ผมเคลื่อนรถมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ แผ่นป้ายหินอ่อนติดอยู่หน้าประตูสลักไว้ชัดเจนว่า “บ้านทองแท่ง 123/4” ตรงกับข้อมูลที่ผมได้รับมา
ผมลดกระจกลง มองผ่านประตูใหญ่เข้าไป แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนอยู่ภายใน
สุดท้ายผมตัดสินใจลงจากรถ เดินเข้าไปส่องใกล้ ๆ “คนอื่นจะว่าผมเป็นโจรไหมนะ...”
ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว ผมยังไม่แน่ใจนัก
ผ่านไปสักพัก ผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาหาผม ดูแล้วน่าจะเป็นคนรับใช้ของบ้าน
เธอทำสีหน้าสงสัยก่อนเอ่ยถาม “มารับคุณท่านใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ” ผมตอบอย่างสุภาพ
“ขับรถเข้ามาเลยค่ะ” เธอยิ้ม ก่อนประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ เปิดออกโดยอัตโนมัติ
ผมขึ้นรถแล้วขับเข้าไปภายในบ้าน เมื่อเข้ามาแล้ว ผมถึงกับอึ้ง บ้านหลังนี้กว้างใหญ่กว่าบ้านของคุณเอมเสียอีก ไม่รู้ว่ากว้างขนาดไหนกันแน่
ผมขับผ่านลานด้านหน้า ผมเจอน้ำพุขนาดใหญ่ตั้งอยู่ พอขับลึกเข้าไปอีก ก็เห็นโรงจอดรถ มีรถหรูจอดเรียงอยู่ 6 คัน
ผมเคลื่อนรถไปจอดตามที่ผู้หญิงคนนั้นบอก ตรงหน้าประตูด้านใน หลังจากลงจากรถ ผมยืนนิ่ง แอบมองและสำรวจความยิ่งใหญ่ของบ้าน มันใหญ่โตจนแทบสามารถอยู่ได้มากกว่า 20 คนได้อย่างสบาย ๆ แต่จากข้อมูลที่ผมได้รับ บ้านหลังนี้มีคนอาศัยอยู่จริง ๆ เพียง 4 คน คุณธนกฤต, คุณกุลนิภา, คุณอธิญา และภูวินท์ หากไม่รวมคนรับใช้แล้วก็ยังเหลือพื้นที่กว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ
ผมยืนรออยู่สักพัก จนธนกฤตเดินออกมา เขาสวมชุดสูทสีดำ กับเน็กไทลายตัดขวาง ดูภูมิฐานในวัย 60 ปี
ร่างกายของอวบ ๆ บ้างแต่ไม่มากนัก ยังพอเห็นความแข็งแรงและความคล่องตัว ตามหลังเขามาเป็นคนรับใช้อีกคนหนึ่ง
ผมเปิดประตูยืนรออยู่ตรงนั้น อย่างนอบน้อม ธนกฤตเดินมาหยุดตรงหน้าผม มองผมอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “คุณชื่อ วายุ ใช่ไหม ตามที่ผมทราบมา?”
“ใช่ครับ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“รู้ตารางงานแล้วใช่ไหม” เขาถาม พลางก้าวขึ้นรถไปนั่ง
“รู้ครับ ผมดูมาเรียบร้อยแล้ว” ผมตอบ หลังจากได้ยินคำตอบ เขาพยักหน้าเบา ๆ
ผมค่อย ๆ ปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ
ทว่าก่อนที่ผมจะขึ้นรถ สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอสวมชุดเดรสยาวถึงหัวเข่า ทับด้วยเสื้อกราวน์สีขาว น่าจะเป็นภรรยาของธนกฤต ชื่อ กุลนิภา เธออายุราว 40 ปี แต่ยังคงสวยสง่าอย่างน่าหลงใหล
คิดไปถึงธนกฤตที่อายุ 60 ห่างจากกุลนิภาถึง 20 ปี ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่า ตาแก่นี่ชอบคนอายุน้อยกว่านี่นา
ผมสบตากับเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเข้ามาในรถ จากนั้นผมเอ่ยถาม ธนกฤต
“ไปสำนักงานเขตสาธารณะสุขใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ” เขาตอบ พลางใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอบนมือถือ
ผมจึงปักหมุดแผนที่เพื่อนำทาง และทันใดนั้น เส้นแสงสีฟ้าโปร่งแสงก็ค่อย ๆ ทอดยาวออกไปตามเส้นทาง
ผ่านไปพักใหญ่ รถของผมก็เคลื่อนเข้ามาจอดที่ สำนักงานสาธารณะสุข หลังจากส่ง ธนกฤต เรียบร้อยแล้ว ผมก็ไปหาที่จอดรถแถว ๆ นั้น
เหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้ก็แปดโมงนิด ๆ ตามตารางงาน เขาน่าจะเสร็จธุระจากที่นี่ไม่เกิน 09.30 น.
ทันใดนั้นแจ้งเตือนจากระบบก็เด้งข้อความขึ้นมาว่า
[รับ-ส่งสำเร็จ คุณได้รับ 100,000 บาท]
ผมเผลอยิ้มให้กับข้อความบนจอโปร่งแสงที่ลอยอยู่ตรงหน้า คงดูเหมือนคนบ้าในสายตาคนอื่น ทำงานแค่นี้ก็ได้ตั้งแสนหนึ่งแล้ว… แต่ก็ต้องแลกมากับความน่าเบื่อสุดขีด
ตอนนี้ผมได้แต่นั่งรออย่างไร้สิ่งให้ทำ แถมนอกรถก็เริ่มร้อนอบอ้าว
สุดท้ายเลยตัดสินใจเดินเข้าไปในตัวอาคารสำนักงาน ซึ่งมีห้องรับแขกและโซนนั่งพักสำหรับบุคคลทั่วไป
ผมจึงเลือกนั่งลงตรงนั้นอย่างหมดอะไรทำ ขณะนั้นเอง ระหว่างที่ผมนั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย
สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาน่ารัก ดูมีเสน่ห์แบบหวาน ๆ
เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนพองสั้นราวข้อศอกสีฟ้าอ่อน เข้าคู่กับกางเกงยีนส์ขาบานสีขาว
แค่เห็นแวบแรก...ผมก็รู้สึกเหมือนบรรยากาศรอบตัวสดใสขึ้นมาอย่างประหลาด
ตอนนี้เธอกำลังยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เหมือนจะโทรหาใครสักคน ผมเผลอมองเธอไม่วางตา แล้วจู่ ๆ เธอก็หันมาสบตากับผมเข้าเต็ม ๆ หัวใจผมแทบจะพุ่งออกจากอกในเสี้ยววินาทีนั้น แต่โชคดี...เธอกลับไม่ได้สนใจอะไรผมเลยแม้แต่น้อย
ทำเอาผมโล่งอก และก็แอบรู้สึกเขินอยู่หน่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอหันกลับมามองผมอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้ถือโทรศัพท์แนบหูแล้ว
ไม่นานนัก...เธอก็เริ่มเดินตรงมาทางผม หัวใจผมเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี สุดท้ายเลยคว้ามือถือขึ้นมา กดหน้าจอมั่ว ๆ ไปเรื่อย ทำทีเหมือนกำลังยุ่ง ทั้งที่ในใจแทบจะวุ่นวายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
และในที่สุด...เธอก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม เสียงของเธอเอ่ยขึ้นอย่างเร่งรีบ
“ขอโทษนะคะ…ขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมคะ? พอดีมือถือของฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว”
เธอยิ้มบาง ๆ แต่ในแววตาและน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเครียดที่ปิดไม่มิด
ผมถอนหายใจออกอย่างโล่งอก นึกว่าเธอจะเดินมาต่อว่าผมเสียอีก แต่คิดไปคิดมาก็คงไม่มีทางเป็นแบบนั้นไปได้แน่ เพราะว่าผมเพียงแค่มองหน้าเธอเท่านั้นเอง
ผมยื่นโทรศัพท์ให้เธอโดยไม่คิดอะไรมาก แต่ทันทีที่เธอเห็นเครื่องในมือผม เธอกลับชะงักไปเล็กน้อย
ก็คงไม่แปลก...เพราะดูจากสภาพภายนอกของผม คงไม่มีใครคิดว่าผมจะใช้โทรศัพท์ราคาสูงขนาดนี้ได้
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วกดเบอร์ ก่อนจะกดโทรออกทันที
เธอเดินออกไปเพียงสองสามก้าว แต่ยังอยู่ในระยะที่ผมมั่นใจได้ว่า คงไม่วิ่งหนีไปไหนแน่
ไม่นาน ปลายสายก็รับสาย เธอรีบเอ่ยออกมาทันที น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแต่แฝงความดีใจ
“พี่คะ...นี่หนูเอง จ๋า... ตอนนี้พี่อยู่ไหนแล้ว?” เธอหยุดนิ่ง รอฟังคำตอบจากปลายสาย
แต่เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสาย เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสบายขึ้น “พี่ช่วยเอาเอกสาร ที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารมาให้หนูหน่อย หนูลืมไว้”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับรอฟังคำตอบ แล้วพูดต่ออย่างเร่งรีบ
“ใช่ค่ะ ที่สำนักงาน…รีบ ๆ หน่อยนะคะ” พูดจบ เธอก็กดวางสาย ก่อนจะหันกลับมาทางผม
รอยยิ้มของเธอดูสดใสกว่าตอนแรก แม้จะยังมีแววเหนื่อยใจเจืออยู่บ้าง
เธอเดินกลับมาหาผม พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ”
เธอยื่นโทรศัพท์คืนให้ผม แต่จังหวะนั้นเอง สายตาเธอก็สะดุดเข้ากับ ตราสัญลักษณ์และชื่อโรงพยาบาล บนอกเสื้อของผม
“เป็นคนขับรถให้ ผอ. ธนกฤต เหรอคะ พอดีฉันเพิ่งเดินสวนกับ ผอ.” เธอถามพลางยิ้มบาง ๆ อย่างเป็นมิตร
ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับ “ใช่ครับ ผมเพิ่งเริ่มงานวันแรกเอง”
“อ๋อ...ค่ะ” เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ผม แม้จะเว้นระยะพอสมควร แต่ก็ใกล้พอให้ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอลอยมาแตะจมูก
จากนั้นเธอหันมาทางผมอีกครั้ง “รบกวนอีกหน่อยได้ไหมคะ...ช่วยเปิดฮอตสปอตให้หน่อยได้ไหม พอดีเน็ตฉันหมดน่ะ”
“ได้ครับ ไม่เป็นไร” ผมตอบ พร้อมกับเผลอมองใบหน้าเธออย่างไม่รู้ตัว
เธอดูเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก ๆ คนหนึ่ง หลังจากผมเปิดฮอตสปอตให้เรียบร้อย เธอกดเข้าแอปธนาคารทันที แล้วเติมเงินเข้ามือถือของตัวเอง
ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์ของเธอ ผมแอบมองก็เห็นว่าเป็น ข้อความยืนยันเงินเข้า พร้อมกับข้อความยืนยัน แพ็กเก็ตอินเทอร์เน็ตรายเดือน
“ปิดได้เลยค่ะ ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ครับ ไม่เป็นไรครับ” ผมตอบ พลางเหลือบตามองเธออย่างเกรงใจ แล้วเผลอถามออกไปด้วยความสงสัย “คุณก็ทำงานที่โรงพยาบาลบางกอกวิทยาเหรอครับ?”
“ค่ะ ฉันเป็นแพทย์เฉพาะทางโรคติดต่อ… แต่ก็จะมาสัมมนาที่นี่เป็นบางครั้งเท่านั้น”
เธอตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ โดยไม่หันมามองผม
“ครับผม” ผมตอบกลับสั้น ๆ ไม่รู้จะถามอะไรต่อไปดี แต่ไม่นานนัก รอยยิ้มนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป สีหน้าของเธอเริ่มแปรเปลี่ยนแววตาดูมีความกังวลบางอย่างแผ่วผ่านออกมาเงียบ ๆ