“ไอ้ฟองเบียร์มึงจะนั่งจ้องมันสองคนอีกนานมั้ย”
“มึงไม่สงสัยเหรอ ว่ามันสองคนทะเลาะอะไรกัน ถึงได้แยกโต๊ะกันนั่งอย่างนั้น”
“มันทะเลาะกันไม่นานหรอกเดี๋ยวก็หาย เชื่อกูสิ”
“แต่ถ้าพวกมันตัดเพื่อนกันละว่ะ มึงกับกูจะไปอยู่ข้างใคร”
แมนคว้าสมุดฟาดไปที่หัวเขาหนึ่งที “เซี่ยกูเจ็บนะ”
“พูดจะเลอะเทอะแบบมึง มันต้องโดนแบบนี้”
วันทั้งวันพวกเขาสองคนไม่พูดไม่จา เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง จนกระทั่งเลิกเรียนก็ยังไม่หันหน้ามาคุยกันสักที
ณ หน้าป้ายโรงเรียน
“เปรี้ยวจี๊ดพี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อย”
จินนี่ดึงแขนของเธอไว้ ไม่อยากให้ไป “ไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอก ฉันโอเค”
เธอทำตัวเหมือนปกติ แล้วเดินตามหมอนดอยไปข้างสแตนเชียร์
“หน้าพี่ไปโดนอะไรมาค่ะ ทำไมถึงซ้ำแบบนั้น”
“ฝีมือไอ้ปังปังมันนะ”
“ไปพูดอะไร ไม่เข้าหูเขาให้แหละ”
“ก็เื่...”
“เื่พี่กับพี่อิงดาวนะเหรอ เปรี้ยวจี๊ดไม่โกรธพี่หรอก พี่ทำไปคงมีเหตุผล”
“เราไม่โกรธพี่สักนิด?”
“ไม่ค่ะ แล้วที่นี้พี่จะทำไงต่อ เหมือนพี่เมฆหมอกจะรู้ความจริงละนะ”
“พี่ยอมเป็คนถอยออกมา ยุติความสัมพันธ์บ้าๆ นั้น”
เปรี้ยวจี๊ดเห็นสีหน้าเศร้าสร้อย เธอเดินเข้าไปจับมือชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน “น้องรู้ว่าพี่รักเขามาก และเจ็บซ้ำใจเพราะเขาก็ไม่น้อย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้รู้ไว้ เปรี้ยวจี๊ดอยู่ข้างพี่เสมอนะ”
ยิ่งฟังเขายิ่งรู้สึกผิด และโทษตัวเองช่างโง่เขลา ทำร้ายเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ได้ลง “ยังไงพี่ต้องขอโทษ พี่มันแย่ ไม่น่าใช้เราเป็เครื่องมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับรักสามเศร้าของพี่เลย”
“น้องบอกแล้วไงว่าไม่เป็ไร สบายมาก” สภาพเธอตอนนี้ช่างดูสดใส ไม่มีความโศกเศร้าหรือโกรธเคืองอะไรสักนิด แถมยังทำหน้าตาทะเล้นจนเขาอดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้ เขายื่นมือจับไปที่หัวของเธออย่างเบาๆ
“เรานี้มันจริงๆ พี่ทำไม่ดีกับเราขนาดนี้ ยังไม่โกรธอีก ถ้าเป็พี่คงไม่อยากเจอหน้าแล้ว”
“ดีใจจังในที่สุดพี่ก็ยิ้มออกมา เวลาพี่ยิ้มมันดูน่ารักมาก เปรี้ยวจี๊ดอยากเห็นพี่ยิ้มแบบนี้ทุกวัน”
สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็เด็กผู้หญิงที่อ่อนโยน ดูใสซื่อและจิตใจดี
“ขอบใจนะ ขอบใจที่เข้าใจพี่ และก็ขอบใจที่เห็นพี่เป็คนสำคัญของเราเสมอ”
เธอยิ้มกว้างจนเห็นฟันและมองตาที่สุกสกาวคู่นั้นของเขา อย่างน้อยครั้งนี้ความรู้สึกที่พี่เขามี มันคือความจริงใจและไม่เสแสร้ง
“ถ้าไม่ติดที่ไอ้ปังปังชอบเปรี้ยวจี๊ดละก็ พี่คงอยากเริ่มต้นใหม่ไปกับเราแล้ว”
รอยยิ้มกว้างของเธอค่อยๆ คล้ายลง ใบหน้าทั้งใบเปลี่ยนไปเป็ความนิ่งเงียบปนเสียใจเล็กน้อย
“พี่รู้ว่าเราชอบพี่ แต่ความสัมพันธ์ของเราคงเป็มากกว่านี้ไม่ได้นอกจากพี่น้อง พี่ไม่อยากให้ไอ้ปังปังมันเสียใจ”
ทว่าปังปังโผล่ออกมาจากเสาที่แอบอยู่ และเดินเข้าไปหาพวกเขาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “มึงไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้น กูโอเคถ้าคนที่กูชอบเขามีความสุข”
“แต่กูทำกับมึงไม่ลง กูเข้าใจความรู้สึกที่เห็นคนรักอยู่กับชายอื่น มันเจ็บทั้งๆ ที่แสดงออกมาไม่ได้ มึงทนไม่ได้หรอก”
“กูทนได้ กูไม่เหมือนมึง”
“มึงอยากหลอกตัวเองสิว่ะ”
“พอเถอะค่ะ หยุดพูดเื่นี้กันได้แล้ว เปรี้ยวจี๊ดว่าพวกพี่ตั้งใจอ่านหนังสือเถอะ เปรี้ยวจี๊ดเองก็ต้องอ่านหนังสือเหมือนกัน อีกไม่กี่วันก็สอบปลายภาคแล้ว สู้ๆ นะคะ”
เธอหันหลังให้พวกเขาแล้วพูดต่อไปว่า “่นี้พวกเราอย่าพึ่งเจอกันดีกว่า สอบเสร็จแล้วค่อยว่ากันใหม่”
เธอหันข้างแลมองปังปังด้วยใบหน้านิ่งเงียบ“พี่ปังปังถือว่าน้องขอนะ กลับไปคืนดีกับพี่หมอนดอยเถอะ เื่ที่ผ่านขอให้แล้วกันไป ยังไงมิตรภาพของเพื่อนก็สำคัญเสมอ” พูดจบเธอก็เดินจากไปทันที
ปังปังหันไปมองหมอนดอยที่ยืนอยู่ข้างๆ “เห็นแก่เปรี้ยวจี๊ดนะ กูยอมคืนดีกับมึงก็ได้ อย่าทำผิดเป็ครั้งที่สองอีกละ ไม่งั้นกูตัดความเป็เพื่อนกับมึงจริงๆ แน่”
จินนี่ เอกี้ โมเมย์และอะอายที่เบียดกันแอบอยู่ข้างหลังต้นไม้ ต่างพากันถอดหายใจอย่างเศร้าสร้อย
“รักสามเศร้าของพี่หมอนดอยพึ่งจบไป ทำไมตอนนี้กลายเป็รักสามเศร้าของเปรี้ยวจี๊ดไปซะได้”
“ว่าแต่เปรี้ยวจี๊ดแอบชอบพี่หมอนดอยตอนไหน?”
“ั้แ่ม.1แล้ว”
จินนี่ เอกี้และอะอายหันหน้าขวับไปมองหน้าโมเมย์ “ไหนเล่ามาสิ”
“อุ๊ยเปรี้ยวจี๊ดฉันขอโทษนะ เผลอพูดไปแล้ว”
โมเมย์โดนเพื่อนทั้งสามขู่บังคับจนเธอต้องยอมเล่าทุกอย่างให้พวกเขาฟัง “อย่าบอกเปรี้ยวจี๊ดนะ ว่าฉันเป็คนบอกนะ”
“เอ่อ สงสารเปรี้ยวจี๊ดจัง ไปชอบคนที่เขาไม่รัก แถมพอจะได้รักกันกลับคบกันไม่ได้อีก”
“ทำไมเปรี้ยวจี๊ดถึงไม่ชอบพี่ปังปังอ่ะ”
“ไม่ได้ย่ะ พี่ปังปังของฉัน”
“ฉันไม่อยากเ็ปเพราะความรักเลย อนาคตก็ไม่อยากมีผัว”
“จ้ายัยอะอาย ไม่ใช่ว่าโตมาแต่งงานก่อนเพื่อนนะย่ะ”
“จริง”
“พวกเธอนี้ละก็”