ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 ที่แท้ก็เขา

            ลุกขึ้นร้องปาวๆ ว่าจะเอาสิบชุด หากพิจารณาจากส่วนสูงด้วยส่วนสูงหนึ่งหมี่แปดเช่นนี้ เตี้ยกว่าเจียงหงหย่วนแค่ค่อนเดียว

            บอกตามตรง หลินหวั่นชิวทะลุมิติมาก็หลายเดือนแต่นางไม่เคยเจอผู้ใดที่สูงจนเด่นขนาดนี้ในหมู่สตรีโบราณ

            “ขออภัยจริงๆ สินค้าจำกัดแค่คนละหนึ่งชุดเจ้าค่ะ” เสี่ยวเฉาเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงประหม่าเล็กน้อยเพราะเพิ่งเคยเจอลูกค้าเป็นครั้งแรก

            แม่นางคนนั้นผงะไป จากนั้นพูดว่า “เช่นนั้นก็สองชุดพวกข้ามากันสองคน”

            “คุ้มทุนจริงๆ เล่มละสิบตำลึง หนึ่งชุดห้าเล่มสี่สิบตำลึงประหยัดไปตั้งสิบตำลึง! ซื้อแล้วเหมือนได้กำไรใช้เป็นของฝากก็มีหน้ามีตา” แม่นางตัวสูงถอนหายใจ

            แม่นางบางคนได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มหวั่นไหว

            “ข้าจะเอาหนึ่งชุด”

            “ข้าเอาหนึ่งชุดด้วย”

            แม่นางที่ก่อนหน้านี้เอาแค่เล่มเดียวพลิกดูหนังสือทั้งห้าเล่มยิ่งดูก็ยิ่งอยากได้ สุดท้ายก็กัดฟันซื้อหนึ่งชุด

            ทำเอาเสี่ยวเฉ่ากับเสี่ยวฮวาดีใจมาก

            ไท่ไท่บอกว่าถ้าขายดีนอกจากค่าแรงแล้วพวกนางยังได้ส่วนแบ่ง

            ทั้งคู่ช่วยกันห่อ ยิ้มไม่หุบ เห็นฟันหมดปาก

            หนังสือขายได้มาก เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ต่างขายได้มากไปด้วย

            เครื่องประดับระยิบระยับพวกนั้นสวยมากจริงๆ ไม่มีสตรีคนใดต้านทานความยั่วเย้าจากของระยิบระยับได้

            ทั้งสวย ราคาก็ไม่แพงเกินไปหลินหวั่นชิวตั้งราคาไว้ที่หนึ่งตำลึงเหมือนกันหมด ไม่ได้แพงเป็นพิเศษเพราะกิจการหลักของนางไม่ใช่ขายเครื่องประดับ

            นอกร้านลูกค้าจำนวนหนึ่งเดินออกไปจึงจะปล่อยอีกจำนวนเข้ามา

            ตอนแรกคนที่มามุงดูรู้สึกว่าขายแพงขนาดนี้คงไม่มีผู้ใดซื้อไม่นึกเลยว่าจะไม่มีผู้ใดเดินออกมามือเปล่าสักคน

            พากันแสดงความเห็น เจ้าของจากเมืองใหญ่ช่างมีวิธีทำธุรกิจจริงๆ

            ลูกค้าในร้านมาแล้วก็ไปมีเพียงแม่นางตัวสูงคนนั้นที่ไม่ออกจากร้านนางซื้อทุกอย่างในร้านเสร็จก็หาที่นั่งดื่มชาพร้อมกับอ่านหนังสืออย่างสบายใจ

            นางดูตำราอาหารแค่แบบผ่านๆรู้สึกสนใจหนังสือนิทานภาพมากกว่า

            แทบจะจมดิ่งลงไป

            “แม่นาง ข้าขอคุยด้วยได้หรือไม่?” หลินหวั่นชิวเดินไปพูดตรงหน้ายิ้มๆ

            แม่นางตัวสูงเงยหน้าขึ้นทันที “ได้สิ!”

            ตอบตกลงแบบไม่ต้องคิด

            ร้านเปิดมาครึ่งวันแล้วด้านนอกมีผู้คุ้มกันหญิงดูแล ลูกค้าในร้านก็ควบคุมไว้ที่ยี่สิบคนสินค้าในร้านแพงสำหรับชาวบ้านทั่วไป ดังนั้นจึงไม่เกิดเหตุการณ์แย่งกันซื้อ

            หลินหวั่นชิวเห็นว่าสถานการณ์ราบรื่นแล้วจึงมาเชิญแม่นางตัวสูง

            นางพาแม่นางตัวสูงเข้าบ้านผ่านทางประตูหลังเชิญมาที่ห้องโถงและชงชาต้อนรับด้วยตัวเอง

            แต่แน่นอนว่าเพราะนางวางมาดเป็นไท่ไท่ไม่ได้เช่นกันเพราะยายสวีออกไปช่วยงานเบ็ดเตล็ดอยู่ด้านนอก

            “คุณชายตู้ เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”

            “ขอบคุณ”

            แม่นางตัวสูงรับชามาแล้วถึงเพิ่งตอบสนองว่าหลินหวั่นชิวเรียกตัวเองว่าคุณชายตู้

            เขามองใบหน้ายิ้มๆ ของหลินหวั่นชิวอย่างอายๆ

            “ฮะฮะ…โดนจับได้แล้วหรือ?”

            (หลินหวั่นชิว “จะจับไม่ได้ได้อย่างไร ตัวสูงเสียขนาดนี้ ทาแป้งแต้มชาดบนใบหน้า…แต่เค้าโครงหน้าไม่อาจเปลี่ยนแปลง”)

            “เดาน่ะ” นางต้องอดทนมากที่จะไม่หัวเราะ “คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคุณชายตู้จริงๆ”

            “เจ้าบอกว่าที่ร้านให้เข้าแค่สตรีข้าเลย…ต้องใช้วิธีนี้เพื่อมาร่วมงาน” ตู้ซิวจู๋ยกถ้วยจิบชา ใช้ถ้วยบังความเขินอายของตัวเอง

            มือเขาขาวเรียว ข้อกระดูกชัดเจนต่างจากมือหยาบหนาของเจียงหงหย่วนโดยสิ้นเชิง

            ด้วยมือนี้ของเขาสามารถเป็นนายแบบมือในยุคปัจจุบันได้เลย

            หลินหวั่นชิวอดมองอีกครั้งไม่ได้แต่ถึงจะเป็นอาหารตาอย่างไร…มือหย่วนเกอก็ดูเป็นลูกผู้ชายมากกว่า

            ไม่รู้ว่าตอนนี้หย่วนเกอเป็นอย่างไรบนเขาคงหิมะตกแล้วสินะ…

            “ขอบคุณคุณชายตู้ที่ช่วยเรียกลูกค้าจริงสิ คนนอกรู้แค่ว่าเจ้าของร้านนี้มาจากเมืองหลวง หย่วนเกอแค่ช่วยออกหน้าส่วนข้าช่วยจ่ายค่าแรง หวังว่าคุณชายตู้จะช่วยรักษาความลับ” หลินหวั่นชิวกล่าว ตอนนั้นนางไม่ทันคิดให้รอบคอบบอกตู้ซิวจู๋ไปแล้วว่าจะเปิดร้าน ตอนนี้มาคิดย้อนดูก็รู้สึกว่าตัดสินใจไวเกินไป

            ตู้ซิวจู๋ตาเป็นประกายเมื่อได้ยินดังนั้น

            หมายความว่าอย่างไร?

            ผู้อื่นไม่รู้แต่เขารู้?

            หมายความว่าหลินหวั่นชิวมองเขาเป็นเพื่อนแล้วใช่หรือไม่?

            เขาดีใจจนเกือบลุกขึ้นกระโดด

            “เรื่องเล็กน้อยเดิมทีหนังสือภาพของเจ้าก็คู่ควรกับราคานี้อยู่แล้ว วางใจเถิด ข้าจะไม่บอกผู้ใดเรื่องร้านเป็นแน่!” ตู้ซิวจู๋ตบหน้าอกดังปั่กๆ

            หลินหวั่นชิวขบขัน “วันหน้าข้ามีสินค้าใหม่จะส่งรายการสินค้าไปให้ท่านอย่าปลอมตัวเป็นสตรีอีกเลย สตรีมาเต็มท้องถนน มีผู้ใดสูงแบบท่านบ้าง?”

            “ฮะฮะ…” ตู้ซิวจู๋เกาหัว “ได้ ว่าแต่…กระไรคือรายการสินค้า?”

            หลินหวั่นชิวดึงสมุดออกมาจากแขนเสื้อแต่ความจริงคืออาศัยแขนเสื้อบังเพื่อหยิบจากช่องเก็บของบนเสียนอวี๋

            “นี่ก็คือรายการสินค้า” หลินหวั่นชิวตอบ นี่คือวิธีที่นางเพิ่งคิดได้ในช่วงสองวันมานี้พวกไท่ไท่คุณหนูไม่สะดวกออกจากบ้าน ส่งสาวใช้มาแทน แต่สาวใช้รู้ที่ไหนว่าไท่ไท่คุณหนูของตัวเองชอบสิ่งใด?

            รายการสินค้าที่มีภาพประกอบจึงสำคัญมาก

            “นี่น่ะหรือ? ไอ๊หยา ความคิดช่างสุดยอดไปเลย! ข้าว่ารายการสินค้านี้ก็ขายได้เช่นกันดูสิว่าวาดสวยขนาดไหน”

            “คนทำธุรกิจไม่ควรละโมบ!” หลินหวั่นชิวพูด

            ตู้ซิวจู๋กำลังจะชมนางว่าวิสัยทัศน์กว้างไกลหลินหวั่นชิวกลับพูดก่อนว่า “ขนแกะเกิดจากตัวแกะ[1] ถ้ามัวแต่ขี้เหนียวจะทำธุรกิจได้อย่างไร? ไม่เข้าถ้ำเสือ ไม่ได้ลูกเสือ!”

            อย่างไรนางก็มีห้องหัตถการเสียนอวี๋ต้นทุนสำหรับทำซ้ำไม่ได้สูง

            แค่มีตัวแม่แบบ ส่วนที่เหลือก็…ง่ายนิดเดียว

            “บอกตามตรง ถ้าร้านเจ้าไปเปิดที่เมืองหลวงต้องได้เงินดีเป็นแน่อำเภอเล็กเกินไป ผู้คนมีกำลังซื้อไม่มาก”

            หลินหวั่นชิวส่ายหน้า “ไม่ได้ง่ายเช่นนั้นจริงอยู่ที่เปิดร้านในอำเภอ แต่ข้าโฆษณาไปยังอำเภอใกล้เคียงกับหัวเมืองแล้ว กิจการในวันหน้าน่าจะไม่มีปัญหาใดส่วนเมืองหลวง ข้าไม่มีความสามารถขนาดนั้น”

            ข้าวต้องกินทีละคำ เท้าต้องเดินทีละก้าวนางไม่อยากก้าวกว้างจนเป้ากางเกงขาด

            “พวกเราร่วมหุ้นกันดีหรือไม่?” ตู้ซิวจู๋เกิดความคิด แต่เขารู้ความเหมาะสม ไม่ได้ถามถึงที่มาของหนังสือภาพพวกนี้

            นี่เป็นหม้อข้าวของคนอื่น จะถามไม่ได้

            “ข้าไปเปิดสาขาแยกที่เมืองหลวงเจ้ารับผิดชอบเรื่องสินค้า ข้าออกเงินลงทุนเอง พวกเราแบ่งกำไรคนละครึ่ง”

            หลินหวั่นชิวคล้อยตามไปชั่วครู่แต่นางกลับส่ายหน้า “ไม่ร่วมหุ้น” นางเพิ่งเจอตู้ซิวจู๋แค่ไม่กี่ครั้ง ยังไม่สนิท

            ตู้ซิวจู๋ร้อนใจ “เหตุใดจึงไม่ร่วมหุ้น เจ้าไม่ต้องออกเงินกลัวข้ายึดสินค้าหรือ? ไม่เป็นไรข้าจ่ายเงินล่วงหน้าส่วนหนึ่งก่อนย่อมได้ ถึงเวลาแบ่งกำไรค่อยหักออก”

            หลินหวั่นชิวคิดไปคิดมาแล้วยิ้มว่า “ไม่ร่วมหุ้นแต่ท่านสามารถเข้าร่วมเครือได้ สามารถเปิดร้านที่เมืองหลวงข้าจะมอบผังการตกแต่งร้านกับสินค้าให้ ท่านแค่จ่ายค่าต้นทุนกับค่าร่วมเครือจ่ายค่าดูแลปีละครั้งเป็นพอ…”

             

            เชิงอรรถ

            [1] ขนแกะเกิดจากตัวแกะ(羊毛出在羊身上) หมายถึง ดูเผินๆ เหมือนว่าสินค้าชิ้นนั้นจะราคาถูก แต่ความจริงแล้วได้กำไรจากส่วนอื่น

             

    คล้ายกับเรื่องภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน