมหาเถระซ่อนอยู่บ้าง”
พระดำรัสเตือนของพระเจ้าศรีมหาราชอีกครั้ง..ทำให้พระเจ้าฤทธิเทวาทรงยั้งพระทัย แล้วรับสั่งให้ขุนพลสิงหลดำเนินการซักไซ้เรื่องราวต่อไป
“ท่านพราหมณ์ได้สอนวิชาอาวุธของพระมหาเถรศรีศรัทธาแก่ท่านมีอย่างไรบ้าง”
“ท่านได้สอนวิชาเพลงดาบสองมือ เพลงดาบมือเดียวเพลงทวนและเพลงง้าว ทั้งสี่อาวุธต่างมีจำนวน ๙ กระบวนเพลง บ้างมี ๙ ท่าจู่โจม บ้างมี ๘ ท่าจู่โจม.. รวมเป็นทั้งสิ้น๗๗ ท่าจู่โจม”
สีหน้าของขุนพลเอกเปลี่ยนไปทันทีขบกรามข่มใจ พูดน้ำเสียงหนักขึ้นว่า
“เจ้ารู้ไหมเพลงอาวุธของพระมหาเถระที่ถ่ายทอดอยู่ในปตานี มีทั้งหมดเพียง ๗๒ ท่าจู่โจมเท่านั้น..”
เจ้าทิพถึงกับผงะ ชักสีหน้างุนงงตนนั้นเรียนวิชาและอาศัยอยู่แต่ในเมืองนครฯเรื่องราวการฝึกฝนอาวุธชั้นสูงในวังปตานีนั้นไม่เคยได้รับรู้เลย ใจนั้นใคร่จะถามว่าทำไมจึงมีเพียง๗๒ จู่โจม แต่ก็ฉุกใจนิ่งเฉยเสีย..สักครู่จึงได้ยินขุนพลสิงหลกล่าวอธิบายต่อไปให้ทุกคนรับฟัง
“พระมหาเถระทรงบัญญัติเพลงอาวุธดาบคู่ดาบเดี่ยว ทวนและง้าว ไว้ทั้งหมดอย่างละ ๙ กระบวนเพลง ใน ๑ เพลงมี ๙ ท่าจู่โจมเรียงลำดับทวีความรุนแรงขึ้นไป จากท่าจู่โจมที่หนึ่งไปจนสูงสุดในท่าจู่โจมที่เก้าดังนั้นในแต่ละอาวุธจึงมีทั้งสิ้น ๘๑ ท่าจู่โจม กระบวนเพลงทั้งเก้าถูกบัญญัติให้ใช้ในสถานการณ์รุกรบที่แตกต่างกันไป..
อย่างไรก็ตามในการพันตูต่อสู้สถานการณ์ย่อมแปรเปลี่ยนตลอดเวลาจุดสำคัญของแนววิชาพระมหาเถระนั้นคือการพลิกแพลงแก้ไขสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องไปเริ่มต้นจากท่าจู่โจมที่หนึ่งของกระบวนเพลงใหม่หากแต่สามารถเชื่อมต่อกันระหว่างกระบวนเพลงในท่าจู่โจมที่ ๓ ท่าที่ ๖ และท่าที่๙.. นั่นคือเมื่อจบท่าจู่โจมที่ ๒ สามารถข้ามไปยังท่าจู่โจมที่ ๓ ของกระบวนเพลงใดๆก็ได้ ทำให้เพลงอาวุธของพระมหาเถระสามารถพลิกแพลงตามสถานการณ์และยังไล่ลำดับต่อเนื่องไปจนถึงขีดสูงสุดใน๙ ท่าจู่โจม..
พระมหาเถระได้มอบท่าจู่โจม ๘ท่าแรกของทุกกระบวนเพลงไว้กับขุนพลศิระบิดาของเรา เพื่อให้สั่งสอนบรรดาศิษย์อันที่จริงเพียง ๘ ท่าจู่โจมก็ไร้ผู้ต้านทานแล้ว ส่วนท่าจู่โจมที่ ๙เป็นท่าอำมหิตรุนแรง ท่านให้เก็บไว้ในหอคัมภีร์พระเวทรอมอบให้กับขุนพลฉลูนักษัตรเท่านั้นห้ามคนทั่วไปร่ำเรียน.. แต่แล้วก็เกิดเหตุขึ้นมีคนเข้าไปขโมยตำราของพระมหาเถระในหอคัมภีร์จนหายสาบสูญไป.. เราจึงว่าในวังปตานีนี้มีถ่ายทอดท่าจู่โจมกันเพียง ๗๒ ท่าเท่านั้น”
ขุนพลกล่าวจบก็จ้องมองเจ้าทิพเขม็งเป็นการมองที่กดดันคาดคั้น แม้เจ้าทิพไม่ได้หันหน้ามองไปโดยรอบ แต่ก็รับรู้ถึงสายตาแทบทุกคู่ซึ่งจ้องมองมายังตนในลักษณะเดียวกัน