ความเดิมตอนที่แล้ว
หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงถูกคนของเจิ้งคุนเซียวพาตัวไปที่หมู่บ้านกลางป่าและขังไว้ในบ้านร้างหลังหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองคนกำลังหาทางหลบหนี พวกเขาก็ได้พบกับสตรีผู้เป็บุตรสาวบุญธรรมของเจิ้งคุนเซียวนามว่าเจิ้งหร่านอีหรือเสี่ยวม่าน เด็กสาวผู้มีท่าทางน่ารักสดใสทว่าดูเหมือนนางจะเก็บงำความลับต่างๆ เอาไว้มากมาย
ถัดมาที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งภายในหนานจิ้งซึ่งเป็ที่ค้างแรมของเ้าเมืองน้อยเฉินเฉินเสวี่ยหยางได้ส่งคนไปตรวจสอบเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานและคนที่น่าสงสัยเมื่อคืนจนได้รู้ว่าอันธพาลสองคนที่อาละวาดพร้อมป่าวประกาศว่าตนเป็คนขององค์หญิงหลินเพ่ยหนิงแท้จริงแล้วพวกเขาถูกจ้างมาสร้างเื่เพื่อให้นางเสื่อมเสียส่วนคนที่น่าสงสัยซึ่งหายตัวไปเมื่อคืนก็คือบุตรชายผู้นำซ่ง ซ่งจื่อรุ่ย ทั้งสามจึงได้ไปดักรอคุณชายซ่งอยู่ที่หอเฟยเซียนและได้พบกับจอมยุทธไป๋ซึ่งปลอมตัวเป็สาวงามอยู่ในที่แห่งนั้นนางได้แอบวางยาในสุราจนซ่งจื่อรุ่ยเมามายไร้สติเพื่อจะลักพาตัวเขาระหว่างทางกลับจวนทว่ากลับมีกลุ่มคนชุดดำปรากฏตัวออกมาช่วยซ่งจื่อรุ่ยและจู่โจมทำร้ายนางอย่างไร้ความปรานี แต่เฉินเสวี่ยหยางที่รู้ว่านางคอยติดตามคุณชายซ่งผู้นี้ก็ได้เข้ามาช่วยนางไว้จนพวกเขาสามารถจับตัวคนร้ายได้หนึ่งคนแต่ผลสุดท้ายก่อนที่พวกเขาจะได้นำตัวคนคนนี้ไปสอบสวน กลับมีลูกดอกอาบยาพิษพุ่งมาปลิดชีวิตจนไม่เหลือเบาะแสใดให้สืบต่อเฟยฉีได้รีบตามไปตรวจสอบต้นทางของลูกดอกปริศนา ขณะที่จอมยุทธหญิงซึ่งประมือกับเฉินเสวี่ยหยางก็ได้ผละออกจากเขาและกำลังจะเดินจากไปแต่เฉินเสวี่ยหยางได้เอ่ยถามนางด้วยคำถามเดิมจึงทำให้นางพลันหยุดชะงัก
เฉินเสวี่ยหยาง : “ าเ็หรือไม่? ”
น้ำเสียงอันนุ่มนวลเอ่ยถามนางด้วยประโยคที่คุ้นเคยทำให้สตรีในชุดขาวหันกลับไปมองเขาด้วยแววตาที่หวั่นไหว ประโยคที่ทำให้นางมั่นใจว่าชายโพกผ้าปิดหน้าในตอนนี้ก็คือชายสวมหน้ากากในตอนนั้นคนที่โอบกอดและจุมพิตนางท่ามกลางราตรีแห่งเทศกาลโยนดอกไม้ ดวงตากลมสวยของนางสบตาเขาด้วยใจที่ไหวหวั่นก่อนจะส่ายหน้าตอบและก้มศีรษะเพื่อกล่าวลา แล้วนางก็ลอยตัวหายลับไปจากตรงนั้น ทางด้านเฟยฉีที่วิ่งตามมือสังหารนั่นไปแต่สุดท้ายก็ตามตัวเพชฌฆาตผู้นั้นไม่ทัน ..ตุบ ตับ ๆ ๆ!..
เฟยฉี : “ หนอย.. เร็วนักนะ ”
หลังจากนั้นเขาก็กลับไปรายงานเฉินเสวี่ยหยางว่าเขาได้คลาดกับคนร้ายอย่างสิ้นเชิง
เฟยฉี : “ แฮ่ก ๆ .. เ้าเมืองน้อยขอรับ คนคนนั้นเหมือนจะรู้ทางหนีทีไล่เลยหนีไปได้ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ช่างเถอะ ไปจากที่นี่กันก่อน ”
เฟยฉี/เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางหันมองยังทิศทางที่จอมยุทธหญิงละจากไปก่อนที่เขาและองครักษ์จะเดินแยกออกไปอีกทาง
ณดินแดนหลังม่านบังตาอันเป็ที่พำนักชั่วคราวของเผ่าปีศาจชงหยวนรีบปรี่เข้ามาหาประมุขน้อยด้วยสีหน้าวิตก
ชงหยวน : “ ประมุขน้อยขอรับ ท่านต้องมาดูสิ่งนี้ ”
อวิ๋นมู่แสดงอาการสงสัยก่อนจะเดินตามชงหยวนไปติดๆ เมื่อเดินมาถึงปากถ้ำ ชงหยวนใช้มือััก้อนหินก้อนหนึ่งเพื่อเปิดประตูและหยุดกลไกด้านในครั้นเดินลึกเข้าไปประมุขน้อยก็เห็นเหล่าปีศาจที่ถูกขังอยู่ในกรงซี่ใหญ่ต่างมีอาการนิ่งผิดปกติในยามนี้พวกเขาควรส่งเสียงขู่คำรามพลางอาวะวาดทว่ากลับยืนยิ่งดั่งหุ่นเชิดที่มีิญญาไม่มีผิด โดยเฉพาะาาปีศาจอวิ๋นหลี่ซึ่งถูกขังอยู่อีกสถานที่หนึ่ง อวิ๋นมู่ยิ่งสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้า จึงพลันอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
อวิ๋นมู่ : “ ท่านพ่อ! นี่มันอะไรกัน? ”
ถัดมาที่เรือนยลเหมันต์ จวนเ้าเมืองหนานจิ้ง หลินซานซานเดินผ่านเรือนของผู้เป็พี่หญิงและเห็นพี่ชายเดินออกมาจากเรือน ..“นั่น!ท่านพี่จื่อหรานมาหาพี่หญิงหรอ แล้วนางหายไปไหน เหตุใดจึงมีแต่ลั่วชีชี?”.. นางนึกฉงนใจเพราะสังเกตเห็นสาวรับใช้เดินมาน้อมส่งพี่ชายของนางทว่ากลับไม่เห็นผู้เป็เ้าของเรือนออกมาส่งเขาอย่างที่เคย ..“หึ! เสร็จข้าล่ะ พี่หญิง”..จิตใจที่ริษยาทำให้นางเห็นเพียงหนทางเอาชนะพี่สาวแต่ไม่เคยมองเห็นความเป็จริงที่ว่าพี่หญิงของนางไม่เคยคิดแข่งขันกับนางไม่ว่าเื่ไหนนางเดินผ่านเรือนแห่งนั้นไปด้วยความคิดด้านมืดในใจ และผ่านไปเพียงไม่นาน หลินเพ่ยหนิงก็เดินกลับมาที่เรือนพักโดยมีลั่วชีชียืนรอด้วยสีหน้ากระวนกระวายอยู่ภายในห้อง
ลั่วชีชี : “ องค์หญิง ท่านกลับมาเสียทีเมื่อครู่องค์ชายใหญ่แวะมาหาน่ะเ้าค่ะ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านพี่จื่อหรานมีเื่ใด ได้ฝากคำพูดไว้หรือไม่?” (ภาษามือ)
ลั่วชีชี : “ ไม่เ้าค่ะ องค์ชายเพิ่งกลับจากห้องตำราก็เลยแวะมาถามไถ่ข้าเลยบอกไปว่าองค์หญิงออกไปธุระกับเสี่ยวจู องค์ชายท่านไม่ได้ว่าอะไร และเดินกลับเรือนไปเ้าค่ะดีนะที่เสี่ยวจูออกไปเยี่ยมญาติพอดี ไม่งั้นข้าคงไม่มีข้ออ้าง หากมีใครรู้ว่าข้าปล่อยให้องค์หญิงออกไปไหนโดยลำพังล่ะก็..มีหวัง ข้าคงโดนโบยจนตายแน่ ๆ ”
ครู่เดียวลั่วชีชีก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดสีน้ำตาลเดินตามองค์หญิงมาห่างๆ พลางอุ้มกระถางดอกไม้เอาไว้อย่างระมัดระวัง เขาคือหูจิงชายผู้มีท่าทางซื่อ ๆ และใบหน้าของเขาก็มีหนวดบาง ๆ เขาเป็คนสวนผู้มีหน้าที่ดูแลแปลงดอกไม้และต้นไม้ทุกต้นที่รายรอบเรือนแห่งนี้เพราะองค์หญิงและอดีตเ้าเมืองผู้เป็มารดาชื่นชอบต้นไม้ดอกไม้และสมุนไพรนานาชนิดเขาจึงถือเป็คนสนิทที่องค์หญิงไว้วางใจ
ลั่วชีชี : “ น้าหู ท่านก็อีกคน ค่ำมืดป่านนี้ไยไม่พาองค์หญิงกลับเรือน หากท่านเ้าเมืองทราบจะเป็เช่นไร? ฮื้อ! ”
ลั่วชีชีบ่นร่ายยาวเมื่อต้องรับหน้าและหาข้ออ้างเพื่อชี้แจงกับองค์ชายใหญ่แต่เมื่อองค์หญิงหยิบของบางสิ่งออกมายื่นให้ แววตาของนางก็เปลี่ยนจากความกังวลเป็ตื่นเต้นดีใจกับสิ่งของที่ได้รับ
ลั่วชีชี : “ เกาลัดคั่วน้ำตาล! องค์หญิงท่านช่างรู้ใจข้าจริงๆ ข้ากำลังอยากกินอยู่พอดี ขอบคุณนะเ้าคะ เห็นแก่เกาลัดถุงนี้วันนี้ข้าจะละเว้นท่าน ”
ลั่วชีชีหันไปทำหน้าระรื่นใส่หูจิง
หลินเพ่ยหนิง : “ ชีชี ข้าอยากแช่น้ำ เ้าช่วยไปเตรียมน้ำให้ที” (ภาษามือ)
ลั่วชีชี : “ เ้าค่ะ ”
พูดจบลั่วชีชีก็เดินไปจัดการตามที่ผู้เป็นายรับสั่งเมื่อนางให้หลัง หูจิงก็นำกระถางดอกไม้ไปวางไว้ที่ข้างระเบียงห้อง
หูจิง : “ องค์หญิง ข้าวางไว้ตรงนี้นะขอรับ? ”
องค์หญิงผู้งดงามพยักหน้าตอบก่อนที่เขาจะคารวะนางแล้วหันหลังเดินจากไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงเตี๊ยมที่พัก เฉินเสวี่ยหยางนั่งอยู่ที่โต๊ะพลางเหม่อมองดอกไม้ที่จอมยุทธหญิงทำตกไว้จากนั้น เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกติดกายออกมาถืออย่างทะนุถนอม ..“ต้องใช่แน่ ๆ”.. เขามองดูของทั้งสองสิ่งด้วยแววตาที่ซ่อนความปรารถนาอยู่ลึก ๆ ก่อนที่สองพี่น้องฉีิจะเข้ามารายงานความคืบหน้า
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ จากที่ข้าตามสืบเื่สกุลหม่าหม่าจิ่นเทาและฮูหยินมีบุตรชายหนึ่งคนและมีหลานสาวอีกหนึ่งคน คือหม่าเสียนเย่และหม่าซูซินขอรับทั้งคู่สนิทสนมกับองค์หญิงมาั้แ่เด็ก หม่าซูซินมีนิสัยตรงไปตรงมาส่วนคุณชายหม่ามีความรู้วิชาแพทย์ ทั้งยังไปมาหาสู่จวนเ้าเมืองอยู่บ่อยครั้งเพราะเขาเป็หมอประจำตัวขององค์ชายใหญ่ขอรับ ”
เฟยิ : “ ส่วนเหลียงจิ่งเสียนตามข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ ไม่เคยปรากฏว่าเขาเคยมีบุตรหรือภรรยามาก่อนขอรับจะมีก็แต่บุตรสาวบุญธรรม เหลียงเสี่ยวเหยาผู้เดียว ประวัติเขาดูเหมือนจะปกตินะขอรับ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ นั่นสิ ดูปกติ เกินไป ”
เฉินเสวี่ยหยางผู้ปราดเปรื่องไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเขามองออกว่าเหลียงจิ่งเสียนผู้นี้มีเบื้องลึกเื้ัที่มากกว่านั้น และยังเชื่ออย่างหมดใจว่าการที่แม่ทัพเหลียงยอมเข้าร่วมกับชายารองเพราะมีเหตุผลบางอย่างแม้เขาจะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็ตาม
เป็เวลาเดียวกับที่มีพิราบส่งสารไปถึงมือจอมยุทธไป๋โดยมีข้อความระบุว่า..“เรือสินค้านอกเมือง เวลาค่ำ”.. นางจึงเผาจดหมายและกำลังจะออกจากห้องลับแต่ครู่หนึ่ง นางได้เผลอนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนที่นางได้พบกับใครคนหนึ่งที่โอบกอดนางในคืนวันนั้นริมฝีปากที่เรียวบางกับลมหายใจเย็นเฉียบของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก วินาทีนั้นแววตาที่มุ่งมั่นได้เปลี่ยนเป็ความอ่อนไหว เมื่อคิดขึ้นได้ นางก็กะพริบตาพลางส่ายหัวเพื่อดึงสติของตนเอง..“ฟุ้งซ่านอะไรกัน”..
เมื่อตะวันตกดินท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีบนผืนฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยความมืดดำถูกตกแต่งด้วยดวงดาวระยิบระยับ ณ ผืนน้ำนอกเมืองหนานจิ้งมีเรือลำใหญ่ของพ่อค้าต่างถิ่นเดินทางเข้าหนานจิ้งเพื่อมาส่งสินค้า แต่จู่ ๆก็มีเรือสองลำแล่นเข้ามาขนาบข้างแล้วใช้ไม้ตีเรือทุบลงมาที่เรือสินค้าจนทำให้กราบเรือพังเสียหายน้ำได้ไหลทะลักเข้ามาในเรือพร้อมเสียงร้องะโด้วยความตื่นตระหนก ..แก๊ก ๆ ๆ ตู้ม!..
คนบนเรือ : “ อะไรกันน่ะ! ว้าย!ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วย เรือกำลังจะจมแล้ว ช่วยด้วย ช่วยพวกเราที ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไปช่วยพวกเขา จะให้มารับเคราะห์แทนเราไม่ได้ ”
คนติดตาม : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยางพร้อมองครักษ์และคนติดตามซึ่งพากันมาซุ่มดูอยู่บริเวณนั้นได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเขาจึงสั่งให้คนของตนเข้าไปช่วยเหลือคนเ่าั้ขึ้นมาบนฝั่ง แต่ทว่าบนเรือบรรทุกสินค้าที่หนักบวกกับจำนวนคนและน้ำที่ไหลทะลักเข้าไปเรือจึงจมลงอย่างรวดเร็ว เฉินเสวี่ยหยางจึงหันไปสั่งการกับองครักษ์คนสนิท
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาฉี จุดพลุส่งสัญญาณ ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาิ ช่วยคน ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เพราะไม่้าใช้วรยุทธ์เพื่อเป็จุดสนใจ เฉินเสวี่ยหยางจึงะโลงไปในน้ำเพื่อช่วยคนเ่าั้เป็เวลาเดียวกับที่แม่ลูกคู่หนึ่งะโร้องขอความช่วยเหลือ เฉินเสวี่ยหยางจึงว่ายน้ำเข้าไปช่วย
สตรีบนเรือ : “ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยพวกเราที! ”
แต่ในขณะนั้น เรือสองลำซึ่งเป็ต้นเหตุกลับลอยเข้ามาใกล้เพื่อชนคนเ่าั้ให้ตายไปกับสายน้ำมือข้างหนึ่งของเฉินเสวี่ยหยางจับคอเสื้อของผู้หญิง ส่วนอีกข้างหนึ่งประคองร่างของเด็กน้อยพากันลอยคออยู่กลางสายน้ำเขาจึงไม่เหลือมือข้างไหนมาปกป้องตนเอง ขณะที่เฟยิกำลังช่วยเหลือคนอื่น ๆขึ้นไปบนฝั่ง เขามองเห็นผู้เป็นายกำลังตกอยู่ใน่วิกฤติ จึงได้ะโเรียกด้วยความวิตก
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ ”
เฟยิรีบกระโจนลงน้ำเพื่อที่จะช่วยผู้เป็นายแต่แล้วจอมยุทธไป๋ก็ปรากฏตัวออกมา นางลอยตัวบนพื้นผิวน้ำแล้วใช้กำลังภายในซัดสองฝ่ามือใส่เรือลำหนึ่งจนกราบเรือแตกออกเป็เสี่ยงๆ ทำให้คนร้ายพากันะโน้ำเพื่อหนีตายเอาตัวรอด แต่ก็ยังมีเรืออีกลำที่พุ่งเข้าหาเฉินเสวี่ยหยางเขาจึงใช้ตัวบังสองแม่ลูกเอาไว้และรับแรงกระแทกเข้าไปที่ศีรษะ จอมยุทธหญิงเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าจึงกระตุ้นให้นางใช้ปราณพลังที่มีอยู่ในตัว
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฟิงอี้.. ”
เฟิงอี้ : “ รู้แล้ว ๆ ให้มนุษย์เห็นไม่ได้ เข้าใจแล้ว ”
เทพผู้าุโะโเรียกเฟิงอี้ผ่านม่านพิภพเพื่อเร่งเข้าช่วยพวกเขาไม่ให้เผลอใช้พลังต่อหน้ามนุษย์ครู่เดียวก็มีลมพัดพาเอาฝุ่นละอองมาเข้าตาคนเ่าั้จนมองอะไรไม่เห็นแล้วจอมยุทธไป๋ก็ลอยตัวเข้าไปใกล้เฉินเสวี่ยหยาง นางใช้ปราณพลังผ่านสองมือยกผืนน้ำที่มีเรือทั้งลำให้ลอยขึ้นไปกระแทกกับริมตลิ่ง..คื่น..ตู้ม..ซ่า!เสียงเรือกระแทกกับผืนดินตามมาด้วยเสียงน้ำที่ซัดสาดกระเซ็นไปทั่ว แล้วเรือภายใต้การนำของเฟยฉีก็ลอยลำเข้ามาใกล้จอมยุทธไป๋ได้พาตัวเด็ก ผู้หญิงและเฉินเสวี่ยหยางที่กำลังจะหมดสติขึ้นมาบนเรือ ..“เป็เขา! คนที่หอเฟยเซียนเมื่อคืนก่อน”.. จากนั้นนางก็รีบหลบไปจากที่นั่น เฟยฉีพร้อมคนติดตามได้ช่วยคนที่เหลือให้รอดปลอดภัยได้สำเร็จแน่นอนว่าเฉินเสวี่ยหยางมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนที่เขาจะหมดสติไป
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ ”
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ เ้าเมืองน้อย ”
ณ ตำหนักเทพบน์
สองเทพาุโที่ยืนดูเหตุการณ์ผ่านกระจกส่องภพ ก็พลันโล่งใจขึ้นมาทันควัน
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฮ่ย.. เกือบไปแล้ว แต่ว่านะตาเฒ่า ท่านไป๋เสวี่ยมีมุกิญญาัเป็เกราะคุ้มกายไยจึงหมดสติเช่นนี้? ”
เว่ยหลิงเทียน : “ เดิมทีมุกิญญาัมีพลังช่วยให้สดับรับฟังเสียงที่ไกลออกไปได้หลายสิบลี้และยังปกป้องกายผู้ที่จากอาวุธด้วยน้ำมืุ์ แต่หากอาวุธนั้นอยู่ในมือผู้มีพลังิญญาเทพเซียนนั่นก็อีกเื่นึงสำหรับท่านไป๋เสวี่ยแล้วมันยังช่วยให้ผิวกายอบอุ่นขึ้นเฉกเช่นคนปกติทั่วไป หากแต่ลมปราณและพลังิญญาที่ขับเคลื่อนอยู่ในกายก็ยังคงเดิมแต่ว่าเกราะก็คือเกราะ ถึงจะไม่มีาแ แต่แรงกระแทกก็ยังต้องรับไปอยู่ดีอีกอย่างเมื่อครู่เขาแผ่พลังของมันไปปกป้องมนุษย์สองคนนั้นโดยไม่รู้ตัวตนเองก็เลยเป็เช่นนี้ ”
ต้วนจิวเมิ่ง : “ เฮ้อ.. จบเื่นี้ เ้าช่วยตรวจดูชีพจริญญาให้ข้าทีข้านี่หัวใจจะวายอยู่แล้ว ”
ในคืนนั้น เฉินเสวี่ยหยางนอนพักฟื้นอยู่ในโรงเตี๊ยมอย่างเงียบงันโดยเปิดหน้าต่างเอาไว้เพื่อระบายอากาศครู่เดียวก็มีความเคลื่อนไหวผ่านหน้าต่างบานนั้น จอมยุทธไป๋แอบสะกดรอยตามพวกเขาเพื่อดูว่าคนที่นางได้พบในสถานการณ์อันน่าตระหนกถึงสองครั้งสองคราวนั้นเป็ใครกันแน่นางเห็นเขากำลังนอนหลับสนิทด้วยอาการาเ็โดยมีผ้าพันไว้ที่ศีรษะ และนอนหงายในชุดลำลองโดยเสื้อที่ใส่แหวกจนเห็นกล้ามอกแน่นนางได้เผลอมองอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อรู้ตัวว่ากำลังเสียมารยาท นางจึงได้เอียงหน้าหลบแล้วใช้มือจับผ้าห่มมาคลุมให้เขาแต่สายตาของนางพลันไปสะดุดกับบางอย่างเข้า มันคือดอกไม้ที่นางทำตกไว้ตอนที่มีชายสวมหน้ากากคนหนึ่งจุมพิตนางเมื่อคืนก่อน..“นี่บังเอิญไปหรือไม่ที่เขาเป็คนเดียวกัน”.. นางยืนคิดจิตใจเหม่อลอยถึงชายั์ตาฟ้าที่นางพบพานมาหลายครั้งหลายหนทั้งชายสวมหน้ากากในวันนั้นกับคุณชายเ้าสำราญที่หอเฟยเซียนรวมทั้งชายปิดหน้าคนเมื่อคืนก่อนล้วนแต่เป็คนเดียวกันทั้งสิ้น นางยืนมองใบหน้าอันหล่อเหลาแม้ยามหลับอย่างนึกไม่ถึงก่อนจะหยิบขวดยาออกมาวางที่ข้างเตียงและหลบออกไปทางหน้าต่าง ซึ่งเฉินเสวี่ยหยางได้ยินความเคลื่อนไหวทุกอย่างจึงได้แอบอมยิ้มทั้งที่ยังนอนหลับตา
เช้าวันต่อมา เฉินเสวี่ยหยางลืมตาตื่นขึ้นมาและเห็นขวดยาวางอยู่ด้านข้างเขาได้หยิบมันขึ้นมาแล้วนั่งยิ้มอยู่ลำพัง ขณะที่สององครักษ์ได้มาเห็นเข้าพอดีทำให้เฟยฉีแอบซุบซิบกับเฟยิด้วยความเป็ห่วงผู้เป็นาย
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยคงาเ็มากพอดู ถึงกับนั่งยิ้มอยู่คนเดียวอ่ะอาิ”
เฟยิ : “ พักนี้เ้าไม่ได้ถูกโบยเลยสินะ ”
เฟยฉี : “ อุ๊บ! ”
แล้วพวกเขาก็เดินเข้าไปหาเฉินเสวี่ยหยาง
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ วันพรุ่ง ถึงกำหนดเข้าพบเ้าเมืองหลิน ”
เฟยิ : “ ขอรับ แล้วาแเป็อย่างไรบ้างขอรับ? ”
เฉินเสวี่ยหยางแกะผ้าพันศีรษะออกทำให้มองเห็นรอยแดงที่ข้างหน้าผากซึ่งสององครักษ์ไม่แปลกใจนักที่ผู้เป็นายไม่ได้รับาเ็อะไรมากอีกทั้งาแก็ยังหายเร็วกว่าคนปกติ
เฟยฉี : “ ต้องเป็เพราะยาขวดนั้นแน่ ๆ ” (ซุบซิบ)
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อยขอรับเหมือนว่าคืนนี้แม่ทัพเหลียงนัดพบใครบางคนที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ งั้นวันนี้ ไม่ต้องออกไปไหน พักผ่อนให้เต็มที่ ”
เฟยฉี : “ ฟังเหมือนจะได้พัก แต่ความจริงแล้วก็ไม่ ” (พึมพำ)
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาฉี ”
เฟยฉี : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไปที่ร้านขายต้นไม้ หาดูดอกไม้และสมุนไพรหายากกว้านซื้อมาให้หมด ”
เฟยฉี : “ ขอรับ! โอ๊ย.. ใหมดนึกว่าได้ยิน(พึมพำ) ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อาิ ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เตรียมตัว ต้อนรับแขก ”
เฟยิ : “ ขอรับ ”
เฟยิตอบรับผู้เป็นายด้วยเข้าใจในความคิด เขารู้ว่าเ้าเมืองน้อยคิดหยั่งเชิงผู้มาเยือนอย่างแม่ทัพเหลียงให้เผยความลับที่ซ่อนอยู่ ขณะที่จวนเ้าเมืองหนานจิ้งหลินเพ่ยหนิงกำลังเดินออกจากเรือนไปยังเขตหวงห้ามตามปกติ แต่หูจิงได้เข้ามาขวางและห้ามนางไว้
หูจิง : “ องค์หญิง วันนี้อย่าไปเลยขอรับดอกไม้ที่เปลี่ยนไปเมื่อวาน ถึงวันนี้ก็ยังคงงดงามอยู่ วันพรุ่งค่อยไปเถิดขอรับ ”
หลินเพ่ยหนิงรู้สึกประหลาดใจเหมือนว่าหูจิงอยากเตือนอะไรบางอย่างเพราะยามปกติแล้ว เขาไม่เคยทัดทานนางแม้แต่ครั้งเดียวทั้งยังวนเวียนอยู่ใกล้หอบรรพชนเพื่อนำส่งดอกไม้ให้นางใช้เปลี่ยนพร้อมของเซ่นไหว้จนคนในจวนแห่งนี้ต่างเข้าใจว่าหูจิงคือองครักษ์ที่เ้าเมืองหลินส่งมาคุ้มครองบุตรสาวแม้นางจะสงสัยในการกระทำของคนสวนทว่านางก็ยินยอมที่จะกลับเข้าเรือนแต่โดยดีสาเหตุเนื่องมาจากหูจิงผู้นี้อยู่รับใช้ข้างกายนางและมารดาของนางมาโดยตลอด ทางด้านหูจิงยืนมององค์หญิงกลับเข้าเรือนพักในขณะที่เขากวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างไม่วางใจคล้ายกับว่าระแวดระวังภัยอันจะเกิดกับองค์หญิง
สถานการณ์ที่โรงเตี๊ยมเฟิ่งชุนดูไม่แตกต่างจากทุกวันยังคงมีคนเดินเข้านอกออกในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ดั่งเช่นปกติ ทว่าความจริงแล้ว มีคนของเฉินเสวี่ยหยางปลอมตัวปะปนกับลูกค้าเข้ามานั่งสั่งอาหารและดื่มน้ำชาอยู่ในโรงเตี๊ยมเฉินเสวี่ยหยางนั่งจิบชาอย่างสุขุมอยู่ในห้องพิเศษที่อยู่ติดกันโดยมีสององครักษ์ยืนคุ้มกันไม่ห่างกายเช่นเคย ครู่เดียวก็มีคนสองคนเดินเข้ามานั่งโดยหนึ่งในนั้นแขวนป้ายหยกห้อยเอวที่อ่านว่า“เหลียง” ซึ่งใครเห็นก็ต้องเข้าใจว่าคนผู้นี้คงเป็เหลียงจิ่งเสียน ส่วนอีกคนก็น่าจะเป็ลูกน้องคนสนิทแต่ใครเลยจะรู้ว่าเฉินเสวี่ยหยางไม่ได้คิดอย่างนั้น
เฟยิ : “ เหมือนจะมากันแล้วขอรับ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ใช่! ”
เฟยฉี : “ อย่างไรหรือขอรับเ้าเมืองน้อย? ”
ติดตามตอนต่อไป