เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 60: ศาลเจ้าบนภูเขา (Shrine in The Mountain)

    ทางด้านโยชิสึเนะกับเบงเคย์ก็ได้ถูกวาบมายังช่วงปี 1440 และได้พบอาเบะ โนะ เซย์เมย์ และผู้ติดตามทั้งสามคนของเขาอย่างมินาโมโตะ โยริมิทสึ, วาตานาเบะ สึนะ และซาคาตะ คินโทกิ หรือคินทาโร่ ทั้งสองได้ผันตัวเข้ามาเป็นบริวารของเซย์เมย์ และมิตรสหายร่วมสาบานกับพวกโยริมิทสึนับแต่นั้นเป็นต้นมาทางด้านชิซุกะก็ได้ถูกวาบมายังยุคเซ็นโกคุพร้อมกับบุตรชายในวัยทารกของนาง ทั้งสองแม่ลูกได้รับอุปถัมภ์จากช่างแกะสลักพระพุทธรูปคนหนึ่งที่มีนามว่าซารุโทบิ ซาสึเกะ ผู้เป็นถึงอดีตยอดนินจาแห่งหมาป่า ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 นินจาผู้กล้าแห่งอาชินะ และได้เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ร่วมกับเขาที่วัดร้างขนาดเล็กภายในแคว้นแห่งหนึ่งใต้การปกครองโดยตระกูลอาชินะ หลังจากนั้นไม่นาน ชิซุกะก็ได้สิ้นใจลงด้วยโรคร้าย บุตรชายในวัยทารกจึงได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยซาสึเกะในเวลาต่อมาทางด้านโทโมเอะ หลังจากที่สูญเสียชายคู่หมั้นไป เธอก็ค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรงในท่ามกลางสายฝนที่เทสาดลงมาอย่างโหมกระหน่ำ ความรู้สึกในตอนนี้ช่างราวกับสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยาก เมื่อได้มาถึงหมู่บ้านชนบทในภูเขา ร่างงามของโทโมเอะก็ได้เดินเข้ามาในหมู่บ้าน แล้วสักพัก ร่างงามของเธอก็ได้ทรุดล้มลงกับพื้นที่กลางหมู่บ้าน“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก” ไอร้อนๆ ถูกพ่นออกมาจากปากคู่งามพร้อมกับลมหายใจที่พ่นออกมาอย่างไม่เป็นจังหวะ โทโมเอะเริ่มรู้สึกอ่อนล้าไปทั่วทั้งกาย ใบหน้างามนั้นแดงกล่ำนิดๆ คล้ายกับจะเป็นไข้ ดวงตาสีเขียวมรกตนั้นค่อยๆ หรี่ลงทีละน้อย แผ่นหลังนั้นค่อยๆ กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจนี่เรา...จะต้องตายลงที่นี่จริงๆ หน่ะหรือ ก็ดีเหมือนกัน ข้าเองก็จะได้ตายตามไปด้วย รอก่อนนะ...โยชินากะ ข้าจะไปหาเจ้า...เดี๋ยวนี้...หล่ะโทโมเอะได้สลบลงที่กลางทางบนภูเขาสุซุกะในท่ามกลางสายฝนอันเย็นฉ่ำ หลังจากนั้นสักพักก็ได้มีมิโกะปริศนาวัย 30 ต้นๆ พร้อมกับชายนักบวชร่างยักษ์ ผู้มีขนาดลำตัวที่สูงใหญ่นิดๆ และมิโกะสาวร่างเล็กผมสีชมพูที่ดูเหมือนจะเป็นมิโกะฝึกหัดหน้าใหม่ ได้มาพบร่างงามของโทโมเอะกำลังนอนสลบอยู่ที่กลางหมู่บ้านในท่ามกลางสายฝนที่เทสาดลงมาอย่างบ้าคลั่งจนทำให้ร่างงามของเธอมีสภาพที่เปียกปอนไปทั่วทั้งตัว“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า นี่ เจ้าได้ยินที่ข้าพูดไหม”มิโกะปริศนารีบดึงร่างงามของโทโมเอะเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของหล่อนด้วยความร้อนรน“เจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ ทำใจดีๆ ไว้ เดี๋ยวข้าจะพาไปพักฟื้นที่บ้านของข้า”สีหน้าและน้ำเสียงของมิโกะปริศนาในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเป็นห่วงที่แทบจะมากล้น ราวกับว่ามีความผูกพันธ์กันทางสายเลือด เมื่อเห็นว่าโทโมเอะที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่นั้นยังคงหายใจอยู่ หล่อนก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงหายห่วงไม่ได้ เพราะตัวเธอนั้นร้อนจี๋ราวกับเป็นไข้ ใบหน้างามของเธอนั้นแดงระเรือนิดๆ“ช่วยหน่อยนะ คิทสึเนะ”“ได้ค่ะท่านอาจารย์”คิทสึเนะรีบนำร่างงามของโทโมเอะมาแบกไว้บนหลัง ก่อนที่เธอจะชักดาบออกมาและคาบไว้ที่ปากเพื่อกลับสู่ร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบ“ตัวร้อนจี๋เลยแฮะ”คิทสึเนะในร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบรีบนำร่างงามของโทโมเอะไปรักษาตัวที่บ้านพักในศาลเจ้าสุซุกะที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ไปค่อนข้างมาก พร้อมกับมิโกะปริศนาและชายนักบวชร่างยักษ์ในท่ามกลางสายฝนที่สาดลงมาอย่างโหมกระหน่ำหมู่บ้านชนบทแห่งนั้นแทบจะอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของภูเขาสุซุกะ และถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง มีศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ห่างไกลไปจากตัวหมู่บ้านค่อนข้างมากทางด้านโทโมเอะกับโยชินากะนั้นกำลังวิ่งหนีการไล่ล่าของกองทหารมินาโมโตะที่นำโดยโยริโตโมะจนมาถึงที่หน้าภูเขาสุซุกะ แต่ทว่าทั้งสองก็ได้ถูกกองทหารของโยริโตโมะเข้ามาล้อมไว้ โยชินากะรีบเอาตัวเข้ามารับฝูงคมหอกคมดาบแทนโทโมเอะจนทำให้ตัวเขานั้นได้สิ้นใจลงไปในทันที“ฮึก” สักพัก โทโมเอะก็ได้ลืมตาสะดุ้งตื่นขึ้นในชุดนอนกิโมโนสีขาว เธอนอนหายใจหอบถี่อยู่บนฟูกนอนอย่างไม่เป็นจังหวะภายในห้อง นอนของบ้านพักหลังหนึ่งที่มีแสงอรุณในยามเช้าสาดส่องลงมายังเบื้องล่าง โทโมเอะเหลือบไปเห็นมิโกะปริศนานางหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลศาลเจ้าแห่งนี้กำลังนั่งทับส้นอยู่ข้างๆ ฟูกนอนที่เธอกำลังนอนอยู่ พร้อมกับมิโกะฝึกหัดผู้มีผมสีชมพูยาวสลวย และชายนักบวชร่างยักษ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน“พวกเจ้าเป็นใครกัน ที่นี่มันที่ไหน ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”โทโมเอะเอ่ยถามนามของอีกฝ่ายพลางลุกขึ้นนั่งบนฟูกนอน“ที่นี่คือบ้านพักในศาลเจ้าสุซุกะ เมื่อคืนพวกข้าเห็นเจ้านอนสลบอยู่กลางฝน แล้วเจ้าก็มีไข้สูงมากด้วย พวกข้าจึงรีบพาเจ้ามารักษาตัวที่นี่” โทโมเอะได้รู้แล้วว่าตัวเธอนั้นได้มาอยู่ที่บ้านพักในศาลเจ้าสุซุกะ หลังจากที่มิโกะปริศนากล่าวอธิบายจบก็เริ่มมีการแนะนำตัวกันทันทีมิโกะปริศนานางนี้ คือมิโกะปราบอสูรที่มีนามว่าสุซุกะ โกเซ็น นางมีหน้าที่คอยพิทักษ์หมู่บ้านสุซุกะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนบทภายในภูเขาแห่งนี้ให้รอดพ้นไปจากภัยพิบัติและเหล่าอสูรโยไคทั้งปวง ส่วนมิโกะฝึกหัดนั้นมีนามว่าคิทสึเนะ ตัวตนที่แท้จริงนั้น เธอคือภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบที่อยู่ในร่างมนุษย์ และที่สำคัญ เธอเป็นทั้งศิษย์และภูติพิทักษ์ประจำกายของสุซุกะส่วนชายนักบวชร่างยักษ์ผู้นี้มีนามว่าโอทาเคมารุ เขาคือนักรบเทพอสูรแห่งยักษา ซึ่งมีหน้าที่คอยพิทักษ์สุซุกะให้รอดพ้นไปจากภัยอันตรายทั้งปวง แม้ว่าจะมีร่างยักษ์ที่มีขนาดสูงใหญ่นิดๆ แต่เขาก็มีพลังมนต์แห่งเทพอสูรที่จะทำให้เขาสามารถปรับขนาดลำตัวให้เท่ากับคนปกติทั่วไปได้“ข้ามีนามว่าโทโมเอะ โกเซ็น ข้าคือ...หญิงเร่ร่อน”ทางด้านโทโมเอะ แม้ว่าจะพยายามปิดบังตัวตนที่แท้จริงสักแค่ไหน แต่ทั้งสามก็อ่านใจเธอออกอยู่ดี“ดูจากท่าทางแล้ว เจ้าคงกำลังหนีการตามล่าโดยใครบางคนหล่ะสินะ”โอทาเคมารุกล่าวสันนิษฐานกับโทโมเอะ เธอถอนหายใจเบาๆ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ย่ำแย่อย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากคู่งามนั้นพลางเม้มออกมานิดๆ“ถ้ามีเรื่องอะไรที่รู้สึกลำบากใจหล่ะก็ จงระบายออกมาเถอะ อย่าได้เก็บมันไว้ในใจให้ตัวเองรู้สึกทุกข์อยู่คนเดียวเลย”คิทสึเนะพูดกับโทโมเอะด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร โทโมเอะถอนหายใจสักพักก่อนที่จะเล่าเรื่องของเธอออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก“ในอดีตข้าเคยเป็นนักรบหญิงคนแรกในตระกูลมินาโมโตะที่ได้รับการกล่าวขานกันมา ข้าเคยร่วมสมรภูมิรบกับฝ่ายตระกูลไทระมานับครั้งไม่ถ้วน ข้าเคยมีชายคนรักที่เคยร่วมสู้รบอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ ซึ่งมีนามว่าโยชินากะ ข้ากับโยชินากะก็เคยหมั่นหมายกันไว้ด้วย พวกข้าต่างก็เคยมีความฝันที่จะละทิ้งทุกอย่าง และย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านในภูเขาแห่งนี้ในช่วงหลังจากที่ศึกสงครามนั้นสิ้นสุดลง...”“และแล้ว ความฝันนั้นก็ได้พรากจากพวกเราไป เพราะอำนาจโชกุนที่ได้มาเยือนสู่ตระกูลมินาโมโตะนั้นก็ได้ทำให้ผู้คนในตระกูลถึงคราวแตกหักจนนำไปสู่การแย่งชิงอำนาจภายในตระกูล โยริโตโมะได้สั่งให้โนริโยรินำทัพมากำจัดพวกข้า เพียงเพราะเกรงว่าโยชินากะจะได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าตระกูล และเข้ามาแทนที่โยริโตโมะ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้มีความต้องการในอำนาจเช่นนั้นเลย...”โทโมเอะเว้นจังหวะสักพักก่อนที่เธอจะเล่าต่อด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง ดวงตาคู่งามของเธอนั้นพลางหรี่ลงมาเพียงเล็กน้อย มือเรียวงามทั้งสองข้างของเธอนั้นพลางกุมไว้ที่หน้าตัก

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน