ปลดปล่อย
กรี๊ด!!!
ทันทีที่เท้าหลุดจากการแตะัับนพื้นแผ่นเหล็กหอคอยและศีรษะดิ่งลงสู่ผืนน้ำทะเลสาบอันกว้างขวางฉันก็แหกปากกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดเสียว จังหวะหัวใจเต้นโครมครามอย่างแรงทว่าดวงตากลับไม่คิดจะปิดลง ทอดมองทิวทัศน์กลับหัวที่ชวนตาลายอย่างพิสมัย
“ชอบไหม?”
คนที่ถูกมัดขาซ้อนอยู่ทางด้านหลังและกำลังโอบกอดรอบลำตัวฉันเอาไว้ เอ่ยถามหลังจากสริงหยุดการเคลื่อนไหวและเราทั้งคู่กำลังห้อยหัวค้างอยู่กลางอากาศ
“ชอบสิ ชอบมาก อยากเล่นมานานละบันจี้จัมป์เนี่ย”
ฉันตอบขณะที่สายตายังคงกวาดมองวิวธรรมชาติกลับหัวด้วยความเพลิดเพลินรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเหมือนการที่ได้กรีดร้องเมื่อครู่เป็การปลดปล่อยสิ่งแย่ๆ ออกมา
กีฬาผาดโผนหรือพวกกิจกรรมแอดเวนเจอร์เป็อะไรที่โปรดปรานมานานแล้ว แต่ไมลล์ไม่สันทัดเื่พวกนี้เพราะเป็คนเ้าสำอางห่วงกลัวจะได้รับาเ็จนเกิดาแ เพราะต้องใช้หน้าตาและร่างกายทำมาหากิน
อีกอย่างคือฉันไม่มีเพื่อนคนอื่นทำให้ไม่มีโอกาสได้มาทำอะไรอย่างที่ชอบ ครั้นจะเล่นคนเดียวก็ดูยังไงอยู่เลยตัดปัญหาพับความชอบพวกนี้ใส่กล่องไป
ดีนะวินมีชุดกีฬาและรองเท้าแตะที่เขามักจะพกติดรถไว้ยามฉุกเฉินอยู่หลายชุด พวกเราถึงมีโอกาสได้มาทำอะไรแบบนี้เพราะถ้าจะให้ใส่เดรสกระโปรงยาวถึงตาตุ่ม กับชุดสูทสุดหรูพอดีตัวมาโดดบันจี้จัมป์ก็ดูท่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
“อยากเล่นอีกไหม หรือจะไปต่ออย่างอื่นดี?”
“ขออีกรอบละกัน”
“เอาสิ วันนี้ฉันตามใจเธอ”
เราถูกดึงกลับขึ้นมา้าและะโลงไปใหม่อีกครั้งจากที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะเล่นเพิ่มแค่รอบเดียวดูท่าว่าจะไม่ใช่แล้วเพราะฉันดันติดใจขอเบิ้ลจนตอนนี้ปาไปรอบที่ห้า
“นาย...โอเคไหม?”
หลังจากรอบสุดท้ายที่ถูกดึงขึ้นมา้าฉันเหลือบไปเห็นสีหน้าของวินดูไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่จึงตัดสินใจหยุดและพาเขาลงมานั่งพักที่ม้าหินด้านล่าง
ผิวหน้าซึ่งเคยขาวเนียนอมชมพูดูสุขดีตอนนี้เหลืองซีดคล้ายคนจะเป็ลมยังไงก็ไม่รู้ทำเอาฉันรู้สึกผิดที่เล่นจนไม่ทันได้นึกถึงคนข้างๆ
“ยังได้อยู่ แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย”
ร่างหนาเอนกายพิงไปกับพนักเก้าอี้ดวงตาคมหลับลงพร้อมแหงนศีรษะไปทางด้านหลังเล็กน้อยฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยยกมือทั้งสองข้างขึ้น พัดโบกให้อากาศกระทบกับหน้าเขา
“ขอโทษนะ ฉันเล่นจนลืมดูว่าเกินลิมิตร่างกายนาย”
ฉันกล่าวขอโทษเสียงอ่อยเพราะรู้สึกสำนึกผิดคล้ายคนที่กำลังนั่งหลับตากลัวว่าฉันจะรู้สึกแย่ไปกว่านี้วินรีบขยับนั่งตัวตรงและทำท่าเหมือนว่าตัวเองปกติ ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มสดใสทว่ามันกลับปิดสีหน้าดูไม่ดีของเขาไว้ไม่มิด
“ไม่เป็ไรน่า ฉันแข็งแรงจะตาย แค่นี้จิ๊บๆ ยังโดดได้อีก 10 รอบเลยนะ”
“หน้านายเหลืองขนาดนี้ โกหกไม่เนียน”
ฉันยกมือขึ้นกอดอกและจ้องมองวินกลับด้วยสายตาดุๆอย่างรู้ทัน เมื่อรู้ว่าตัวเองหลอกฉันไม่ได้ เขาจึงส่งยิ้มแห้งๆและยกมือเกาท้ายทอยแก้เก้อ
“โอเค ยอมรับก็ได้ วันนี้พอบันจี้จัมป์ก่อนละกัน ไปเล่นอะไรเบาๆหน่อยดีกว่า”
“เล่นอะไรล่ะ?”
“รถบั๊มไหม?”
ดวงตาสีดำสนิทดูเป็ประกายราวกับเด็กที่กำลังอ้อนขอผู้ปกครองเล่นเครื่องเล่น ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักกี่ปีวินก็ยังมีนิสัยเด็กๆ ที่ทำให้ฉันอดยิ้มอย่างเอ็นดูเขาไม่ได้
“ไหวเหรอ ไม่พักหรือไง?”
“ก็พักแล้วนี่ไง ไม่เป็ไรแล้ว ไปเล่นกันเถอะนะ ฉันอยากเล่นกับเธอ”
“สังขารไม่ให้แต่ใจยังได้ว่างั้น?”
“นะๆๆ”
ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาดึงมือฉันที่กำลังกอดอกไปกุมเอาไว้ก่อนทำตาปริบๆ ส่งสีหน้าออดอ้อนใส่ จนฉันทนดาเมจรุนแรงนี้ต่อไปอีกไม่ได้
“อย่ามาร้องขอชีวิตละกัน”
ถึงจะเป็ห่วงแต่ก็อดไม่ได้ที่จะตามใจก็ใครใช้ให้เขาน่ารักขนาดนี้ล่ะ
พวกเราเข้าไปเล่นรถบั๊มกันได้สักพักใหญ่ๆก่อนจะไปะโลอยตัวบนแทมโพรลีนต่อ และตบท้ายด้วยปีนหน้าผาจำลอง
ซึ่งแม้จะทำกันไปเพียงไม่กี่อย่างแต่มันเป็กิจกรรมที่เรียกเหงื่อได้มากโขเลยทีเดียวบวกกับตอนนี้เป็เวลาที่ค่อนข้างเย็นพอสมควรแล้วฉันจึงคิดว่ามันถึงเวลาที่ควรจะต้องพัก
“กลับกันเถอะ”
ขณะเราทั้งคู่กำลังใช้ผ้าขนหนูที่พนักงานนำมาแจกให้ซับเม็ดเหงื่อบนหน้าจึงชวนวินกลับ
“เธอเหนื่อยแล้วเหรอ?”
“อื้อ มันเย็นแล้วด้วย ฉันยังไม่ได้หาที่พักเลย”
เพราะว่าไมลล์เลือกหนีมาจัดงานแต่งที่ชลบุรีทำให้ฉันต้องถ่อสังขารจากกรุงเทพมาแบบรีบๆเพราะรู้ข่าวล่วงหน้าเพียงวันเดียวเท่านั้นจึงไม่ได้ตระเตรียมจองที่พักไว้แต่เนิ่นๆ
เสื้อผ้าข้าวของอะไรก็ไม่ได้เอามาคิดว่าล่มงานวิวาห์เสร็จก็จะกลับเลย ไม่รู้ว่าจะได้เจอวินที่นี่และมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่กับเขาจนเย็นขนาดนี้
“เธอยังไม่มีที่พักเหรอ?”
“ใช่ ก็ตอนแรกไม่คิดจะอยู่ค้างคืนน่ะ”
“งั้นเดี๋ยวไปพักโรงแรมเดียวกับฉันก็ได้ น่าจะมีห้องว่างอยู่”
“ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็อุ่นใจที่มีคนรู้จักอยู่ใกล้ๆ”
วินยิ้มเล็กๆและพยักหน้ารับ ก่อนเราสองคนจะเดินออกมายังลานจอดรถ แต่ยังไม่ทันได้ขึ้นรถวินกลับหยุดชะงักและล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู
“เธอขึ้นไปรอบนรถก่อนเลย ฉันขอคุยโทรศัพท์แป๊บ”
สีหน้าของเขาดูตึงขึ้นเล็กน้อยขณะมองหน้าจอมือถือแต่เพียงชั่วครู่ก็ปรับเป็ปกติและเงยขึ้นมาบอกกัน
“อ่าห๊ะ”
รับคำเสร็จฉันจึงเปิดประตูรถเข้าไปนั่งรอด้านในแต่เพียงไม่นานโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของฉันก็ดังขึ้นเมื่อหยิบออกมาดูจึงเห็นว่าเป็เบอร์ของเหมียวโทรเข้ามา
จ้องมองเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจออยู่ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนกดรับสายและกรอกเสียงลงไปด้วยท่าทางนิ่งสงบ
“ด่ามาฉันด่ากลับนะ บอกไว้ก่อน”
[เหมียวอยู่โรงพัก รบกวนช่วยมาด้วยค่ะ คุณคู่กรณี]
ยังไม่ทันที่จะได้ตอบรับหรือปฏิเสธสายก็ถูกตัดไปโดยฝีมือของอีกฝั่งเป็จังหวะที่วินเปิดประตูรถเข้ามานั่งประจำตำแหน่งคนขับพอดีเราทั้งคู่จึงหันมองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“มีอะไรเหรอ?”
วินน่าจะสงสัยที่ฉันทำหน้าซังกะตายใส่เขา
“ไปส่งที่โรงพักหน่อยสิ พอดีมีธุระ”
“บังเอิญจัง ฉันก็มีธุระที่นั่นเหมือนกัน”
แม้จะสงสัยแต่ฉันก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ถามอะไรนั่งเงียบๆ และปล่อยให้วินขับรถพาเรามาจนถึงสถานีตำรวจ
เมื่อมาถึงและเข้าไปข้างในแล้วจึงเห็นว่าไม่ได้มีแค่เหมียวที่อยู่ที่นี่ แต่มีไมลล์นั่งหมดสภาพอยู่ข้างๆ ด้วย
ผ้าก๊อซสีขาวพันรอบศีรษะจุดที่โดนตีจนแตกแต่แปลกมากที่มันมีแปะอยู่บริเวณปลายคางด้วย ถ้าจำไม่ผิดฉันว่าฉันไม่ได้ฟาดเขาตรงนั้นนะ
และสิ่งที่สงสัยก็กระจ่างขึ้นเมื่อวินเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆพร้อมกับตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาที่เ้าทุกข์ร้องเรียน ของฉันคือการใช้ขวดแก้วฟาดศีรษะส่วนของวินคือใช้เท้าเตะปลายคางของไมลล์
แต่สุดท้ายเื่ก็จบเพียงแค่เราทั้งคู่เสียเงินจ่ายค่าทำร้ายร่างกายเท่านั้นเพราะไมลล์ไม่้าให้มันเป็เื่ใหญ่ เขากลัวว่าเื่นี้จะกลายเป็ข่าวและชื่อเสียงอาจเสียหายได้
ก่อนจะหันหลังเดินออกมาไมลล์ได้เข้ามาหาพร้อมทั้งเอ่ยคำขอโทษที่ฉันมองออกว่าเขาไม่ได้เสแสร้ง
ถึงแม้ว่าจะโกรธและเกลียดพวกนั้นมากแค่ไหนแต่เมื่อได้รับคำขอโทษอย่างจริงใจฉันก็จะไม่แค้นเคือง แต่หวังว่าชาตินี้จะไม่มีอะไรที่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีกนะ
ลาก่อนลาขาด อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย!!