บทที่ 22 ตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่ง
ผ่านไปหนึ่งเดือน ใบไม้บนต้นพากันร่วงหล่น แม้ว่า่เที่ยงอากาศจะยังคงร้อนอยู่บ้าง หากแต่ในยามเช้าและยามเย็นก็เริ่มััได้ถึงความเหน็บหนาว
ตอนนี้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรจึงได้เริ่มทำการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
โครม!
ลูกไฟขนาดใหญ่เท่ากับหัวคนกระทบกับกองไม้ ทำให้กองไม้ลุกไหม้ทันที
"วิชานี้ช่างยากเย็นนัก…"
เจียงผิงอันอดถอนหายใจไม่ได้เมื่อเห็นว่าวิชาลูกไฟซึ่งเขาฝึกฝนมาเป็เวลากว่าหนึ่งเดือนนั้นถูกปล่อยออกมามากได้เพียงเท่านี้
เมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว เขาได้ใช้โอสถรวมปราณเพื่อทะลวงสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นหก และเปิดเส้นลมปราณทั้งสิบของ ‘เคล็ดกำหนดลมหายใจปฐี’ แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ความก้าวหน้าของวิชาลูกไฟนี้ก็ยังทำให้เขาต้องหลั่งน้ำตา
ดูท่าการโจมตีนี้คงไม่มีประโยชน์ในการรบใน่ฤดูหนาวนัก
“เ้าควรทิ้งการฝึกิญญาไปมุ่งวิชายุทธ์จะดีกว่า”
หลี่อวิ๋นเทียนถือน้ำเต้าสุราเดินเข้ามาในลานด้วยท่าทางกรึ่ม ๆ
“ผู้าุโ” เจียงผิงอันกล่าวทักทายพร้อมรีบประสานหมัดคำนับ
ในตลอดเดือนที่ผ่านมา ผู้าุโท่านนี้มักจะมาให้คำชี้แนะและอธิบายเื่ราวเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกตนให้เขาฟังอยู่เสมอ
เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่หายไปนานจากตัวชายชรา ซึ่งทำให้เขายิ้มได้มากกว่าเดิม
หลี่อวิ๋นเทียนจิบสุราแล้วพูดว่า "ความสำเร็จในด้านวิชายุทธ์ของเ้าไม่ได้ด้อยกว่าคุณหนูเมิ่งจิงเลย หากเ้ามุ่งเน้นไปที่การฝึกวิชายุทธ์ เ้าจะสามารถเข้าสู่ขั้นยอดยุทธ์ก่อนอายุสิบแปดและมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งเมืองเฮยเฟิงได้อย่างแน่นอน ”
เฉพาะผู้ที่ได้เห็นวิชายุทธ์ของเจียงผิงอันด้วยตาของตัวเองเท่านั้นจึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีพร์ในการขัดเกลากายามากเพียงใด
ตามข้อตกลงของการเดิมพัน เมิ่งจิงมอบ ‘ดาบสะท้าน’ ให้กับหลี่อวิ๋นเทียน ก่อนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันคัดเลือกอัจฉริยะระดับท้องถิ่น และขอให้หลี่อวิ๋นเทียนส่งต่อให้กับเจียงผิงอัน
ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน เจียงผิงอันก็เชี่ยวชาญขั้นที่สองของดาบสะท้านแล้ว
ทั่วทั้งอำเภอเหลียนซานนี้ มีเพียงเมิ่งจิงกับเจียงผิงอันเท่านั้นที่สามารถเชี่ยวชาญวิชาดาบสะท้านขั้นที่สองทั้งที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี
“ข้าอยากได้ไพ่เด็ดมากกว่านี้ขอรับ” เจียงผิงอันตอบ
ยามนี้เขายังไม่้าละทิ้งการฝึกิญญา แม้ว่ามันจะฝึกฝนได้ยาก แต่ผลก็ร้ายแรงถึงชีวิต ทั้งยังสามารถใช้โจมตีจากระยะไกลได้ด้วย
หลี่อวิ๋นเทียนยกยิ้ม คนหนุ่มสาวก็ล้วนเป็กันเช่นนี้ ต่างมีความมั่นใจและดื้อรั้น
แต่นี่ก็คือวิถีคนหนุ่มสาว หากยามเยาว์ไม่บ้าสักหน่อย จะยังเรียกว่าคนหนุ่มได้อีกหรือ? ตอนที่ยังเด็กตัวเขายังบ้ากว่านี้มากนัก
หลี่อวิ๋นเทียนวางน้ำเต้าสุราในมือลง ก่อนจะหุบยิ้ม
“ท่านแม่ทัพบอกให้เ้าไปที่จวน มีการประชุมที่เ้าจะต้องเข้าร่วม”
“ผู้าุโ ในการประชุมครั้งนี้มีเื่อันใดหรือไม่?” เจียงผิงอันจับสังเกตสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายได้
“มิผิด ท่านแม่ทัพกับข้าจะเลื่อนตำแหน่งให้เ้าเป็นายกองขั้นหนึ่ง ทว่าอาจมีคนที่มีความเข้มแข็งพอ ๆ กับเ้าที่ไม่ยอมรับ”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็ตกตะลึง
“มันไม่สำคัญหรอกขอรับ ข้าหาได้แสวงหาอำนาจ พวกท่านก็มอบมันให้พวกเขาไปเถอะ”
หลี่อวิ๋นเทียนส่ายหัว "นี่ไม่ใช่เื่ของอำนาจ เพียงแต่เมื่อเ้าไปถึงตำแหน่งนั้นแล้ว หลังจากาสิ้นสุดลง เ้าจะได้รับรางวัลที่ดีกว่ายามนี้"
“ระดับของเคล็ดปราณโลหิตที่เ้ากำลังฝึกฝนตอนนี้ต่ำเกินไป ซึ่งจะจำกัดความเร็วในการฝึกตนของเ้า หากชนะา ด้วยตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่ง เ้าสามารถส่งคำขอไปยังเมืองเฮยเฟิงเพื่อเรียนรู้วิชาที่ดีกว่าเดิมได้”
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็พลันฉุกคิดได้ว่าสถานะนั้นสัมพันธ์กับการจัดสรรทรัพยากร
ดังนั้นเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น เขาจำเป็ต้องมีวรยุทธ์ที่ดีกว่านี้จริง ๆ
ฉะนั้นแล้ว เขาจึง้าตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่งนี้อย่างยิ่ง
“ฟื้นกำลังเสีย คนพวกนั้นล้วนเป็นักรบชั้นยอดที่รอดชีวิตมาจากา หากเกิดข้อขัดแย้งกับพวกเขาในภายหลัง เ้าอาจต้องคลี่คลายด้วยการประลอง”
ขณะที่หลี่อวิ๋นเทียนกำลังพูด จู่ ๆ เขาก็นึกถึงบางสิ่งได้จึงถามขึ้น "ตอนนี้การฝึกกายาของเ้าอยู่ในขั้นใดแล้ว?"
เขารู้ว่าเจียงผิงอันสามารถเรียนรู้วิชาดาบสะท้านได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นพร์ด้านวิชายุทธ์ของเขาก็น่าจะดีไม่น้อย
“ระดับนายกองขั้นหนึ่ง” เจียงผิงอันเผยยิ้ม
หากอยู่เคล็ดปราณโลหิตขั้นสองก็สามารถเป็นายกองขั้นหนึ่งได้ และหากอยู่เคล็ดปราณโลหิตขั้นสามก็ยังคงเป็นายกองขั้นหนึ่ง
ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายมีความมั่นใจมาก หลี่อวิ๋นเทียนจึงคาดเดาว่าความแข็งแกร่งการฝึกกายาในปัจจุบันของเด็กหนุ่มน่าจะเทียบเคียงได้กับผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นหกหรือเจ็ดเป็อย่างน้อย
จากนั้น เขาก็พาเจียงผิงอันไปที่จวนแม่ทัพ
ก่อนจะเดินเข้าประตูไป พวกเขาต่างได้ยินเสียงะโอย่างเดือดดาลดังมาจากข้างใน
“ข้าไม่ยอมรับ! มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่เด็กหนุ่มอายุแค่สิบสี่จะได้รับการตั้งเป็ถึงนายกองขั้นหนึ่ง!”
“เด็กอายุสิบสี่จะมีพลังได้มากเพียงใดกัน? ถ้าเป็คุณหนูเมิ่งจิงก็ว่าไปอย่าง แต่เ้าเด็กชื่อเจียงผิงอันคนนี้คือตัวอันใดกัน?”
“ยิ่งกว่านั้น เ้าหนูนี่หาได้มาจากอำเภอเหลียนซาน เราไม่ไว้ใจให้คนเช่นนั้นมาสั่งการทัพ!”
แกรก
หลี่อวิ๋นเทียนผลักประตูเปิด แล้วเดินนำเจียงผิงอันเข้าไปในห้องประชุม
ทหารสวมชุดเกราะกลุ่มหนึ่งต่างแผ่จิตสังหารออกมาพลางมองไปที่เจียงผิงอัน
หากไม่มีการเข้าใจผิด เด็กหนุ่มผู้นี้จะต้องเป็เจียงผิงอันแน่
คนเหล่านี้ปล่อยรัศมีอันทรงพลังออกมา ซึ่งหากคนธรรมดาทั่วไปต้องเผชิญกับรัศมีเหล่านี้ พวกเขาคงลงไปคุกเข่าอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว
ทว่าเจียงผิงอันกลับดูเฉยเมยและก้าวเดินเข้าไปอย่างสงบ
"หือ?"
นายกองหลายคนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเขาดูใจเย็นยิ่ง
ทั้งที่เผชิญกับแรงกดดันมหาศาลแต่กลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ แสดงให้เห็นว่าระดับพลังของอีกฝ่ายไม่ได้ต่ำเลย
“ข้า้าตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่ง ผู้ใดจะเข้ามาก่อน” เจียงผิงอันกล่าวขึ้นตรง ๆ
เขาไม่ชอบเสียเวลา ในเมื่อการเป็นายกองขั้นหนึ่งจะได้ทรัพยากรที่ดีกว่า เขาจึง้าตำแหน่งนี้
เขาได้เรียนรู้เคล็ดปราณโลหิตแล้ว แต่หาก้าไปถึงขั้นยอดยุทธ์ เขาต้องเรียนรู้เคล็ดวิชาที่ดีกว่านี้
และหากเขา้าให้ทหารเหล่านี้ยอมรับ ตัวเขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าคนเ่าั้
“ช่างเป็เ้าหนูที่อวดดีนัก ข้าเอง ตราบใดที่เ้าสามารถเอาชนะข้า หยางหู่ ได้ ข้าจะถอนตัวจากการแข่งขันเอง!”
ทหารร่างกำยำไว้หนวดเคราผู้หนึ่งก้าวออกมา
“ไปต่อสู้ตัดสินที่ลานกันเถอะ แต่อย่าถึงตายล่ะ” แม่ทัพเมิ่งโค่วกล่าว
เขาหันหน้าแล้วถามหลี่อวิ๋นเทียนด้วยเสียงต่ำ "เจียงผิงอันจะไหวหรือไม่?"
เขาไม่รู้จักเจียงผิงอันเท่าหลี่อวิ๋นเทียน ที่แต่งตั้งเจียงผิงอันเป็นายกองขั้นหนึ่งเป็เพราะมีแผนอื่น โดยเขาไม่ได้รู้ดีเกี่ยวกับพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายมากนัก
ใครจะคิดว่าทันทีที่เข้าประตูมาเ้าหนูคนนี้จะเอ่ยปากท้าสู้จนแผนการของเขาเสียหมด
หลี่อวิ๋นเทียนจิบสุราพลางเอ่ยยิ้ม ๆ "เขาเชี่ยวชาญทั้งวิชาดาบมายาและดาบสะท้าน ตราบใดที่ระวังตัวพอ เขาก็น่าจะไหว"
เมิ่งโค่วพยักหน้ารับ
ไม่มีปัญหาก็ดี เจียงผิงอันผู้นี้มีพร์จริง ๆ อีกฝ่ายถึงกับสามารถเรียนรู้ทักษะดาบทั้งสองนี้ได้
หรือควรหมั้นบุตรสาวกับเ้าหนูนี่ดี? ทั้งคู่อายุพอ ๆ กัน ทั้งยังมีพร์คล้ายคลึงกันด้วยสิ
บุตรสาวของเขาน่าจะกลับมาถึงวันนี้ ไว้ค่อยถามนางดูว่านางคิดเห็นอย่างไร
หยางหู่ชักดาบเล่มโตออกมาจากข้างเอว ดาบเล่มนี้ ต่างจากดาบที่มีใบมีดแคบทั่วไปตรงที่มีความหนาเป็พิเศษ ทั้งยังมีห่วงเหล็กที่ส่งเสียงกระทบกันห้อยอยู่
“ไอ้หนู อย่าหาว่าข้า หยางหู่ รังแกเ้าเล่า เ้าอายุยังน้อย ซึ่งหาใช่ทุกคนจะสามารถเข้าชิงตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่งนี้ได้”
เขาอดทนมานานหลายปีจนในที่สุดก็สามารถเข้าชิงตำแหน่งนายกองขั้นหนึ่ง แล้วเขาจะยอมรับเด็กหนุ่มที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นได้อย่างไร?
“ข้าเข้าใจ เข้ามาเลย” เจียงผิงอันมองอีกฝ่ายอย่างสงบ
“อาวุธของเ้าเล่า?” หยางหู่ถาม
“วันนี้ไม่จำเป็ต้องใช้ดาบ” เจียงผิงอันถอยกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งออกมาจากฝ่ามือ
เขาจะใช้ประโยชน์จากคู่ต่อสู้ในวันนี้ทดสอบผลการฝึกฝนตลอดเดือนที่ผ่านมา
พรวด!
หลี่อวิ๋นเทียนพ่นสุราออกมาพลางเบิกตากว้าง
“เ้าสารเลวนี่ เ้าคิดแข่งขันกับหยางหู่ด้วยทักษะการฝึกิญญาเรอะ”
หากเจียงผิงอันใช้วิชายุทธ์ต่อกรกับคู่ต่อสู้ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะชนะ
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเ้าเด็กคนนี้กลับตั้งใจที่จะใช้คาถา!
สิ่งนี้ทำให้หลี่อวิ๋นเทียนหงุดหงิดนัก
มีอะไรผิดปกติกับหัวเ้าหนูนี่กัน?