เย่ชิงชิงหอบซาลาเปากลับมายังห้องครัวกลิ่นหอมของอาหารกำลังโชยออกมาจากหม้อ นางเปิดฝาหม้อด้วยความดีใจไม่รอให้ความร้อนคลายลง ก็ตักหัวเก่อเกินที่สุกแล้วขึ้นมาทันที
น่ากินมากจนน้ำลายจะไหล!
หัวเก่อเกินป่าเมื่อต้มสุกแล้วจะมีรสหวานอ่อนๆเนื้อััคล้ายกับมันเทศ สำหรับผู้ที่กำลังหิวโหยแล้วนี่ถือเป็อาหารอันโอชะอย่างแท้จริง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็เย่ชิงชิงรีบเทน้ำในหม้อทิ้ง แล้วนำอาหารไปซ่อนในห้องนอนของตนและนางซู
เรือนเล็กมีห้องจำกัดนาง มารดา และเย่จื้อเฟิงทั้งสามคนต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเดียวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และอย่างน้อยก็ยังพอให้หลับนอนอย่างสงบสุขได้บ้าง
ในตอนนี้นางซูกำลังปลอบโยนเย่จื้อเฟิงให้ดื่มน้ำ เพื่อหวังว่าจะบรรเทาความหิวโหยได้นางรู้สึกผิดที่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ดีพอ
“แม่เองที่ไร้ประโยชน์...”
เย่ชิงชิงส่ายหน้านางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าห้องแล้วปิดประตูลง นางเอ่ยว่า“ท่านแม่เคยคิดที่จะจากที่นี่ไปหรือไม่เ้าคะ?”
“ชิงชิง?” นางซูจ้องมองบุตรสาวด้วยสีหน้าประหลาดใจไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้
เย่ชิงชิงแบ่งหัวเก่อเกินที่สุกแล้วออกเป็สองส่วนจากนั้นยื่นให้พวกนาง พร้อมกำชับว่า “นี่คืออาหารที่ข้าหามาได้ท่านแม่โปรดอย่าเอะอะไปเ้าค่ะ”
อาหารหรือ?นางซูเอื้อมมือไปรับมาด้วยความสงสัย “รากต้นไม้นี้กินได้ด้วยหรือ?”
เย่ชิงชิงนำหัวเก่อเกินที่ปอกเปลือกแล้วอีกครึ่งหนึ่งใส่ในมือของเย่จื้อเฟิงที่กำลังยืนงงเขายิ้มโง่ๆ ให้เย่ชิงชิง แล้วก็รีบกินอย่างตะกละตะกลามทันที
ก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นนี่นารู้จักที่จะตอบแทนและยังเชื่อฟังอีกด้วย...เย่ชิงชิงลูบศีรษะของเขาแล้วหันไปเสนอกับนางซู “ท่านแม่เราพาท่านพี่ออกจากที่นี่กันเถิดเ้าค่ะ”
“อย่าพูดอะไรโง่เขลาเช่นนี้เลย ชิงชิง” นางซูดันหัวเก่อเกินที่ปอกเปลือกแล้วกลับไปในมือของบุตรสาวแล้วส่ายหน้า“ข้าไม่กลัวความลำบาก ไม่รู้สึกคับข้องใจขอเพียงเลี้ยงดูพวกเ้าให้เติบโตอย่างดีก็เพียงพอแล้ว”
เย่ชิงชิงเม้มปากนางย่อมรู้ถึงความกังวลของนางซูดี บุตรที่ยังเล็กอ่อนแอทั้งสองคนหนึ่งสติฟั่นเฟือน อีกคนใบหน้าเสียโฉมมารดาจะเอาอะไรไปเลี้ยงดูพวกนางอย่างดีได้เล่า?
“เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ควรทนกับเื่ร้ายๆ” เย่ชิงชิงล้วงซาลาเปาสามลูกออกมาจากอกเสื้อแล้วแบ่งให้พวกนาง“ท่านแม่ก็กินด้วยสิเ้าคะ”
นางซูกลับมีสีหน้าใรีบจับไหล่ของเย่ชิงชิง ถามว่า “ซาลาเปาพวกนี้เ้าได้มาจากที่ใด?”
“เอามาจากท่านย่าเ้าค่ะ” เย่ชิงชิงตอบอย่างไม่แยแส
“พวกนางจะ...”
“ท่านแม่ พวกเราหน้าไม่หนาพอถึงได้ถูกรังแกเ้าค่ะ” เย่ชิงชิงหัวเราะแล้วกล่าวว่า“กินซาลาเปาเถิดเ้าค่ะ”
ซาลาเปาไส้ผักป่ากับไข่เพียงกัดไปคำเดียวก็มีรสชาติเค็มมันชวนน้ำลายสอทั้งสามคนไม่ได้กินอาหารเช่นนี้นานแล้ว เมื่อกินคู่กับหัวเก่อเกินชิ้นใหญ่ก็ทำให้ท้องอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หลายวันต่อมาย่าเฒ่าก็ไม่ลงโทษด้วยการไม่ให้กินข้าวอีก แต่ปริมาณงานกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากร่างกายเล็กๆ ของเย่ชิงชิงในวัยเจ็ดขวบต้องวุ่นวายอยู่กับการทำงานทั้งวันจนเหนื่อยแทบหมดแรง
ในวันนี้นายท่านใหญ่เย่เจียซุ่นและนายท่านรองเย่เจียอวี้กลับมาจากเมืองและนำค่าจ้างรายเดือนกลับมาด้วย
ทั้งเรือนต่างยิ้มแย้มแจ่มใสโดยเฉพาะย่าเฒ่าที่ดูจะมีความสุขที่สุด เมื่อสกุลเย่ของพวกนางยืนหยัดอยู่ได้ในที่สุดวันหนึ่งก็จะต้องกลับมาผงาดอีกครั้ง!
ในมื้อกลางวันบนโต๊ะอาหารมีเนื้อไก่สองจานใหญ่ ซึ่งหาได้ยากยิ่งสิ่งนี้เป็ที่เย้ายวนใจสำหรับผู้ที่กินแต่ผักมานานกว่าครึ่งปี
ทุกคนต่างแอบกลืนน้ำลายเงียบๆแม้แต่ย่าเฒ่าก็ไม่เว้น เย่จื้อเกอวัยสามขวบถึงกับไม่ยอมลงจากโต๊ะ
ทันใดนั้นย่าเฒ่าก็หันไปสั่งนางซูว่า“กลางวันแดดแรง เ้าไปปล่อยน้ำในนาเสียอย่าปล่อยให้พืชผลต้องแห้งตาย”
นางซูชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ท่านแม่ตอนเที่ยงไม่เหมาะกับการรดน้ำพืชเ้าค่ะ”
“ใครบอกเช่นนั้น?” ย่าเฒ่าจ้องเขม็งแล้วกล่าวว่า“สั่งให้เ้าไปก็ไปเถิด จะเถียงอะไรนัก?”
ปล่อยน้ำตอนเที่ยงวัน?เย่ชิงชิงเลิกคิ้ว พอเห็นว่ากำลังจะถึงเวลาอาหารย่าเฒ่าเลยตั้งใจจะแยกคนออกจากโต๊ะอาหารเช่นนั้นหรือ?
นางจึงกล่าวว่า“ท่านแม่ดูแลที่นามานานและเพื่อนบ้านรอบข้างก็ให้คำแนะนำบ้างเล็กน้อย ย่อมเข้าใจเป็อย่างดีเ้าค่ะ”
“ทำไมข้าได้ยินคำพูดนี้แล้วเหมือนกำลังขอความดีความชอบกันนะ?” เถาอี๋เหนียงเหลือบมองเย่เจียอวี้อย่างลับๆ แล้วแค่นเสียงฮึ “อย่าพูดราวกับว่ามีแต่แม่ของเ้าที่ทำงานได้ คนเราต้องกินข้าวพืชผลย่อมต้องรดน้ำ”
“คำพูดนี้มีเหตุผล” นางตู้กล่าวแทรกช้าๆ
นางตู้และเถาอี๋เหนียงต่างก็เป็คนเ้าเล่ห์ย่อมเข้าใจความสัมพันธ์นี้ดี เนื้อไก่มีเพียงสองจานสิบกว่าคนกินกันไปคนละคำสองคำก็หมดแล้ว การมีคนกินน้อยลงก็เป็เื่ที่ดี
ขอความดีความชอบ?เย่ชิงชิงรู้สึกพูดไม่ออก งานเ่าั้เดิมทีก็เป็ของนางซูอยู่แล้วหากพิจารณาให้ดีผู้กุมอำนาจในบ้านมิใช่นายท่านรองแต่เป็ย่าเฒ่าแล้วการขอความดีความชอบจะเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?
เย่เจียอวี้ได้ยินพวกนางโต้เถียงกันจึงกล่าวว่า “พอแล้ว ไปจัดการงานในไร่เถิดอย่ามามัวมากเื่อยู่ที่นี่เลย”
เมื่อคำพูดนั้นออกมานางซูก็จำต้องลุกขึ้น เย่ชิงชิงรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งเมื่อมีของอร่อยก็จะไล่คนออกไป ผู้หญิงกลุ่มนี้ช่างเลวร้ายนัก!
ไม่นานหลังจากนั้นย่าเฒ่าก็ประกาศให้กินข้าว เมื่อเตรียมจะนั่งลง ก็เกิดปัญหาขึ้นโต๊ะอาหารมีขนาดเล็ก เมื่อชายฉกรรจ์สองคนเข้ามาเพิ่ม จึงไม่สามารถนั่งได้ทั้งหมด
ไม่ใช่เื่ยากสำหรับย่าเฒ่านางโบกมือเป็สัญญาณ เย่จื้อเฟิง เย่ชิงชิง และเย่ฝูหรงทั้งสามคนจึงจำต้องยืนกินนางกล่าวว่าเย่จื้อเฟิงสติไม่ดีจึงห้ามร่วมโต๊ะอาหารเพราะเกรงว่าจะสร้างความวุ่นวายส่วนหลานสาวทั้งสองคนมีอายุน้อยที่สุดจึงไม่มีทางเลือก ขณะที่เย่จื้อเกอนั้นนางตู้กอดไว้ในอ้อมแขน
เมื่อเริ่มกินทุกคนก็จัดการกับอาหารอย่างรวดเร็วโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีที่มองไม่เห็น อาทิเช่นเย่จื้อเฟิงไม่รู้จักตักอาหารเอง ส่วนเย่ชิงชิงก็ถูกขัดขวางไม่ให้ตักอาหาร...