ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 11 มันเผา
จางหย่งเชิญเหล่าลู่กับลู่ต้ามาที่บ้านของเขา แต่ทั้งสองกล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ก่อนจะขอตัวกลับบ้านและนัดกันเพื่อเข้าป่าอีกครั้งในยามซื่อ เมื่อได้อาหารเช้าแล้วจางหย่งก็มุ่งหน้ากลับบ้านทันที หลังจากมาถึงบ้านก็พบเด็กๆทั้งสามนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านเพื่อรอการกลับมาของเขา อาเฟยลูกชายคนโตคอยสอนสิ่งต่างๆในอาฟงน้องชายคนเล็ก โดยมีอาฟู่ลูกชายคนรองคอยเสริมอยู่ด้านข้าง เมื่อทั้งสามเห็นจางหย่งเดินเข้ามาบริเวณบ้าน ต่างก็หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ พากันวิ่งไปที่หน้าบ้านอย่างรวดเร็ว
"ปะ ป๊า ใบไม้"
อาฟงลูกชายคนเล็กวิ่งมาหาจางหย่งเป็คนแรกพร้อมใบไม้ใบใหญ่ในมือ เขายื่นใบไม้ให้จางหย่งเพื่อเป็การโอ้อวด จางหย่งหยิบใบไม้ใบนั้นขึ้นมาพร้อมกับเอามือลูกศีรษะลูกคนเล็กก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ใบไม้สีอะไร?"
อาฟงครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า
"สีเฉียว"
จางหย่งที่ได้ยินก็พยักหน้าและยิ้มน้อยๆออกมา ก่อนจะยกหัวมันที่ได้รับจากเหล่าลู่ให้เด็กๆทั้งสามได้ดู
"เช้านี้เราจะกินมันเผากัน"
"เย้ มันเผา กินมันเผา"
เด็กๆทั้งสามที่ได้ยินต่างะโโลดเต้นด้วยความดีใจ ขอเพียงมีของกินให้พวกเขาได้กิน ไม่ว่าจะเป็ของดีหรือไม่ พวกเขาต่างก็ดีใจทั้งนั้น ก่อนหน้านี้พ่อของพวกเขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาของกิน เด็กๆทั้งสามจึงรู้จักคุณค่าของอาหารเป็อย่างดี
จางหย่งหยิบมันออกมาสองหัว ล้างจนสะอาด มันที่เหล่าลู่ให้มามีขนาดที่ใหญ่มาก เพียงสองหัวก็สามารถเติมเต็มความหิวของจางหย่งและลูกๆได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกมาทำอาหารเพียงแค่สองหัวก่อน ส่วนอีกหนึ่งเก็บไว้เป็เสบียงสำรองในมื้อถัดไป
เมื่อวานนอกจากจางหย่งจะยกน้ำมาเติมบ่อแล้ว เขายังผ่าฟืนเอาไว้ด้วย ทำให้ตอนนี้ที่บ้านมีฟืนมากพอจะนำมาก่อไฟ จางหย่งได้ดูวิธีการก่อไฟจากอาเฟยมาก่อนหน้านี้ ทำให้เขาสามารถก่อไฟเผามันได้ด้วยตัวเอง แม้จะมีติดขัดบ้างก็ตาม
เมื่อทั้งสี่คนหนึ่งตัวจัดการกับอาหารมื้อเช้าเรียบร้อย จางหย่งก็เอ่ยกับลูกๆขึ้นว่า
"เดี๋ยวอีกสักพักพ่อจะเข้าป่ากับลุงลู่นะ เอาเฟยฝากดูแลน้องๆด้วย"
อาฟู่ลูกชายคนรองที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่ยินยอมและเอ่ยขึ้นว่า
"ครั้งที่แล้วท่านพ่อบอกว่าครั้งหน้าจะพาพวกเราไปด้วยไม่ใช่หรือขอรับ"
"ไปๆ ไปป่า"
อาฟงลูกชายคนเล็กเอ่ยสนับสนุน จางหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะตอบขึ้นว่า
"พ่อบอกลูกว่าครั้งหน้า ไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็ครั้งนี้เสียหน่อย"
"ใช่ๆ อาฟู่อาฟง ครั้งนี้ท่านพ่อไปกับผู้อื่น พวกเ้าอย่าทำให้ท่านพ่อลำบากใจสิ"
อาเฟยลูกชายคนโตเอ่ยช่วยพ่อของเขา ใจจริงตัวเขาเองก็อยากไปเช่นกัน แต่เพราะรู้ว่าพ่อไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเลยไม่ได้คะยั้นคะยอขอตามไปด้วย อีกทั้งยังไปพร้อมผู้อื่น จะให้พาเด็กๆทั้งหมดไปได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปลอบน้องๆทั้งสองขึ้นว่า
"ถ้าท่านพ่อพาพวกเราไปด้วย พวกเราอาจไม่มีโอกาสได้กินไก่ป่าอีกก็ได้นะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย อาฟู่กับอาฟงก็หยุดร้องตามแต่ยังคงเอ่ยต่อว่า
"แต่ครั้งหน้าท่านพ่อต้องสัญญาว่าจะพาพวกเราไปนะขอรับ"
"ได้พ่อสัญญา"
แล้วจางหย่งก็ยกมือขึ้นเกี่ยวก้อยสัญญากับเด็กทั้งสอง ขณะนั้นเองเหล่าลู่และบุตรชายได้มาที่บ้านของพวกเขาพอดี ทั้งสองแบกตะกร้าขึ้นหลังมาคนละใบ ทำให้จางหย่งถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ครั้งที่แล้วเป็การเข้าป่าครั้งแรกในชีวิต ทำให้เขาไม่รู้ว่าต้องเตรียมสิ่งใดไปบ้าง เมื่อเขาได้สิ่งของที่สามารถนำมาทำอาหารได้ เขาก็เอาสิ่งเ่าั้ใส่เข้าไปในมิติของเสี่ยวเหมา แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เขาไม่ได้เดินทางเข้าป่าเพียงลำพัง จึงไม่สามารถเอาของที่หาได้ใส่เข้าไปในมิติ และก็ไม่สามารถหอบหิ้วสิ่งของที่หาได้เพียงสองมือ ดังนั้นเขาจึงมองหาสิ่งที่น่าจะนำไปใส่ของที่หาได้จากป่า
จางหย่งมองไปรอบๆบ้าน ก็พบเข้าตะกร้าใบหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็ตะกร้าที่จางหย่งคนเก่าใช้ติดตัวไปด้วยตอนเข้าป่า แม้สภาพของมันจะเก่าและผุแต่ก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่ จางหย่งจึงหยิบตะกร้าใบนั้นสะพายขึ้นหลังเหมือนสองพ่อลูกก่อนจะออกเดินทางไปด้วยกันโดยมีเสี่ยวเหมาตามไปด้วย
ลู่ต้าลูกชายของเหล่าลู่เป็คนช่างเจรจา ขณะเดินทางไปที่ชายป่าเขาก็ชวนจางหย่งคุยไปตลอดทาง
"พี่จางหย่ง สุนัขตัวนี้เป็สัตว์สัตว์เลี้ยงของพี่หรือ?"
"ใช่แล้ว มันชื่อเสี่ยวเหมา"
"มันล่าสัตว์ได้ไหม?"
จางหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็คิดถึงการเข้าป่าเมื่อวานนี้ แม้มันจะบอกว่าตัวเองมีต้นตระกูลเป็สุนัขล่าเนื้อ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาจึงส่ายหน้า บ่งบอกให้รู้ว่ามันไม่สามารถล่าสัตว์ได้ เสี่ยวเหมาที่เห็นเช่นนั้นก็พูดขึ้นในหัวของจางหย่งว่า
'เ้านาย ต้นตระกูลข้าเป็สุนัขล่าเนื้อนะ!!'
จางหย่งเมินเฉยต่อคำพูดของเสี่ยวเหมาที่ดังขึ้นมาในหัว เขาคิดว่าคงมีแต่ต้นตระกูลของมันเท่านั้นแหละที่ล่าเนื้อได้ ส่วนเ้าเสี่ยวเหมานี่ลืมไปเสียเถอะ
เมื่อเห็นว่าสุนัขตัวนี้ล่าสัตว์ไม่ได้ ลู่ต้าก็เลิกสนใจแล้วหันไปคุยเื่อื่นแทน ก่อนหน้านี้เขาได้ยินข่าวจากพ่อของตัวเองว่า จางหย่งประสบอุบัติเหตุจนความจำเสื่อม ทำให้เขารู้สึกอยากรู้เป็อย่างมากว่าคนความจำเสื่อมอาการเป็อย่างไร เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"พี่จางหย่ง พี่จำอะไม่ได้เลยจริงๆหรือ?"
จางหย่งพยักหน้าตอบรับ
"ถ้าเช่นนั้น ท่านลองวิ่งเอาหัวชนต้นไม้ให้สลบดูไหม เผื่อจะได้ความทรงจำกลับมา"
ลู่ต้าเอ่ยแสดงความคิดเห็นออกมา หากความจำเสื่อมด้วยการกระทบกระเทือน หากใช้วิธีหนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่งแบบนี้อาจจะได้ผลก็ได้ นี่คือความคิดเห็นของเขา เหล่าต้าที่ได้ยินบุตรชายเอ่ยแสดงความคิดเห็นออกมาก็ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะเอ่ยว่า
"หากจางหย่งเอาหัวชนต้นไม้จบสลบแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีกล่ะ เ้าจะทำอย่างไร?"
"ทำไมข้าต้องทำอะไรด้วยล่ะพ่อ"
"บ๊ะ ก็เ้าเป็คนเสนอความคิดนี้ หากจางหย่งบ้าจี้ทำตามแล้วเกิดเป็อะไรขึ้นมา เ้าก็ต้องเป็คนรับผิดชอบ จริงไหม?"
"โอ้ งั้นพี่จางหย่งอยู่แบบนี้แหละ ข้ารับผิดชอบเป็พ่อให้ลูกลิงทั้งสามของพี่ไม่ได้หรอก"
ลู่ต้ารีบเอ่ยขึ้นทันที เขายังอายุไม่เต็มสิบเจ็ดปีเองนะ จะให้มานั่งอยู่กับบ้านดูแลเด็กสามคนคงไม่ไหวแน่ๆ อีกทั้งทั้งสามคนยังเป็เด็กผู้ชาย ความแสบความซนไม่แพ้กันจริงๆ มีครั้งหนึ่งที่เขาไปช่วยดูแลเด็กชายสองคนตอนที่พ่อกับพี่จางหย่งพาอาเฟยไปตลาดด้วย วันนั้นหลังกลับถึงบ้าน แขนขาของเขาปวดระบมไปหมด เด็กน้อยสองคนทั้งะโโลดเต้น ปีนป่ายจนน่าหวาดเสียว ไม่คิดเลยว่าการดูแลเด็กเพียงสองคนจะเหนื่อยขนาดนี้ หลังจากนั้นเขาไม่ยอมอาสาที่จะดูแลเด็กๆจากที่ไหนอีกเลย
ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ทั้งสามก็พากันมาถึงชายป่าที่จางหย่งเข้ามาเมื่อวานนี้ เหล่าลู่ที่เห็นว่าจางหย่งความจำเสื่อมจึงกำชับหลายสิ่งหลายอย่างที่จำเป็ต้องทำขณะเข้าป่าให้จางหย่งฟัง ก่อนจะเริ่มเดินทาง เมื่อวานอาจเป็โชคดีของจางหย่งที่ไม่พบสัตว์ร้ายใดๆในป่าแห่งนี้ แต่ครั้งต่อไปอาจไม่โชคดีเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงตั้งใจฟังคำเตือนของเหล่าลู่เป็พิเศษ
เหล่าลู่ที่เห็นจางหย่งตั้งใจฟังก็พยักหน้า บางครั้งเขากลับรู้สึกว่าจางหย่งคนนี้ไม่เหมือนกับจางย่งคนก่อน จางหย่งคนก่อนค่อนข้างเงียบขรึมพูดน้อย แต่หลังจากเขาฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุกลับกลายเป็คนร่าเริงช่างเจรจามากขึ้น หรืออาจเพราะจางหย่งความจำเสื่อมถึงได้มีบุคลิกที่เปลี่ยนไป เหล่าลู่สะบัดความคิดเหล่านี้ออกจากหัว ก่อนจะพาชายหนุ่มทั้งสองมุ่งหน้าเข้าป่า
ปล. เดี๋ยวเย็นๆไรท์มาต่อให้น้าา ^^