“ท่านย่าท่านย่าขอรับ ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงะโที่ดังลั่นมาแต่ไกลทำให้นางหูถึงกับสะดุ้งมือเหี่ยวย่นเกือบจะปล่อยหม้อที่ถือไว้หลุดจากมือนางหันหน้าไปมองหลานชายและเอ่ยเสียงดุ “ิเอ๋อร์เหตุใดจึงส่งเสียงดังนักเล่า ย่าเกือบทำหม้อหลุดมือ”
“ท่านย่าข้ามีของดีมาฝากขอรับ”
จางอี้ิวางตะกร้าผักบนพื้นเขาก้มลงหยิบสิ่งที่ถือไว้ออกมา มันเป็ห่อขนาดไม่ใหญ่นัก ทำมาจากใบไม้ใหญ่ซ้อนกันมือเล็ก ๆ คลายออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน แม้จะเก็บมาเพียงเล็กน้อย แต่เขามั่นใจว่านางหูไป๋หงต้องพอใจอย่างแน่นอนอี้ิยื่นมันให้ท่านย่าดูพร้อมรอยยิ้มกว้าง แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่คำชมอย่างที่ตนหวังแต่เป็เสียงดุยกใหญ่
“ิเอ๋อร์เ้าเก็บสิ่งใดมา ย่าไม่เห็นรู้จัก เอาผักป่ามาให้ย่าได้แล้ว”
“ท่านย่าท่านไม่รู้จักสิ่งนี้หรือขอรับ”
“มันคืออะไรเล่า”
“มันคือผำหรือไข่น้ำขอรับนำมาทำน้ำแกง ผัดใส่ไข่ อร่อยมากเลยขอรับ ข้าเก็บมานิดเดียวเพราะว่ากลัวตกลงไปในบึง รอบหน้าข้ารบกวนท่านย่าไปเก็บให้ข้าหน่อยได้ไหมขอรับ”
“ิเอ๋อร์อย่าบอกนะว่าเ้าเดินออกนอกเส้นทางไปทางบึงน้ำ มันอันตรายมากครั้งหน้าเ้าห้ามไปคนเดียว เข้าใจที่ย่าบอกหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับต่อไปข้าจะไม่ทำให้ท่านย่าเป็ห่วงอีก ข้ายังมีผักอีกอย่างนะขอรับท่านย่าพอจะรู้จักผักชนิดนี้หรือไม่”
จางอี้ิคอตกและวางห่อไข่น้ำลงบนพื้นเขาหยิบผักอีกชนิดออกมา มันเป็ผักที่มีลักษณะเป็ปล้อง เส้นยาวใบและลำต้นออกสีเขียว ผู้คนนิยมนำมารับประทานไม่น้อย เด็กน้อยยื่นให้ท่านย่าดูพลางจ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อนางหูต้องรู้จักแน่
“มันมิใช่หญ้าหรือิเอ๋อร์”
ผิดคาด...ท่านย่าไม่รู้จักผักชนิดนี้หรอกหรือ
“หญ้าหรือขอรับ”อี้ิเอียงคอ “เหตุใดท่านย่าจึงบอกว่ามันคือหญ้าขอรับ”
“ไม่มีใครเอาต้นนี้ไปทำอาหาร”นางหูตอบ “มันมีเยอะแยะตามลำธารเ้าคิดว่ามันกินได้หรือิเอ๋อร์”
“ท่านย่านี่เรียกว่าผักบุ้ง มันกินได้ขอรับ เอามาผัดไฟแดง อร่อยมากเชียวล่ะ”
“ผัดไฟแดงเป็อย่างไรหรือ”
“ผัดไฟแดงคือการผัดผักบุ้งในน้ำมันด้วยไฟที่แรงมากๆ ขอรับ”
“การผัดคืออันใดแล้วน้ำมันคืออันใด” ท่านย่าขมวดเรียวคิ้ว “เ้าพูดสิ่งใดกันิเอ๋อร์”
“ห๊า!!!ท่านย่าไม่รู้จักน้ำมันสำหรับผัดหรือขอรับ”
หูไป๋หงส่ายหน้าเป็คำตอบั้แ่นางเกิดมาจนอายุปูนนี้ ผ่านอะไรมามากมายแต่ไม่เคยได้ยินคำว่าผัดและน้ำมันจางอี้ิถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง เขาหลุดมาอยู่ยุคไหนกันแน่เหตุใดจึงยังไม่มีการทำอาหารด้วยน้ำมัน ยังไม่รู้จักการผัดหรือผักบุ้งในนิยายที่เขาเขียนมาหลายเื่ มันยังไม่มีเหตุการณ์แบบนี้
“ิเอ๋อร์เราพักเื่ผัก เื่ผัดพวกนี้ไว้ก่อนดีหรือไม่ย่าขอทำอาหารให้พ่อกับแม่ของเ้าเสียก่อน ป่านนี้อาจจะหิวจนเป็ลมแล้วก็ได้”นางหูเอ่ยตัดบท ตอนนี้ลูกชายและลูกสะใภ้คงหิวแย่แล้วทำงานกันั้แ่เช้าจนตะวันขึ้นตรงหัว
“นี่ขอรับผักป่าที่ข้านำไปล้าง” เด็กน้อยหยิบตะกร้าผักขึ้นมาและยื่นให้ผู้เป็ย่าเขาไม่ลืมหยิบผักบุ้งแยกออกมาด้วย
จางอี้ิเดินไปดูว่าวิธีการทำอาหารที่ท่านย่าเอ่ยถึงว่าเป็อย่างไรการทำงานเป็คนขายอาหารตามสั่งดึงดูดให้เขาสนใจและอยากเรียนรู้การทำอาหารในยุคนี้เผื่อจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย ไม่อยากจะคุย แต่รสมือของเขาเป็เลิศไม่แพ้ใคร
นางหูต้มโจ๊กธัญพืชไว้รออยู่แล้วระหว่างที่หลานชายนำผักป่าไปล้างเมื่อได้ผักที่สะอาดแล้ว นางจึงนำมาเด็ดให้สั้นลงแล้วใส่ลงไปในหม้อ ปิดฝาทิ้งไว้ไม่นานก็ยกลงจากเตา จางอี้ิถึงกับใจนตาโตที่ขั้นตอนในการทำมีแค่ต้มธัญพืชแล้วใส่ผักป่าลงไปเท่านั้นไม่ได้ใส่เครื่องปรุงอะไรเลย
“ท่านย่าขอรับเหตุใดถึงไม่มีเครื่องปรุงอันใดใส่ลงไปเลยเล่าขอรับ”
“เครื่องปรุงบ้านเราไม่มีหรอกิเอ๋อร์ครอบครัวเราไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเครื่องปรุง ได้แต่กินโจ๊กผักต้มแบบนี้แหละ”
ตายแล้วไอ้นนท์นี่มันไม่ยากจนแล้ว แต่มันโครตจนเลยต่างหาก จนถึงขนาดที่ไม่มีอะไรจะกินแล้วแล้วแบบนี้เมื่อไหร่เขาจะโตกันล่ะว่าแล้วก็ก้มลงมองไปยังร่างกายที่ผอมแห้งของตนเอง สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงสังเวช
“เครื่องปรุงมีอันใดบ้างขอรับ”
“เกลือให้รสเค็มน้ำตาลให้รสหวาน ซีอิ้ว เหล้า แล้วก็เครื่องเทศต่าง ๆ ใช้ปรุงรสิเอ๋อร์ถามทำไมหรือ”
ยังดีที่มีซีอิ้วนึกว่าจะไม่มีเครื่องปรุงรสอื่นแล้วนอกจากเกลือกับน้ำตาลเหมือนนิยายเื่อื่น
“เกลือน้ำตาล ซีอิ้ว เครื่องเทศพวกนี้คงมีราคาแพงมากเลยใช่ไหมขอรับบ้านเราถึงไม่มีแม้สักอย่าง”
“ใช่จ้ะเครื่องปรุงมีราคาแพงมาก เกลือแพงที่สุด รองลงมาคือซีอิ้ว น้ำตาลแล้วก็เครื่องเทศต่าง ๆ” ท่านย่าพยักหน้านางตอบไปด้วยท่าทางที่ไม่ได้ทุกข์ร้อนนักแต่ในใจกลับปวดร้าวยิ่งหลานชายเอ่ยถามด้วยความใสซื่อก็ยิ่งน้อยใจในโชคชะตาของตนเอง
“ิเอ๋อร์อยู่บ้านคนเดียวได้หรือไม่ย่าจะเอาอาหารไปส่งให้บิดามารดาของเ้าที่ไร่หัวหน้าหมู่บ้าน”หญิงชราเอ่ยถามพร้อมแย้มรอยยิ้มบางๆนางตักโจ๊กใส่ภาชนะเพื่อเตรียมนำไปให้บุตรชายและสะใภ้
“ท่านย่าข้าไปด้วยขอรับ ข้าอยากเห็นไร่และรอบ ๆ หมู่บ้าน” จางอี้ิอ้อนเขาไม่ยอมอยู่บ้านคนเดียวแน่ มันน่าเบื่อจะตายไป การออกไปข้างนอกเดินรอบ ๆหมู่บ้านอาจจะทำให้เขามีหนทางที่จะหาอาหารและเงินเข้าบ้านได้ เพราะนิยายเื่ไหนๆ มันก็ต้องเข้าป่าหาอาหารกันทั้งนั้น
“ได้สิ”หูไป่หงมองหลาน “ไปกันเถอะป่านนี้พ่อแม่เ้าคงรอนานแล้ว”
สองย่าหลานเดินทางไปที่ไร่ของหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปใช้เวลาเดินประมาณหนึ่งเค่อครึ่งก็ถึง นางหูจับมือหลานชายไว้ตลอดเวลาในตอนแรกเด็กชายไม่ยินยอม เขาอายุขนาดนี้แล้ว สามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องจับมือถือแขนให้กลัวหลงแต่เพราะท่านย่าขู่ว่าจะไม่พาไปด้วย จางอี้ิจึงยอมแต่โดยดี
เดินจูงมือกันแบบนี้ก็อบอุ่นดีเหมือนกันแฮะ
ระหว่างทาง เด็กตัวน้อยเอ่ยถามถึงเื่ราวในหมู่บ้านหลัวถงั้แ่เดินออกจากบ้านจนถึงไร่ที่จางอี้เทากับหลี่อ้ายทำงานท่านย่าเต็มใจตอบคำถาม นางเล่าเื่ราวมากมายในขณะที่หลานชายก็เอ่ยถามไม่หยุด เสียงเจื้อยแจ้วจึงดังตลอดทาง
จากข้อมูลที่สอบถามมาจางอี้ิจึงได้ข้อสรุปว่าโลกใบนี้และหมู่บ้านหลัวถงเป็โลกคู่ขนานมีกลิ่นอายคล้ายประเทศจีน ไม่ว่าจะการแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรมต่าง ๆเพียงแต่มีบางอย่างที่มันขัดกับความรู้ที่เขารู้มา
แคว้นที่เขาอาศัยอยู่นี้มีชื่อว่าแคว้นฉินมีการปกครองด้วยองค์จักรพรรดิ เมืองหลวงมีชื่อว่า ซูโจวที่นั่นเคยเป็บ้านของเขาก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านหลัวถงซึ่งเป็หมู่บ้านหนึ่งในเมืองไห่ถัง เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีสิ่งใดนักแม้แต่การเดินทางจากเมืองหลวงมายังหมู่บ้านหลัวถงเองก็ใช้เวลานานกว่าสิบวัน
ขณะนี้ บ้านเมืองอยู่ใน่สงบศึกหลังาเพียงแค่ สิบห้าปี อาหารจึงยังไม่เพียงพอแรงงานยังคงขาดแคลน แต่ศิลปะการแสดงเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
สำหรับการเดินทางจากหมู่บ้านหลัวถงเข้าไปในเมืองไห่ถังใช้เวลาเดินเท้าหนึ่งชั่วยาม หากเดินทางด้วยเกวียนจะใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นแต่ถ้าเป็รถม้าหรือม้า ก็จะย่นระยะเวลาไปอีกครึ่งหนึ่งของการเดินทางด้วยเกวียน
ค่าแรงชาวบ้านทั่วไปขั้นต่ำอยู่ที่ยี่สิบอีแปะต่อวันโดยคนจ้างไม่ได้เลี้ยงอาหาร ชาวบ้านกินอาหารวันละสองมื้อ คือมื้อแรกเวลาประมาณ ยามอู่ (11.00 – 12.59) มื้อสุดท้ายประมาณยามโหย่ว(17.00 – 18.59) การซื้อขายสินค้าจ่ายเป็เงินตำลึง
ครอบครัวจางไปรับจ้างทำงานในไร่ของหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อแลกกับธัญพืชโดยไม่รับเงินค่าจ้างแต่อย่างใด
ค่าเงินหนึ่งพันอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึง และสิบตำลึงเท่ากับหนึ่งตำลึงทอง
เครื่องปรุงมีเพียงเกลือและน้ำตาลเท่านั้นซึ่งมันก็มีราคาแพงมากชาวบ้านยากจนเช่นครอบครัวของเขาในตอนนี้ถึงไม่มีเครื่องปรุงใช้เลยอย่าว่าแต่เครื่องปรุงเลย แค่ธัญพืชหยาบก็หาได้ยากแล้ว
สำหรับวิธีการปรุงอาหารชาวบ้านรู้จักแค่การต้ม ย่าง นึ่ง อบ เพียงเท่านั้น
ชาวบ้านมีอาชีพหาของป่าสมุนไพร เกษตรกรรมและการประมง เพราะหมู่บ้านหลัวถงด้านหลังติดูเาด้านหน้าติดทะเล ช่างเหมาะจะเป็หมู่บ้านเศรษฐกิจโดยแท้
สำหรับอาชีพประมงมีชาวบ้านเพียงไม่กี่หลังที่มีเรือหาปลา นอกจากนั้นจะเป็การจับปลาจากการดำน้ำและใช้แห ปกติแล้ว คนหาปลาจะนำปลาไปขายในเมืองด้วยตนเองแต่ชาวบ้านทั่วไปมักนำสิ่งของที่หามาได้ไปขายให้กับท่านลุงผิงชายแก่วัยเกือบห้าสิบปีที่มีเกวียนรับคนจากหมู่บ้านเข้าเมืองโดยคิดค่านั่งเกวียนไปและกลับคนละสิบอีแปะ ลุงผิงจะนำสินค้าไปขายในเมืองอีกทีนอกจากนี้ ลุงผิงยังรับซื้อของในเมืองกลับมาขายในหมู่บ้านด้วย
บ้านของครอบครัวจางอยู่ตรงท้ายหมู่บ้านติดกับูเามีข้อดีคือไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับชาวบ้าน ข้อเสียคืออาจจะมีสัตว์ร้ายหลงเข้ามาทำร้ายร่างกายแต่ก็ยังไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หมู่บ้านนี้มีจำนวนสามสิบหมู่ถือว่ามีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ตอนนี้ครอบครัวของเขายังไม่ได้ทำสิ่งใดเพราะย้ายมาได้เพียงเดือนกว่าจางอี้ิก็ล้มป่วย หัวหน้าหมู่บ้านจึงแนะนำให้เพาะปลูกในปีหน้า อีกอย่างเพราะกำลังจะเข้าฤดูเหมันต์แล้วด้วย
“ท่านย่าขอรับท่านแม่จะทำงานในไร่ได้หรือไม่ขอรับ”
“ิเอ๋อร์ย่าก็ไม่รู้เหมือนกัน แม่ของเ้าเป็หญิงสาวในห้องหอ งานหนักไม่เคยได้จับย่าก็หวังว่าแม่ของเ้าจะไม่เป็อะไร”นางหูก้มลงตอบคำถามของหลานชายด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“ข้าจะรีบโตขอรับข้าจะหาเงินมาให้ท่านย่า ท่านพ่อ กับท่านแม่เยอะ ๆ เลยขอรับ”
“ิเอ๋อร์เ้าช่างเป็เด็กดี กตัญญูรู้คุณคนยิ่ง ย่าจะรอวันนั้นนะแต่ตอนนี้ย่าว่าพวกเรารีบเดินไปให้ถึงไร่ก่อนดีหรือไม่ท่านพ่อท่านแม่ของเ้าคงหิวข้าวแล้วเป็แน่”
“ดียิ่งขอรับ”
บทสนทนาจบลงเท่านั้น สองย่าหลานรีบเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเท่าตัวหวังว่าจะไปถึงไร่ทันเวลาพักของจางอี้เทาและหลี่อ้ายแต่เมื่อเดินทางมาจนจวนจะถึงแคร่ไม้สำหรับพักผ่อนเสียงเซ็งแซ่ก็ดังออกมาจากกลุ่มชาวบ้านที่ยืมรวมตัวกันจางอี้ิและนางหูมองหน้ากันด้วยความสงสัยก่อนจะเดินเข้าไป
“เกิดอะไรขึ้น”หูไป๋หงเอ่ยถาม นางจูงมือหลานชายเดินเข้าไปหาเมื่อเห็นว่าชาวบ้านกำลังโบกไม้โบกมือเหมือนเรียก
“สะใภ้จางน่ะสิคงเป็ลมแดด” ชาวบ้านคนหนึ่งตอบก่อนคนที่เหลือจะเดินแยกย้ายกันไปพักผ่อนและแกะห่อข้าวออกมากินเหลือเพียงครอบครัวจางเท่านั้น นางหูรีบเดินเข้าไปหาวางห่อข้าวที่ต้องนำมาส่งไว้บนแคร่ไม้ไผ่
“อาเทาสะใภ้เป็เช่นใดบ้าง”
“ท่านแม่น้องหญิงเป็ลมแดดไปกว่าสองเค่อแล้วขอรับ ทำยังไงก็ไม่ฟื้นข้าว่าเราไปตามหมอผิงมาดูอาการดีหรือไม่ขอรับ”
“อย่าเพิ่งขอแม่ดูอาการนางก่อน” นางหูลงมือบีบนวดและใช้ใบไม้แถวนั้นมาพัด ผ่านไปชั่วอึดใจสะใภ้จางจึงเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา
“ฟื้นแล้วท่านแม่ฟื้นแล้วขอรับ” เป็จางอี้ิที่นั่งใกล้มารดาของตนเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจเด็กชายรีบร้องเรียกมารดา
“ิเอ๋อร์ท่านแม่ ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ” หลี่อ้ายคว้าตัวบุตรชายมาสวมกอดไว้หลวม ๆก่อนจะคลายวงแขน นางหันไปมองสมาชิกในครอบครัวที่เหลือแล้วถามออกมา
“น้องหญิงเ้าเป็ลมแดด ตอนนี้เรายังอยู่ที่ไร่ของหัวหน้าหมู่บ้าน”
“ท่านพี่ข้าเป็ลมเช่นนี้คงทำงานต่อไปไม่ได้ เราจะได้ส่วนแบ่งอาหารหรือไม่เ้าคะ”
ในฐานะที่เป็สะใภ้หลี่อ้ายมีความกังวลขึ้นมาทันทีเมื่อได้รับคำตอบถ้าไม่ได้ส่วนแบ่งอาหารแล้วตนเองยังมาล้มป่วย คาดว่าครอบครัวคงแย่ยิ่งกว่านี้
“สะใภ้จางไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะให้ส่วนแบ่งธัญพืชกับเ้าเหมือนเดิมป่วยก็กลับไปพักให้หายก่อน ถ้าดันทุรังทำงานต่อไปข้าเกรงว่าร่างกายเ้าคงย่ำแย่จนลุกไม่ขึ้นเป็แน่” ซุนซูเย่ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยขึ้นเขายิ้มปลอบใจและเดินกลับไปกินข้าวกับครอบครัวตนเองอีกมุมหนึ่ง
“ขอบคุณพี่ซูเย่พวกข้าเกรงใจพี่ซูเย่ยิ่งนัก” จางอี้เทาเอ่ยด้วยความเกรงใจครอบครัวเขาทำงานก็ไม่ใช่จะได้เต็มที่ เนื่องจากไม่เคยมีใครต้องทำงานหนักมาก่อนงานอันใดที่ได้รับมอบหมายมา ก็ช้ากว่าชาวบ้านคนอื่น แต่ซุนซูเย่ก็ไม่เคยเอ่ยตำหนิทั้งยังคอยให้กำลังใจรวมถึงสอนงานต่างๆ มากมาย
“อาเทาเ้ามากินข้าวก่อนเถอะ ตอนบ่ายจะได้ไปทำงานได้ตามปกติ ยิ่งอาเย่ไม่ตำหนิเรายิ่งต้องเกรงใจ” นางหูเอ่ย
“หลี่อ้ายเ้าลุกขึ้นไหวหรือไม่ ลุกมากินข้าวก่อน เสร็จแล้วข้าจะพาเ้ากลับบ้านคงต้องให้พักตามที่อาเย่บอก ไม่เช่นนั้นเกิดเ้าล้มป่วยไปมากกว่านี้คงไม่ดีเป็แน่”
“ท่านแม่ิเอ๋อร์ ท่านกินข้าวหรือยังขอรับ”
“แม่กับอาิก็ยังไม่ได้กินเช่นกันแม่รีบเอาข้าวมาส่งให้ลูกก่อน”
“เช่นนั้นพวกเรามากินด้วยกันเถอะขอรับ”
จางอี้เทาเสนอเขาชวนให้ทุกคนกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าถึงแม้ว่าอาหารที่มีจะเป็แค่โจ๊กธัญพืชผักป่า แต่เมื่อทำงานหนักและความหิวมาเยือนทันทีที่ได้ลิ้มรสคำแรก ก็ชวนให้รู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย
ขอบคุณท่านเทพทั้งหลายที่ยังให้พวกข้ามีข้าวกินในวันนี้
จางอี้เทากล่าวขอบคุณ์ในใจเงียบ ๆ
แต่ไม่ใช่กับจางอี้ิ เขาจะไม่ยอมทนกินอาหารหมูแบบนี้แน่
คิดสิคิด ในการหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เราเคยทำมาก่อน ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์
สิ่งแรกคือต้องไปหาของกินในป่า นิยายเื่ไหน ๆของกินหรือสมุนไพรล้ำค่ามักอยู่บนเขาทั้งนั้น
เห็นทีเขาต้องขึ้นเขาโดยเร็วซะแล้ว