จี้ห้อยคอรูปพระจันทร์เสี้ยวสะท้อนแสงเทียนวูบวาบอยู่บนพื้นหินอ่อนที่เย็นเยียบ มันเป็วัตถุชิ้นเล็กๆ แต่สำหรับเอลาร่าแล้ว มันกลับหนักอึ้งราวกับูเาทั้งลูกที่ถล่มลงมาทับหัวใจของเธอจนแหลกสลาย นี่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความรักของพ่อกับแม่ คือความทรงจำอันอบอุ่นเพียงไม่กี่อย่างที่เธอคว้าติดมือออกมาจากกองเถ้าถ่านของชีวิตเก่าได้ และบัดนี้...มันกลับตกอยู่บนพื้นคฤหาสน์หลังนี้ หลุดออกมาจากร่างกายของเอลฟ์แปลกหน้าที่อ้างว่าแม่ของเธอเป็คนเลือกเขา
โลกทั้งใบของเอลาร่าหมุนคว้าง ความจริงที่เธอเคยยึดถือไว้มั่นคงเริ่มแตกร้าวและพังทลายลงมาทีละน้อย
"สิ่งที่มันพูด...มันไม่ใช่ความจริงทั้งหมด"
เสียงแหบพร่าของคาอินดึงเธอออกจากภวังค์ เขายันตัวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายที่เคยดูแข็งแกร่งดุจหินผา บัดนี้กลับดูอ่อนแอและเปราะบางอย่างน่าประหลาด แววตาที่มองมาที่เธอนั้นเต็มไปด้วยความเ็ปที่ถูกเก็บซ่อนไว้มานานนับศตวรรษ มันคือแววตาของคนที่กำลังจะจมน้ำและพยายามไขว่คว้าหาฟางเส้นสุดท้าย
แต่เอลาร่าไม่ได้มองเขา เธอเดินตรงไปยังจี้ห้อยคอนั้นราวกับคนละเมอ และทรุดตัวลงเก็บมันขึ้นมา ความเย็นของโลหะที่ััฝ่ามือทำให้เธอน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอกำมันไว้แน่นราวกับเป็สมบัติล้ำค่าชิ้นสุดท้ายในชีวิต
"เขาได้มันมาได้ยังไง?" เธอพึมพำกับตัวเอง แต่คำถามนั้นดังพอที่คาอินจะได้ยิน
คาอินนิ่งเงียบไปนานเหลือเกิน ความเงียบนั้นหนักอึ้งและกดดันยิ่งกว่าตอนที่เขาเผชิญหน้ากับเลออนเสียอีก ในที่สุด เขาก็เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาราวกับกระซิบ "ข้า...ไม่รู้"
คำตอบนั้นทำให้เอลาร่าเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที ความผิดหวังและความโกรธฉายชัดขึ้นมาในดวงตาสีเขียวมรกตของเธอ "ท่านไม่รู้? หรือท่านไม่อยากจะบอกกันแน่!"
"เอลาร่า..."
"เลออนบอกว่าท่านเคยรักแม่ของข้า! เขาบอกว่าท่านเป็คนทำลายนาง! มันหมายความว่ายังไง!" เธอตะคอกถาม ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในะเิออกมาอย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป "แล้วทำไมจี้ของแม่ถึงไปอยู่กับเขาได้! ตอบหนูมาสิ คาอิน!"
การที่เธอเรียกชื่อเขาโดยไม่มีคำว่า 'ท่านลุง' นำหน้า ทำให้คาอินสะท้านไปทั้งร่าง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ดวงตาที่เหมือนกับแม่ของนางไม่มีผิด...ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักและความไว้วางใจ แต่บัดนี้กลับมีแต่ความสับสนและเ็ป
"มันซับซ้อนกว่าที่เ้าคิด" เขาพยายามอธิบาย
"งั้นก็อธิบายมาให้มันง่ายๆ สิ!" เธอก้าวเข้าไปหาเขา ทุบกำปั้นลงบนอกของเขาอย่างแรง แต่มันก็เหมือนกับการทุบกำแพงหิน "หนูมีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง! มันเป็เื่ของแม่หนู!"
คาอินยอมให้เธอทุบตีโดยไม่ขยับเขยื้อนหรือป้องกันตัว เขารับเอาความโกรธของเธอไว้ทั้งหมดราวกับว่ามันเป็สิ่งที่เขาสมควรได้รับ "ใช่...ข้าเคยรักเซเรเนีย" เขายอมรับในที่สุด ชื่อของแม่เธอดังออกมาจากริมฝีปากของเขาราวกับบทสวดอันศักดิ์สิทธิ์ "ข้ารักนางมากกว่าสิ่งใดในชีวิตอันยืนยาวของข้า"
คำสารภาพนั้นทำให้เอลาร่าหยุดชะงัก "แล้ว...แล้วพ่อของหนูล่ะ?"
"อเล็กซานเดอร์...น้องชายของข้า" คาอินหลับตาลง ราวกับกำลังย้อนกลับไปในอดีตอันแสนไกล "เขาปรากฏตัวขึ้นมาทีหลัง เขาคือคนที่เซเรเนียเลือก...ไม่ใช่ข้า"
"เป็ไปไม่ได้...พ่อบอกว่าเขากับแม่รักกันั้แ่แรกพบ"
"นั่นคือสิ่งที่เขาอยากให้เ้าเชื่อ" คาอินลืมตาขึ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย "ความจริงก็คือ...ข้ากับเซเรเนียรู้จักกันก่อนหน้านั้นนานมาก เราพบกันในป่าแห่งแสงจันทร์ นางคือเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ ส่วนข้าคือแวมไพร์ผู้โดดเดี่ยว เราตกหลุมรักกัน...ความรักต้องห้ามระหว่างสองเผ่าพันธุ์ที่เป็ศัตรูกัน"
เขาเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนขั้นบันได เล่าเื่ราวในอดีตราวกับกำลังปลดปล่อยภาระที่แบกไว้มานาน "เราแอบพบกันอยู่หลายปี ทุกอย่างเหมือนความฝัน จนกระทั่งวันหนึ่ง...อเล็กซานเดอร์ตามข้าไปและได้พบนาง เขาตกหลุมรักนางั้แ่แรกเห็นเช่นกัน เขาทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจนาง...เขาอ่อนโยนกว่าข้า เข้าใจนางมากกว่าข้า...และที่สำคัญที่สุด เขาไม่ได้มีอดีตที่มืดมนเหมือนข้า"
"แล้ว...ท่านก็ปล่อยนางไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?" เอลาร่าถาม ไม่อยากจะเชื่อ
"ข้าไม่ได้ปล่อยนางไป!" คาอินตอบเสียงดังขึ้น "ข้าสู้เพื่อนาง! เราทะเลาะกันอย่างรุนแรง...ข้ากับอเล็กซานเดอร์ เราต่อสู้กันจนเกือบจะฆ่ากันตาย แต่สุดท้าย...เซเรเนียก็เป็คนเลือก เธอบอกว่าเธอไม่สามารถทนเห็นเราสองพี่น้องต้องมาเกลียดชังกันเพราะเธอได้อีกแล้ว เธอจึงเลือกอเล็กซานเดอร์...เพราะเขาคือคนที่สามารถมอบชีวิตที่สงบสุขให้นางได้"
"แล้วเื่ที่ท่านทำลายนางล่ะ?" เอลาร่าถามถึงประเด็นที่สำคัญที่สุด
คาอินเบือนหน้าหนี "หลังจากที่นางเลือกอเล็กซานเดอร์...ข้าก็คลุ้มคลั่ง ข้าปล่อยให้ด้านมืดของแวมไพร์เข้าครอบงำ ข้ากลับไปหาอิซาเบลล่า...ผู้สร้างของข้า และทำในสิ่งที่ข้าเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้" เขาเงียบไปนาน ก่อนจะพูดต่อ "ข้าทำข้อตกลงกับนาง...แลกกับการที่นางจะช่วยข้าให้ลืมเซเรเนียได้ ข้าจะต้อง...รับใช้ตระกูลของนาง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดทั้งหมด มันนำไปสู่า...าที่ทำให้ตระกูลของอิซาเบลล่าถูกทำลาย และทำให้ข้าต้องกลายเป็หนี้ชีวิตอเล็กซานเดอร์...เพราะเขาคือคนที่ช่วยข้าออกมาจากไฟานั้น"
เื่ราวของเขาสับสนและซับซ้อน มันตอบคำถามบางอย่าง แต่ก็สร้างคำถามใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย
"แล้วจี้เส้นนี้ล่ะ?" เอลาร่าชูมันขึ้นมา "มันไปอยู่กับเลออนได้ยังไง?"
"ข้าไม่รู้จริงๆ เอลาร่า" คาอินยืนยัน "จี้เส้นนั้น...ข้าเป็คนมอบมันให้เซเรเนียเองกับมือ มันเป็สัญลักษณ์แห่งคำสัญญาของเรา...คำสัญญาที่ว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป นางไม่เคยถอดมันออกเลย...ข้าไม่เข้าใจว่ามันไปอยู่กับเอลฟ์นั่นได้อย่างไร"
คำพูดของเขาดูจริงใจ แต่เอลาร่าก็ยังไม่สามารถปักใจเชื่อได้ทั้งหมด เื่ราวที่เลออนพูด...เื่ที่ว่าแม่ของเธอเลือกเขาในท้ายที่สุด มันยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอ
"หนู...หนู้าเวลาคิด" เธอกล่าว พลางถอยห่างออกมา
"เอลาร่า รอเดี๋ยว!" คาอินพยายามจะรั้งเธอไว้
แต่เธอไม่ฟัง เธอหันหลังและวิ่งกลับไปยังห้องนอนของตัวเองทันที เธอปิดประตูและล็อกมันอย่างแ่า ทรุดตัวลงพิงบานประตูอย่างหมดแรง เธอกำจี้ในมือแน่นจนมันบาดเข้าไปในผิวเนื้อ ความจริงคืออะไรกันแน่? ระหว่างคำพูดของแวมไพร์ผู้เ็ปที่เธออาศัยอยู่ด้วย กับคำพูดของเอลฟ์เ้าเล่ห์ที่ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง ใครกันแน่ที่กำลังโกหก?
เธอหยิบเมล็ดพืชที่เลออนให้ไว้ออกมาจากกระเป๋า มันยังคงส่องแสงสีเขียวเรืองรองอยู่ในความมืด...เป็สัญลักษณ์ของทางเลือกที่เธอต้องตัดสินใจ
เธอควรจะเชื่อใจคาอิน...ชายผู้ยอมรับว่าเคยรักแม่ของเธอและทำผิดพลาดครั้งใหญ่ หรือเธอควรจะลองเสี่ยงกับเลออน...ชายผู้กุมความลับเกี่ยวกับจี้ของแม่และอาจจะนำเธอไปพบกับความจริงที่ต่างออกไป?
ความคิดตีกันอยู่ในหัวจนปวดไปหมด เธอ้าคำตอบ...และดูเหมือนว่าจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถให้คำตอบที่แท้จริงกับเธอได้
เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังป่าสนที่มืดมิดเบื้องล่าง ที่ไหนสักแห่งในป่านั้น...คือบ้านเกิดของแม่ คือเผ่าพันธุ์ที่เธอไม่เคยได้รู้จัก และอาจจะเป็ที่ที่คำตอบทั้งหมดรออยู่
เธอตัดสินใจแล้ว
เธอจะต้องไปหาความจริงด้วยตัวเอง
คืนนั้น เอลาร่าแสร้งทำเป็หลับเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคาอินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของเธอ เขาไม่ได้เคาะ แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบๆ เมื่อแน่ใจว่าเขาไปแล้ว เธอก็ลุกขึ้นมาเตรียมตัว เธอสวมชุดที่ทะมัดทะแมงที่สุด คว้ากระเป๋าเป้ใบเล็กที่ใส่ของจำเป็ และกำเมล็ดพืชของเลออนไว้ในมือแน่น
เธอค่อยๆ เปิดหน้าต่างออกอย่างแ่เบาที่สุด ความสูงจากชั้นสองทำให้เธอใจหายวาบ แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอจำบทเรียนที่คาอินสอนได้...การควบคุมพลัง เธอนึกถึงพลังสายเืแวมไพร์...พลังแห่งเงาและความมืด
เธอรวบรวมสมาธิ ปล่อยให้เงาจากมุมห้องไหลมารวมกันที่เท้าของเธอ มันก่อตัวเป็แท่นที่นุ่มและยืดหยุ่น เธอค่อยๆ ก้าวออกไปนอกหน้าต่าง เหยียบลงบนแท่นเงานั้น มันรองรับน้ำหนักของเธอไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอค่อยๆ บังคับให้มันเคลื่อนตัวลงสู่พื้นดินเบื้องล่างอย่างช้าๆ
เมื่อเท้าของเธอัักับพื้นหญ้าที่ชื้นแฉะ เธอก็รีบวิ่งตรงไปยังแนวป่าทันทีโดยไม่หันกลับไปมองคฤหาสน์หลังนั้นอีก
เมื่อเข้ามาในป่าลึกพอสมควรแล้ว เธอก็หยุดลง เธอมองเมล็ดพืชในมือเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจบีบมันอย่างแรง
เปลือกของมันแตกออกเป็เสี่ยงๆ แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมาและสลายไปในอากาศ ทันใดนั้น สายลมก็พัดกรรโชกแรงขึ้น กลีบดอกไม้สีขาวจำนวนมากหมุนวนอยู่ตรงหน้าเธอ ก่อนจะรวมตัวกันเป็ร่างของเลออนอีกครั้ง
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าจะเลือกข้า" เขากล่าวด้วยรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ
"พาข้าไปหาความจริง" เอลาร่ากล่าวเสียงเรียบ "พาข้าไปพิสูจน์ว่าสิ่งที่เ้าพูด...เป็เื่จริง"
"ด้วยความยินดี...เ้าหญิงของข้า" เลออนโค้งคำนับอย่างสง่างาม ก่อนจะยื่นมือมาให้เธอ
แต่ก่อนที่เอลาร่าจะได้จับมือของเขา...
"ข้าไม่คิดว่านางจะไปไหนกับเ้าทั้งนั้น"
เสียงที่สามดังขึ้นจากบนกิ่งไม้เหนือศีรษะของพวกเขา...เป็เสียงของผู้หญิงที่เยือกเย็นและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เอลาร่าและเลออนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน บนกิ่งไม้ใหญ่นั้น...อิซาเบลล่ายืนอยู่ ดวงตาสีไวน์แดงของนางลุกวาวอยู่ในความมืด เขี้ยวของนางงอกยาวออกมาอย่างน่ากลัว และในมือของนาง...กำลังบีบคอของชายคนหนึ่งที่หมดสติอยู่...
ชายคนนั้นคือพ่อของเธอ...อเล็กซานเดอร์