“งานเข้าแล้ว!”
สมิทธิ์โวยวายเหมือนคนเสียสติ เมื่อได้ฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาสลบไปจากปากของนิษฐา
“ถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณนี้แหละ” นิษฐาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบหลังจากที่เล่าว่าจะมีคนทรงระดับ 2 อย่างน้อย 3 คน ที่คิดชิงตัวของสมิทธิ์กลับไปร่วมกับองค์กรลึกลับเธอกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่ายังมีรายละเอียดอะไรที่เธอยังไม่ได้เล่าไปอีกหรือเปล่า
“เป็เพราะเ้า เทวาลัยของเราถึงได้ตกอยู่ในอันตราย!” สรรค์พูดพลางชี้ไปที่หน้าของสมิทธิ์
ความเดือดดาลก่อนหน้านี้ของเขาดูสมเหตุสมผลขึ้นมาเมื่อคิดว่าเขาได้รับรู้เื่นี้มาก่อนแล้ว
“ฟังอยู่รึเปล่าเป็เพราะแม่นี่ไปพูดกวนโอ๊ยเขาต่างหาก” เออ... ที่สมิทธิ์พูดมาก็มีส่วนถูก
“แก้ตัว ฟังไม่ขึ้นหรอก!”สรรค์ยังยืนยันว่าทั้งหมดเป็ความผิดของสมิทธิ์นั่นแหละ
นิรุทธ์ซึ่งยืนดูั้แ่แรกเริ่มทนไม่ไหววิ่งเข้ามาห้ามทัพ “ใจเย็นก๊อน...” เสียงของเขาขึ้นสูงกว่าปกติ
ในเวลานี้ไม่ว่าใครก็ลดอุณหภูมิความโกรธของสรรค์ลงได้ยาก ถ้านิษฐาไม่ห้ามเอาไว้เขาก็คงยังไม่หยุดโจมตีสมิทธิ์
“ฆ่ามันทิ้งซะก็หมดเื่แล้ว”สรรค์กัดฟันพูดด้วยความอัดอั้น ในมือปรากฏด้ายซึ่งเป็อาวุธของเขาขึ้นมาอีกครั้ง
สมิทธิ์ในตอนนี้หายไปหลบอยู่หลังเสาหินต้นหนึ่ง ด้วยความกลัวอานุภาพของลูกดิ่งซึ่งสามารถโจมตีได้เหมือนะเิของสรรค์
หลังจากเหตุการณ์ที่เขาได้หยุดยั้งคราสคนทรงเทพแห่งความมืด จากการพยายามทำให้โลกอยู่ภายใต้ความมืดไปตลอดกาลได้ เขาก็ยังไม่สามารถเข้าทรงเพื่อใช้พลังของเทพแห่งาเพื่อปกป้องตัวเองได้เลยจึงได้แต่แอบมองสรรค์อย่างระแวดระวังว่าเขาจะโจมตีมาเมื่อไหร่ และบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความเจ็บใจ
ไม่ทันที่สรรค์จะเปิดศึกกับสมิทธิ์อีกครั้งเสียงเหมือนแก้วกระจกที่กำลังจะปริแตกก็ดังขึ้น
ทุกคนหันมองไปรอบตัวอย่างสับสนงุนงง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ยกเว้นสรรค์
“สรรค์... เสียงนี่มัน”นิรุทธ์เข้าไปจับแขนของสรรค์ข้างหนึ่ง น้ำเสียงของเขาดูมีความหวาดกลัว
สรรค์เปลี่ยนท่าทีทันทีเมื่อได้ยินเสียงปริศนาเขาเก็บอาวุธและความเกรี้ยวกราดออกไปก่อน เหมือนรู้ว่าจะเกิดเื่สำคัญขึ้นยิ่งกว่าการพยายามฆ่าสมิทธิ์ทิ้ง เขามองขึ้นไปบนฟ้า สีหน้าเ็าเหมือนครั้งแรกที่สมิทธิ์ได้เจอกับเขา
“อื้ม” เขาตอบนิรุทธ์ “มีใครบางคนพยายามจะบุกผ่านเกราะพลังที่ข้าวางคุ้มกันเทวาลัยแห่งนี้”
ทันทีที่สรรค์พูดจบก็เกิดรอยปริแตกขึ้นกลางท้องฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกคนได้เห็นและรู้แล้วว่า เสียงเหมือนแก้วปริแตกลึกลับที่เกิดขึ้นนั้นมาจากไหนกันแน่
หลังจากเข้าสู่วงการคนทรง และตลอดเวลาที่สมิทธิ์ได้อยู่ในเทวาลัยแห่งโชคชะตานี่เป็อีกเื่ที่ทำให้เขาทึ่งไม่น้อย เขาไม่คิดว่าด้วยพลังที่ได้จากเทพเ้าคนทรงอย่างสรรค์สามารถสร้างเกราะที่เหมือนสนามพลังป้องกันสถานที่คล้ายกับที่เขาเห็นในเกมหรือภาพยนตร์ได้เลยทีเดียว
รอยร้าวค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นแผ่ออกไปโดยรอบ ราวกับท้องฟ้าเป็กระจกบานใหญ่พริบตาเดียวก็แตกออก กลายเป็ช่องโหว่ขนาดใหญ่ เศษซากของเกราะพลังร่วงหล่นลงมาเป็แผ่นแสงบางส่องประกายระยิบระยับสะเก็ดเล็กสะเก็ดน้อยสลายเป็ละอองไปในอากาศก่อนจะถึงพื้น
ตรงกลางของเกราะพลังที่เสียหายนั้น ปรากฏร่างของคน2 คนะโลอยลงมา ทั้งคู่มีแผ่นแสงส่องสว่างอยู่ด้านหลังศีรษะ ไม่ผิดแน่ พวกเขาเองก็เป็คนทรงระดับ2 เหมือนกัน
“พวกเราเป็คนของภาคีสหเทพ” คนทรงในชุดสีเหลืองอ่อนพูดขึ้นมาก่อนขณะที่ลอยลงมาจากอากาศ
“มาเพื่อเชิญเทพแห่งากลับไป” คนทรงอีกคนในชุดสีเขียวสดใสพูดต่อเหมือนนัดกันเอาไว้แล้ว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังตะลึงงัน กับการมาอย่างคาดไม่ถึงของเหล่าคนทรงจากภาคีสหเทพนั้นคนทรงในชุดสีเหลืองก็ฉวยโอกาสนี้ เหาะเข้ามาประชิดตัวนิษฐาด้วยความว่องไว
“แต่สำหรับข้าแค่อยากมาเห็นหน้าเ้ากับตาตัวเองเท่านั้น นิษฐา” เขาพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งเชยคางของนิษฐาขึ้นมามอง
สายตาของเขาพิจารณาใบหน้าของเธอราวกับจะหาตำหนิให้เจอสักจุดหนึ่ง(ซึ่งไม่มีเลย) นิษฐาซึ่งยังไม่ทันได้ตั้งตัว จึงได้แต่นิ่งอึ้งมองไปที่หน้าของคนทรงชุดเหลืองด้วยความใพูดอะไรไม่ออก
