บทที่ 27 หอการค้ากลางเมฆา
“คุณชายท่านนี้ ท่านสนใจสิ่งใดหรือไม่ ร้านของเรามีให้บริการทุกสิ่งอย่าง"
พนักงานร้านออกมาตอนรับเฉินซือหยางด้วยท่าทีที่นอบน้อม เฉินซือหยางจึงกล่าวตอบไป
“ข้ามาพบเถ้าแก่หวัง"
“เถ้าแก่ออกไปข้างนอกพักหนึ่งแล้ว”
“ไปที่งานประมูลแล้วหรือ?"
ขณะที่หัวคิ้วของเฉินซือหยางกำลังขมวด เสียงเถ้าแก่หวังก็ดังขึ้นมาแต่ไกล
“สหายน้อยเ้ามาเสียที เกือบเสียฤกษ์งามไปแล้ว”
เห็นบุรุษร่างท้วมเดินมาแต่ไกล เฉินซือหยางมันก็ประสานมือแก่ฝ่ายตรงข้าม
“ข้านึกว่าท่านจะเชิดหยกนั่นไปประมูลผู้เดียวแล้วเสียอีก"
เถ้าแก่หวังจุ๊ปากเสียงดังจั๊กๆ
“ค้าขายต้องยึดมั่นในคุณธรรม ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ชั่วชีวิตการค้าขายของข้าล้วนยึดมั่นคำนี้มาตลอด… เ้าคงมาแล้วไม่เห็นข้าเมื่อตอนเช้าสินะ พอดีข้าพึ่งไปดูใจสหายมา"
ฟังคำของเถ้าแก่หวัง กอปรกับเห็นสีหน้าที่เจือความทุกข์ในแววตาคู่นั้น สหายที่ว่าคงจะสำคัญกับมันมาก สหายมันคงจะป่วยหนักหรือประสบชะตากรรมอะไรซักอย่างแน่แท้ ชายหนุ่มจึงไม่กล่าวมากความอีก เพียงกล่าวไปว่า
“ไปหอการค้ากลางเมฆาได้ตอนไหน"
“ย่อมเป็ตอนนี้ ข้าเสนอหยกขาวของเ้าเข้าไป ทางหอการค้ากลางเมฆาก็รับทันที เห็นทีการค้ารอบนี้จะไปได้สวยั้แ่เริ่มต้น"
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ"
เถ้าแก่หวังพินิจมองเฉินซือหยางั้แ่หัวจรดเท้า
“เ้ารูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเกินคนทั่วไปอยู่หรอกนะ แต่สภาพการแต่งกายของเ้าเช่นนี้คงดูไม่เป็ที่น่าเชื่อถือต่อการค้า ดาบห้าเล่มนั่นก็ด้วย แม้มันจะอยู่บนตัวเ้าแล้วดูเป็ระเบียบเหมาะสม แต่เ้าไม่รู้สึกว่ามันเกะกะรุงรังจนเกินไปหรือ"
กล่าวถึงเครื่องแต่งกายและสภาพชุดคลุมที่ขาดหวิ่นซ่อมซ่อเนื่องจากผ่านเหตุการณ์ต่อสู้คับขันมาก่อนหน้า ดูจะทำให้ชายหนุ่มขาดความน่าเชื่อถือในด้านการค้าไปไม่น้อย และเื่ดาบแม้มันจะฝึกจนชำนาญ พกดาบจนชิน แต่เมื่อนึกถึงการฝ่าช่องเขาแคบ ป่าดกครึ้ม การเคลื่อนตัวเพื่อหลบหลีกสิ่งมาดร้าย ดาบที่พกไว้เต็มร่างกายก็ออกจะมีความขัดแข้งขัดขาและมีความเกะกะในบางจังหวะอย่างที่กล่าวมาจริงๆ ทั้งยังดูสะดุดตาหรือน่าขบขันในสายตาของผู้คนเป็อย่างมาก
“แล้วอย่างไร"
เถ้าแก่หวังแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์
“ยังพอมีเวลาอยู่ ตามข้าเข้ามาในร้าน”
เฉินซือหยางจึงตามเถ้าแก่หวังไป เมื่อเข้าไปภายในร้านมันก็เห็นสินค้ามากมายหลายอย่างถูกจัดเรียงไว้จนแทบสุดลูกตา นับเป็ร้านค้าที่มีขนาดใหญ่เป็อย่างมาก และสิ่งของที่จัดขายก็มีหลากหลายสิ่งจนนับไม่ถ้วน สมกับชื่อร้าน ‘หวังค้าทุกสิ่ง' อย่างแท้จริง
แล้วเถ้าแก่หวังก็นำชุดคลุมสีดำนิลตัวใหม่ออกมา เทียบขนาดด้วยสายตาก็เห็นว่าเข้ากับชายหนุ่มพอดี ชุดคลุมดำนี้ถักทอจากด้ายชั้นดี สีผ้าจึงให้ความมันวาวดูไม่สกปรกง่าย ลวดลายก็ปักรูปหงส์สีดำมันวาวที่บินพันตู่คู่กัน ดูเป็ชุดที่งดงาม ประณีต แฝงความดุดันน่าค้นหาเป็อย่างยิ่ง เมื่อชุดคลุมนี้ไปอยู่บนร่างของเฉินซือหยางแล้ว ยิ่งขลับให้ชายหนุ่มดูหล่อเหลาคมคายแฝงความมีราศีราวกับคุณชายแห่งตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
เถ้าแก่หวังชมมันไม่ขาดปาก
“ถ้าข้ามีบุตรีคงยกให้เ้าไปแล้ว”
เฉินซือหยางกล่าวยิ้มๆ
“แต่ข้าคงคิดหนักหากจะผูกพันธะกับท่าน”
“เ้าเด็กนี่ ทำงานร่วมกับข้าไม่ดีตรงไหน"
กล่าวไปพลางเถ้าแก่หวังก็วางหีบไม้รูปสี่เหลี่ยมลงตรงหน้าของเฉินซือหยางร่วมด้วย กล่องไม้นี้ทำมาจากไม้เนื้อดี ผสานเข้ากับโลหะที่แข็งแรงพร้อมออกแบบอย่างประณีต ขนาดความยาวครึ่งวาเศษ หน้ากว้างประมาณสองฝ่ามือ ติดสายสะพายด้วยโลหะหุ้มหนังสัตว์สีดำ มองโดยรวมเป็กล่องสะพายที่งดงามดูมีค่ามีราคาเป็อย่างมาก
“นี่คือกล่องใส่อาวุธประเภทดาบ มีด หรือกระบี่ มีกลไกการทำงานที่สะดวกต่อการพกพา เหมาะกับจอมยุทธ์หรือผู้ที่ใช้อาวุธหลายเล่ม ซึ่งนี่นับว่าเหมาะสมกับเ้าด้วย”
อธิบายไปพลาง เถ้าแก่หวังก็ตบมือลงยังกล่องเก็บอาวุธดังกล่าวไปพลาง กระตุ้นกลไกภายในกล่องให้ทำงาน จากนั้นด้านข้างกล่องไม้ก็พลันคลี่ออกทั้งซ้ายและขวาราวกับพัดมือใบหนึ่ง ซึ่งกล่องไม้ที่คลี่ออกจะเห็นเป็โครงโลหะประกอบเชื่อมโยงกันเป็ช่องเก็บอาวุธที่แบ่งช่องอย่างพอดิบพอดี หากใส่อาวุธลงในช่องดังกล่าว ด้ามอาวุธจะชี้ออกคนละทิศในรูปครึ่งวงกลม นับว่าสามารถหยิบจับได้อย่างสะดวก
“ข้ามอบให้แก่เ้า ถือเสียว่าเป็หนึ่งในสินน้ำใจที่พวกเราได้ทำการค้าร่วมกัน"
เฉินซือหยางมองดูกล่องอาวุธและรูปแบบการจัดเรียงอาวุธของกล่อง เห็นว่าไม่เป็อุปสรรค์ต่อการใช้เพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้า การพกพาก็ดูกระทัดรัดไม่เกะกะ ปัญหาเดียวคืออาจจะต้องเพิ่มการฝึกซ้อมชักดาบวาดดาบอีกซักหลายรอบเพื่อให้เกิดความชำนาญในตำแหน่งของดาบ แต่นี่ก็ดูจะไม่เป็ปัญหาอันใดสำหรับมัน เช่นนั้นเฉินซือหยางจึงรับกล่องนี้มา พลางใส่ดาบทั้งห้าเล่มลงไป ความสั้นยาวของอาวุธแต่ละเล่มนับว่าไม่มีปัญหากับขนาดบรรจุ ดาบทุกเล่มล้วนถูกจัดเก็บได้เป็อย่างดี ทั้งช่องที่ใส่ดาบลงไปก็มีกลไกลที่ทำให้ดาบถูกยึดไว้อย่างแน่นสนิท ต่อให้เฉินซือหยางเหวี่ยงกล่องหมุนควงไปมา ดาบซักเล่มก็ไม่ร่วงตกและไม่แม้แต่จะขยับไหวติง แต่พอจับดาบแล้วกระชากออกมา กลไกการทำงานจะคลายการยึดติดในดาบเล่มที่ถูกจับทันที
พอใส่ดาบทั้งห้าเล่มลงไปในกล่องอาวุธแล้ว เถ้าแก่หวังก็สาธิตวิธีการใช้กล่องอาวุธอีกครั้ง เฉินซือหยางจดจำวิธีพร้อมนำกล่องอาวุธดังกล่าวมาสะพายที่แผ่นหลัง ดูเข้ากับชุดรวมถึงรูปร่างทางกายภาพของมันเป็อย่างมาก
เถ้าแก่หวังผงกศีรษะ
“เช่นนี้ค่อยดูน่าเชื่อถือขึ้นมาหน่อย"
แล้วมันก็กอดอกกล่าวต่ออย่างภาคภูมิ
“เป็อย่างไรบ้าง สายตาข้าดีหรือไม่ เลือกชุดกับกล่องอาวุธได้เข้ากันจนแทบจะพลางตาไปแล้ว"
“นับว่าการค้าขายและเลือกสิ่งของต้องยกให้ท่านจริงๆ"
เถ้าแก่หวังเรียกพนักงานร้านผู้หนึ่ง จากนั้นรถม้าก็ถูกจัดเตรียมไว้บริเวณหน้าร้าน หยกขาวถูกส่งไปที่หอการค้ากลางเมฆาอยู่ก่อนแล้ว รถม้านี้จึงถูกจัดเตรียมไว้สำหรับพวกมัน
“ไปกันเถอะ ได้เวลาอันดีที่จะทำการค้าแล้ว"
ทั้งสองขึ้นสู่รถม้า รถม้าก็เคลื่อนจากตรอกซอยสิบสามมุ่งสู่ใจกลางเมืองจรดเมฆาทันใด ที่ใจกลางเมืองดูเหมือนจะยิ่งแออัดไปด้วยผู้คน ตึกรามบ้านช่องก็ดูโอ่อ่าใหญ่โตกว่ารอบนอก เฉินซือหยางขนาดเที่ยวชมเมืองไปแล้วรอบหนึ่งยังอดตื่นตาตื่นใจขึ้นอีกไม่ได้ โดยเฉพาะอาคารไม้หลังหนึ่งที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีต อาคารไม้ที่สูงชะรูดจนดูราวกับลอยล่องอยู่กลางเมฆา ที่นั่นก็คือที่หมายของมัน
หอการค้ากลางเมฆา
หอการค้าแห่งนี้เป็เพียงที่เดียวที่ไม่รับลูกค้าทั่วไป ทำให้ก่อนหน้านั้นชายหนุ่มไม่สามารถเข้าไปสำรวจดูที่ด้านในได้ แต่เมื่อมันนั่งรถม้ามาพร้อมกับเถ้าแก่หวัง มันก็พลันได้รับการต้อนรับเป็อย่างดี สามารถเข้าออกหอกาค้าขนาดใหญ่แห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย มีเหล่าบริวารคนรับใช้จำนวนมากออกมาคอยบริการ ดูจากปฏิกิริยาของคนเหล่านี้ เถ้าแก่หวังคงมิใช่เพียงมีเส้นสายแค่เล็กน้อยกับหอการค้ากลางเมฆาแล้ว
“คารวะเถ้าแก่หวัง"
บุรุษชราผมเผ้าและหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งเข้ามาทักทายหวังเถา บุรุษชราผู้นี้อายุหกสิบเศษ ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเต็มไปรอยเหี่ยวย่น แต่แดงก่ำเปล่งปลั่งราวกับผู้ที่มีสุขภาพดี มันก็คือผู้ดูแลหอการค้าแห่งนี้ เฉิงอี้
หวังเถารีบประสานมือคารวะคืนกลับอย่างนอบน้อม
“มิกล้า มิกล้า เป็ข้าที่ควรคารวะแก่ท่าน ผู้าุโเฉิง”
ก่อนที่หวังเถาจะหันไปกล่าวแนะนำกับเฉินซือหยาง
“ท่านผู้นี้คือผู้าุโเฉิงอี้ ผู้ดูแลกิจการแห่งหอการค้ากลางเมฆาแห่งนี้”
เฉินซือหยางก็คารวะบุรุษชราอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อย แซ่เฉิน นามซือหยาง คารวะผู้าุโ"
เฉิงอี้พินิจมองเฉินซือหยางอย่างถี่ถ้วน เห็นว่าชายหนุ่มเป็ผู้ติดตามข้างกายของหวังเถาแต่กลับมิอาจััได้ถึงพลังจิติญญาอันใด จึงรู้สึกงุนงงเล็กน้อยว่าเหตุใดหวังเถาจึงดูให้ความสำคัญกับมันไม่น้อย หากจะนับเื่บารมีของตระกูล ตระกูลเฉินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็เป็ตระกูลเฉินที่เมืองไผ่เขียว ทว่าก็ยังเป็ตระกูลขนาดเล็กเมื่อเทียบศักดิ์กับตระกูลอื่นๆ ในแคว้นหมื่นขุนเขาอยู่ดี
“คุณชายท่านนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับตระกูลเฉินแห่งเมืองไผ่เขียว”
เฉินซือหยางมองบุรุษชรา ดูท่าไม่ใช่เพียงแค่การค้าขายที่รุ่งเรืองแพร่หลาย แต่ข่าวสารของหอการค้าแห่งนี้ก็ดูจะกว้างไกลมิใช่น้อย หรือบางทีหอการค้าแห่งนี้ก็อาจเคยทำการค้ากับตระกูลตนมาก่อนก็ได้
“ชื่อแซ่ของคนทั้งปฐีซ้ำกันเป็เื่ปกติ ตระกูลเฉินอะไรนั่นจึงไม่เกี่ยวข้องกับข้า”
เฉิงอี้จึงผงกศีรษะไม่ใส่ใจชายหนุ่มอีก เพียงกล่าวกับหวังเถาว่า
“หยกขาวของท่านที่นำมาประมูล ข้าให้คนเจียระไนในส่วนของหินออกพร้อมตรวจสอบความบริสุทธิ์แล้ว ครั้งนี้ท่านนับว่ามีโชคมหาศาล"
หวังเถาั์ตาเป็ประกาย
“ท่านจะหมายความว่า…”
เฉิงอี้ผงกศีรษะ
“ความบริสุทธิ์ของมันนั้นอยู่ในระดับหากยากเป็ที่สุด ของเช่นนี้หากถูกประมูลในหอการค้าเราย่อมสร้างรายได้มหาศาล”
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกล่าวเสียงแ่เบา
“ว่าแต่ของล้ำค่าเช่นนี้ท่านไปค้นพบจากที่ใด”
เฉินซือหยางสะกิดที่เท้าของเถ้าแก่หวังเล็กน้อย เถ้าแก่หวังก็เป็งานจึงตอบว่า
“กล่าวตามตรง โชคดีที่ข้าไปบังเอิญพบแรงงานเถื่อนกลุ่มหนึ่ง มันคงลักลอบขนออกมาจากเหมืองใดซักที่”
“เป็วาสนาและน่าเสียดายในคราวเดียว ไม่เช่นนั้นพวกเราคงได้รับทราบแหล่งสำคัญของมันแล้ว"
สนทนาไปครู่ใหญ่ ผู้าุโเฉิงอี้คนนี้ก็ขอตัวไปดำเนินงานประมูลต่อ โดยหยกขาวของชายหนุ่มได้ถูกจัดสรรไว้ในลำดับสุดท้าย ถือเป็สินค้าสำคัญชิ้นเอกของงาน โดยค่าส่วนแบ่งจากการประมูลก็ได้ตกลงร่วมกับทางหอการค้าซึ่งเป็ผู้จัดงานด้วยแล้ว
เมื่อผลสรุปและข้อตกลงออกมาเช่นนี้ เฉินซือหยางก็อดพึมพำขึ้นมิได้
“หินก้อนนั้นกลับกลายเป็หยกขาวที่มีมูลค่าถึงเพียงนี้”
แล้วมันก็นึกไปถึงหินขนาดเดียวกันอีกไม่น้อยกว่าสิบก้อนที่มันใส่ไว้ภายในมิติคันฉ่องของจินเยว่ ตอนแรกที่มันตั้งใจคือนำหินเหล่านี้มาเพื่อใช้ฝึกปรือพลังกายภาพในระหว่างทาง ฝึกเสร็จหากหินก้อนไหนพังก็จะเปลี่ยนก้อนใหม่ออกมาฝึก เมื่อรู้เช่นนี้เห็นทีมันจะมิได้นำออกมาฝึกอีกต่อไปแล้ว เพราะหินเหล่านี้ มันได้มีโอกาสได้เข้าไปตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว ล้วนเป็หยกขาวที่หายากทั้งสิ้น!
“ยังมีที่เหลืออยู่อีก ชาติทั้งชาติข้าคงไม่ติดขัดเื่เงินทอง"
“เ้าว่าอะไร"
เถ้าแก่หวังเห็นชายหนุ่มพึมพำคนเดียว มันจึงกล่าวถาม แต่เมื่อชายหนุ่มส่ายศีรษะบอกไม่มีอะไร เถ้าแก่หวังก็ถามต่อไปด้วยความอยากรู้
“ข้าว่าจะถามเื่นี้นานแล้ว เ้าไปเอาหยกขาวเช่นนี้มาจากที่ใด ดูท่าเ้าก็ไม่เหมือนแรงงานเถื่อนแม้เพียงนิด”
เฉินซือหยางตอบอย่างจริงจัง
“ข้าก็แอบขโมยมาจากคนงานเถื่อนนั่นแหละ… ขโมยซ้อนขโมยอย่างไรเล่า”
เถ้าแก่หวังปรากฏสีหน้าที่ผิดหวังปนเสียดาย คิดว่าชายหนุ่มจะมีเบาะแสสำคัญเสียอีก ก่อนมันจะยื่นป้ายหยกแผ่นหนึ่งแก่ชายหนุ่ม
“ระหว่างนี้เผื่อเ้ารู้สึกเบื่อ ป้ายหยกสามารถพาเ้าเข้าสู่หอกลางได้"
“หอกลาง?”
“หอสำหรับชนชั้นสูงหรือเหล่าตระกูล พรรค และสำนักใหญ่เข้าร่วมประมูลอย่างไรเล่า เผื่อเ้าสนใจจะประมูลของบ้าง… เป็อย่างไรล่ะ ทำการค้ากับข้ามีแต่ได้กับได้ใช่หรือไม่ สนใจจะ…”
เฉินซือหยางไม่ฟังคำเชิญชวนของฝ่ายตรงข้ามให้จบ มันรับป้ายแล้วเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม
“ขอบพระคุณท่านที่ให้ยืม เดี๋ยวข้าจะนำมาคืนอย่างแน่นอน"
เถ้าแก่หวังมองร่างที่เยื้อย่างไปข้างหน้าพลางส่ายศีรษะยิ้มๆ
“เ้าเด็กนี่”
ภายในหอการค้านับว่าวิจิตรงดงามมากแล้ว เพียงหนึ่งประตูที่เปิดออกสู่บันไดซึ่งทอดไปยังห้องส่วนกลางที่อยู่้ากลับดูตระการตามากยิ่งกว่า มีของมีค่าประดับตกแต่งมากมาย ศิลปะแห่งเมืองต่างๆ คล้ายกับถูกนำมาจัดวางที่หอแห่งนี้ มองไปที่ใดก็มีแต่ความวิลาศราวจินตนาการ เฉินซือหยางจึงถูกความวิจิตรเหล่านี้ดึงดูดสายตา เป็เหตุให้มันไปชนกับคนผู้หนึ่งเข้าอย่างจัง
จริงๆ แล้วเฉินซือหยางแม้ถูกดึงดูดด้วยความวิจิตรรอบด้านแต่มันก็ยังมีความระมัดระวังอยู่ ทว่าเป็คนผู้นั้นต่างหากที่จงใจเดินชนมัน!