เมื่อดื่มชาและบ้วนปากเสร็จก็ถึงเวลาอ่านหนังสือซึ่งเด็กน้อยผู้นี้จะใช้เวลาราว ๆ ๑ชั่วยามเป็ประจำทุกเย็นเพื่ออ่านตำราและหนังสือที่มีนับร้อยนับพันเล่มทั้งหมดล้วนเป็สมบัติที่บิดาและมารดาเหลือทิ้งไว้ลำพังบนชั้นไม้ทรงวงกลมที่วางอยู่ด้านข้างเก้าอี้เอนซึ่งนางกำลังนั่งอยู่นั้นก็มีอยู่เกือบ๕๐ เล่มแล้ว พวกมันเป็หนังสือชุดล่าสุดที่นางเพิ่งไปคัดเลือกมาจากห้องหนังสือใหญ่ด้านข้างเมื่อสองวันก่อนผ่านมาเพียงสองวันนางก็อ่านจบไปแล้วถึง ๑๐ เล่ม
เพราะสองขาใช้การไม่ได้ทั้งเรือนอวี้ย่วนยังห่างไกลและแยกออกจากความเป็อันหนึ่งอันเดียวกันของจวนโหวเวลาส่วนใหญ่ของนางจึงหมดไปกับการอ่านหนังสือ ั้แ่นางสามขวบแม่นมซูก็เชิญอาจารย์หญิงในสำนักปัญญาซึ่งมีความรู้และฐานะในระดับเดียวกับซิ่วไฉ[1]ให้มาสอนวิชาความรู้แก่นางจนอายุ ๘ ขวบก็แตกฉานหมื่นอักษร สามารถอ่านเขียนได้อย่างเชี่ยวชาญแต่นางไม่ได้ชอบเขียนอักษรเท่ากับอ่านหนังสือของล้ำค่าสี่อย่าง[2]จึงยังอยู่ภายในห้องหนังสือไม่ได้เคลื่อนย้ายออกมา
ขณะที่ฝูอวี้ฉยงกำลังอ่านบันทึกท่องแดนยุทธภัณฑ์ฉบับปรับปรุงของบัณฑิตสราญอยู่นั้นแม่นมซูก็เดินไปหยุดที่มุมห้องอีกด้านหนึ่งซึ่งมีชั้นวางทำจากไม้ บนชั้นมีเตาเผาทองเหลืองสำหรับเผากำยานขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่วางอยู่ข้าง ๆ ก็มีโถเคลือบสีเขียวหยกวางอยู่หลายใบ แต่ละใบล้วนบรรจุของล้ำค่าที่ช่วยในเื่การรักษาอาการเ็ปของคุณหนูหก
ซูเฉี่ยนเปิดฝาครอบ้าที่ฉลุเป็ลายเถาดอกไม้ออกวางมือของตนบนผิวเตาแล้วประจุปราณธาตุไฟซึ่งเป็ธาตุประจำตัวของนางเข้าไป ก้อนถ่านที่ทำจากหินดำซึ่งวางอยู่ด้านในก็ค่อยๆ ร้อนขึ้น และมีเปลวไฟลุกท่วม นางรอจนเปลวไฟดับลงเหลือเพียงก้อนถ่านคุกรุ่น แล้วจึงใช้ที่คีบไม้ไผ่หยิบก้อนม่อเย่า[3]และก้อนกำยาน วางไว้บนถ้วยทองเหลืองใบเล็ก จากนั้นก็วางถ้วยลงไปบนก้อนหินดำที่ร้อนระอุหยิบฝาฉลุมาวางปิดไว้้า รอเพียงครู่ก็เกิดควันหอมลอยออกมาจากเตาเผา ...
ทุกวันแม่นมซูหรือจิงเว่ยจะจุดกำยานหอมเป็เวลา๑ ชั่วยาม โดยแบ่งจุดสองเวลาคือหลังมื้อเช้าครึ่งชั่วยามและหลังมื้อเย็นอีกครึ่งชั่วยามเป็การกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยเื่การหายใจของนายน้อยนอกจากนี้กลิ่นหอมของมันก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและปลอดโปร่ง ด้วยจุดเป็ประจำทุกวันร่างกายของคนเรือนอวี้ย่วนจึงมีกลิ่นหอมเป็เอกลักษณ์แตกต่างจากคนอื่นๆ ในจวน
ขณะที่ผู้เป็นายกำลังอ่านหนังสืออยู่นั้นจิงเว่ยได้มานั่งที่ปลายเท้าของนายน้อย ในมือของสาวใช้คนสนิทมีขวดเคลือบสีเขียวหยกอยู่ด้วย
“บ่าวจะนวดขาแล้วนะเ้าคะ”พูดจบจิงเว่ยก็เลิกชายชุดของเด็กหญิงขึ้น แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาวางบนตักของตนเองจากนั้นก็เทน้ำสมุนไพรในขวดเคลือบลงบนฝ่ามือเพียงเล็กน้อยแล้วถูวนจนรู้สึกอุ่น ๆ ก็ลงมือนวดไปที่ขาอีกฝ่ายอย่างบรรจง
แม้ว่าคุณหนูจะเกิดมาขาพิการแต่มารดาของนางได้วางแผนคิดอ่านเพื่อบุตรีเพียงคนเดียวอย่างรอบคอบระยะเวลาเกือบสองปีที่นายหญิงยังมีชีวิตอยู่หลังคลอดบุตรีผู้นี้ออกมา หนานกงหลิวอิงได้ถ่ายทอดวิชาแพทย์พื้นฐานให้ซูเฉี่ยนหลายอย่างทั้งยังเจียดเวลาเขียนบันทึกต่าง ๆ เกี่ยวกับสูตรยาเพื่อหวังว่ามันจะเป็ประโยชน์แก่บุตรสาว
หลังหนานกงหลิวอิงสิ้นชีวิตไปซูเฉี่ยนก็ดูแลนายน้อยอย่างรักใคร่ วิชาความรู้ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับฝูอวี้ฉยงนางก็สอนสั่งให้จิงเว่ยหลานสาวจนหมดทุกกระบวนสองป้าหลานผลัดกันปรนนิบัติดูแลผู้เป็นายอย่างเต็มใจ
อย่างการนวดน้ำสมุนไพรเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตก็เป็ส่วนหนึ่งที่สำคัญเพราะจะช่วยให้ขาของฝูอวี้ฉยงไม่เล็กลีบ นอกจากนี้ก็ยังมีการทำกายบริหารเช่นการยืดและงอเข่าเป็จังหวะที่ต่อเนื่องกันวันละหลายสิบครั้ง แบ่งเป็่เวลา เช้า เที่ยง และเย็นและทุก ๆ สิบห้าวันก็ยังมีการแช่น้ำสมุนไพรทั้งตัวเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทั้งร่าง
สองป้าหลานปรนนิบัติดูแลคุณหนูเช่นนี้มานานจวบจบถึงวันนี้เมื่อจิงเว่ยนวดขาและทำกายบริหารให้นายน้อยจบก็หยิบผ้าสะอาดมาเช็ดจนแห้ง และดึงขากางเกงที่พับขึ้นไปกลับลงมา
จากนั้นสองป้าหลานก็หยิบเอากล่องเข็มกล่องด้ายออกมานั่งเย็บปักถักร้อยตามประสา แม้จะจัดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องใช้สำหรับฤดูหนาวที่ใกล้มาถึงเรียบร้อยแล้วแต่เวลาว่างเช่นนี้ป้าซูย่อมไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ต้องหยิบจับอะไรมาทำฆ่าเวลา
“ปีนี้วันลี่ตง[4]ตรงกับวันใดหรือ”ครึ่งชั่วยามต่อมา บรรยากาศที่เงียบเชียบในห้องก็ถูกเด็กน้อยทำลายลงด้วยหนึ่งคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่ว่าสะท้านใจผู้ฟังยิ่งนัก
“นับจากวันนี้ไปก็อีก ๑๒วันข้างหน้าเ้าค่ะ” มือของแม่นมซูชะงักไป พยายามคุมเสียงของตนเองไม่ให้สั่นเพราะนางทราบดีว่าวันเริ่มต้นฤดูหนาวคือวันที่นายหญิงของนางสิ้นลมจากไปเวลานั้นคุณหนูน้อยอายุใกล้สองขวบยังไม่รู้ความอันใดแต่ก็ได้รับรู้เื่ราวจากปากของซูเฉี่ยนในภายหลัง
“เกี๊ยว[5]ปีนี้ บอกที่ครัวให้เพิ่มยอดผักกาดกับไชเท้าให้มากหน่อย”
“เ้าค่ะ คุณหนูจะเปลี่ยนไปนอนบนเตียงเลยไหมเ้าคะ”แม่นมรับคำแล้วเอ่ยถามเบี่ยงประเด็น
“ก็ดีเหมือนกันอ่านหนังสือต่ออีกสักสองเค่อก็คงง่วงพอดี” เด็กน้อยยิ้มให้บาง ๆ ร่างของแม่นมก็ขยับมาอุ้มนางจากเก้าอี้ไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวังทั้งยังไม่ลืมหยิบหมอนใบใหญ่มาหนุนไว้ที่หลังของเด็กหญิงอีกด้วย
แม้คนชนชั้นผู้มีฐานะในผีโจวจะนิยมใช้หมอนกระเบื้องหนุนนอนแต่ฝูอวี้ฉยงไม่ชอบใจความแข็งของมันเลยยกให้แม่นมซูกับจิงเว่ยไป ส่วนหมอนของนางต่างล้วนเป็หมอนผ้าใบใหญ่มีทั้งยัดไส้ด้วยนุ่นฝ้าย และใยไหม ปลอกหมอนถ้าไม่ใช่ตัดเย็บจากผ้าแพรเนื้อนุ่มลื่นก็จะเป็ผ้าฝ้ายเนื้อบางเบา
แม่นมซูกลับไปทำงานที่คั่งค้างของตนต่อส่วนนายน้อยก็อ่านหนังสือของตนต่อ ภายในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครา
เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่จนเด็กน้อยพลิกหนังสืออ่านต่อเกือบหมดเล่มก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไป เ้าเรือนละสายตาจากหนังสือแล้วมองไปยังโต๊ะกลมกลางห้องที่สองป้าหลานนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่บัดนี้สองร่างฟุบหลับไปบนโต๊ะทั้งที่ในมือพวกนางยังมีสะดึงและเข็มปักผ้าอยู่
เด็กหญิงรู้ได้ทันทีว่ามีเื่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
“ใคร”เสียงของนางไม่ดังนักแต่ก็เพียงพอให้ใครบางคนได้ยิน ผู้มาใหม่เป็เด็กหนุ่มน่าจะวัยไล่เลี่ยกับ
จิงเว่ยร่างของเขาสูงแต่ค่อนไปทางผอม สวมชุดแพรต่วนสีเทามีสาบขาวปักลายประแจเมฆ หัวเข็มขัดที่เขาใช้เป็รูปหัวพยัคฆ์ฝังทับทิมขณะที่ผมยาวเกล้าขึ้นเป็มวยมีแพรสีเงินผูกเอาไว้ แม้เขาไม่ทันเอ่ยปากกล่าวคำใดแต่รูปลักษณ์และการแต่งกายของเขาบอกชัดว่าเป็ชนชั้นสูงศักดิ์
เด็กหนุ่มวัยสิบสองสิบสามแม้ร่างสูงผอมแต่ก็องอาจ เขาสวมใส่ชุดแพรที่มีราคาสูงทั้งหัวเข็มขัดที่ใช้ก็ยังเป็หัวพยัคฆ์ทำจากโลหะฝังทับทิม แม้ไม่มีหยกพกแสดงฐานะห้อยอยู่ที่เอวแต่เด็กหญิงในห้องหอก็พอคาดเดาได้ว่าผู้มาเป็ใคร
“เสี่ยวหวางเหย[6]”ร่างสูงชะงักในทันที นางใช้เวลาเพียงสามสี่อึดใจก็เดาฐานะของเขาออก
“คำเล่าลือที่ว่าคู่หมั้นของข้าสติปัญญาโฉดเขลาเป็คุณหนูในห้องหอไม่รู้ความ ดูท่าจะเป็เพียงการสาดโคลนเพื่อเสริมแต่งความอัปยศให้กับฉายาสตรีอาภัพอันดับหนึ่งแห่งต้าเหลียนของเ้าเท่านั้นกระมัง”เด็กหนุ่มหัวร่อขึ้นอย่างชอบใจ ยามพูดถึงนางก็มีความถูกอกถูกใจปนมากับน้ำเสียงแม้แต่ตอนที่เขาเอ่ยถึงฉายาที่น่าเวทนานั้นก็มิได้มีความดูแคลนแฝงออกมาด้วยเลย
“ชายหญิงพบกันในที่รโหฐานเกรงจะเป็ข้อครหา”
“ข้าให้คนของข้าคอยดูลาดเลาเอาไว้หากมีใครผ่านเข้ามาในระยะร้อยก้าว เขาจะส่งสัญญาณเตือนขึ้นแต่อันที่จริงก็คงไม่มีผู้ใดผ่านมาทางเรือนหลังนี้หรอก ในเมื่อเรือนของเ้าตั้งอยู่ห่างไกลจากเรือนหลังอื่นในจวนโหวเพราะฉะนั้นเ้าอย่าเป็กังวลไปเลย” คำบอกของเด็กหนุ่มทำให้นางเบาใจลงบางส่วน แต่พอได้ยินเขาพูดว่าคงไม่มีคนอื่นผ่านมาทางเรือนของนางความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัว
ดูท่าก่อนที่เขาจะมาพบนางคุณชายน้อยผู้นี้คงสืบเื่ราวของนางมาพอสมควรแล้วมิเช่นนั้นเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเรือนห่างไกลหลังนี้ไร้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆในจวน
“เ้าค่ะ” นางรับคำเล็กน้อยไม่ถามต่อว่าคุณชายน้อยผู้เป็คู่หมั้นของตนมาเยือนด้วยเหตุอันใด
“เ้าไม่แปลกใจรึ ว่าเหตุใดข้าถึงยังสามารถพูดจากับเ้าได้ด้วยท่าทีปกติทั้งที่ความจริงข้าควรเต็มไปด้วยเพลิงโทสะเกรี้ยวกราดเพราะถูกต้าหวางบังคับให้ต้องหมั้นหมายกับสตรีอาภัพทั้งยังพิการเช่นเ้า”เด็กหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้แล้วหยุดยืนอยู่หน้าเตียงนอนที่เด็กหญิงกำลังนั่งพิงหลังอยู่ั์ตาจับจ้องไปที่คนตรงหน้าทั้งยังเอ่ยถามหยั่งเชิง
“หนึ่งภูผามิอาจมีสองพยัคฆ์”นางคลี่ยิ้มเบาบางเอ่ยตอบเพียงหนึ่งประโยคก็สั่นะเืไปทั้งแผ่นดิน
“นี่เ้า” ครานี้เหอวั่งเริ่มตระหนักแล้วว่าคู่หมั้นตัวเล็กของตนมิอาจดูแคลนได้ยามเมื่อนางเอ่ยประโยคต่อมาเขาก็มีแต่ต้องยอมรับว่านางคือกระบี่คมในฝัก
“แม้เซียวเหยาหวางพึงใจปกครองมลฑลใต้ชั่วชีวิตแต่ความคลางแคลงใจที่มีต่อเซียวเหยาหวางเป็ขวากหนามที่ต้าหวางไม่อาจก้าวผ่านตราบใดที่ไม่กำจัดขวากหนามนี้พระองค์ไม่มีวันสบายพระทัยเหตุนี้ท่านที่เป็บุตรของเซียวเหยาหวางย่อมไม่เดือดเนื้อร้อนใจอันใดกับการต้องแต่งงานกับสตรีพิการทั้งยังมีอายุแสนสั้นเช่นข้าน้อย”
คำของนางตรงกับความคิดของเขาอย่างไม่มีจุดไหนคลาดเคลื่อนความจริงเขาไม่สนใจเลยด้วยซ้ำที่จะต้องแต่งกับผู้ใด ขอเพียงสามารถยืดเวลาออกไปเพื่อรักษาชีวิตคนในวังเว่ยหยางไว้ได้เขาก็พอใจแล้วรอจนเมื่อเขาสำเร็จการฝึกตนระดับที่สูงขึ้นไปเมื่อนั้นต่อให้ต้าหวางคิดหมายเอาชีวิตคนในครอบครัวของเขาก็เกรงว่าเ้าแคว้นเหลียนจะมีความสามารถไม่มากพอเสียแล้ว
แค่ยืดเวลาออกไปจนกว่าเขาจะก้าวสู่ทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์เขาก็พร้อมจะยินดีแต่งงานกับทุกคนที่ต้าหวางเลือกไว้
เด็กหนุ่มไม่คิดว่าการมาพบหน้าคู่หมั้นของตนวันนี้จะทำให้เขาได้พบเด็กน้อยที่เฉลียวฉลาดเกินวัย
ฐานะของวังเว่ยหยางในเวลานี้ไม่ต่างอะไรจากเสี้ยนในตาของต้าหวางเซียวเหยาหวางมีฐานะเป็พระปิตุลา ปกครองมลฑลใต้ด้วยเมตตาธรรมเปี่ยมด้วยปัญญาจนเป็ที่รักของชาวประชา อีกทั้งชายาเซียวเหยาก็เป็ทายาทสายตรงของเรือนร้อยปราชญ์สำนักฝึกตนระดับสอง ซึ่งมีฐานะสูงส่งในแดนปุถุชน วังเว่ยหยางจึงไม่ต่างจากพยัคฆ์ติดปีก...ที่หากปล่อยให้ปีกนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งเป็ภัยกับต้าหวางมากขึ้นเท่านั้น
ว่าที่ชายาเสี่ยวหวางเหยเป็เด็กอาภัพขาพิการไร้ชีพจรยุทธ์ ทั้งยังกำพร้าบิดามารดาไร้ตระกูลคอยหนุนหลัง เป็หนึ่งในกลหมากที่ต้าหวางเลือกใช้เพื่อหักปีกพยัคฆ์วังเว่ยหยาง
อีกอย่างการแต่งงานครั้งนี้คือสมรสพระราชทานต่อให้ฝูอวี้ฉยงสิ้นลมไปแล้ว เสี่ยวหวางเหยก็ไม่มีสิทธิ์แต่งชายาคนใหม่นอกจากจะได้รับอนุญาตจากต้าหวางเขามีได้เพียงอนุฐานะต่ำต้อยต่อให้มีบุตรชายก็ไม่ใช่ทายาทสายตรงสืบบรรดาศักดิ์โดยกำเนิด
“เมื่อเ้าอ่านหมากกระดานนี้ออก ข้าเองก็คงไม่ต้องปิดบังอะไรให้ยุ่งยากการแต่งงานกับเ้าเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับข้าและวังเว่ยหยาง ลำพังตัวข้าและท่านแม่ย่อมไม่อนาทรกับแผ่นดินที่มีต้าหวางทรราชเช่นนี้ทว่าท่านพ่อของข้าคือน้องชายคนเดียวของอดีตต้าหวางทั้งก่อนที่ต้าหวางพระองค์ก่อนจะล่วงลับไปได้ตรัสฝากฝังแผ่นดินนี้ไว้กับท่านพ่อ ท่านจึงไม่อาจปล่อยวางต้าเหลียนไปได้”
“งานแต่งงานของเราจึงเป็เครื่องหมายประกันว่าเกียรติยศและอำนาจของวังเว่ยหยางจะไม่เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเก่า จนทำให้ความระแวงแคลงใจของต้าหวางเพิ่มขึ้น”ฝูอวี้ฉยงเสริมต่ออย่างฉะฉาน ร้อยกลพันกระบวนต่างถูกนางอ่านออกจนทะลุปรุโปร่ง
“เป็เช่นนั้น”ร่างสูงพยักหน้ารับจ้องมองเด็กน้อยบนเตียงอย่างพินิจพิจารณาความสงสัยบังเกิดขึ้นภายในใจ ทั้งที่นางเป็เพียงคุณหนูน้อยในห้องหอแต่ละปีนางออกจากจวนเพียง ๑ ครั้งเพื่อไปเซ่นไหว้หน้าหลุมศพบิดามารดาทีู่เาิจงใน่ชิงิ[7]แม้มีอาจารย์หญิงระดับเดียวกับบัณฑิตซิ่วไฉสอนสั่งวิชาความรู้จนแตกฉานหมื่นอักษรแต่ก็ไม่น่าจะทำให้เด็กน้อยวัยยังไม่ครบ ๙ ขวบคิดอ่านจนรู้เล่ห์เพทุบายได้กระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือตนเองเช่นนี้
“ข้าน้อย...”ร่างเล็กที่นั่งอยู่กำลังจะพูดต่อแต่ก็เกิดอาการปั่นป่วนภายในอกขึ้นเสียก่อน เืลมภายในติดขัดจนนางไอสำลักอากาศสามสี่ครั้งหลังจากหยุดสำลักนางก็เหนื่อยหอบ ใบหน้าแดงก่ำราวกับคนออกแรงหนัก ๆ อาการที่เกิดขึ้นกินเวลาสามสี่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้นแต่ท่าทางของนางกลับแสดงออกถึงความทุกข์ทรมานที่แทรกซึมไปทุกรูขุมขน
*******************************
[1]ซิ่วไฉผู้สอบขุนนางที่สอบผ่านระดับท้องถิ่นจะได้เป็ซิ่วไฉ
[2]ของล้ำค่าสี่อย่าง ประกอบด้วย พู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึก
[3]ม่อเย่า หรือ มดยอบ ( Myrrh) เป็ยางไม้จำพวกชันน้ำมันมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณช่วยในเื่การฆ่าเชื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของเืนอกจากใช้ในทางสุคนธบำบัด ยังเป็สมุนไพรอีกด้วย
[4]วันเริ่มต้นฤดูหนาว
[5]นิยมรับประทานเกี๊ยวในวันเริ่มต้นฤดูหนาว
[6]ท่านอ๋องน้อย เป็การเรียกอย่างลำลองสำหรับบุตรของอ๋องที่ยังไม่ได้รับบรรดาศักดิ์
[7]ชิงิ หรือ เช็งเม้ง