วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 10
ความสงสัยยังไม่กระจ่าง บ่าวรับใช้ที่หยวนซูลี่สั่งให้ตามติดเว่ยตงหยางอย่างลับๆ ก็เข้ามาแจ้งข่าว เรือนปีกขวาที่คุณหนูใหญ่เป็เ้าของถึงกับว้าวุ่น บ่าวรับใช้ทุกคนยืนเรียงแถวกัน บุรุษอยู่หน้า สตรีอยู่หลัง จากนั้นต่างคนต่างเปิดดูแต้มสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าของกันและกัน
ไร้คู่มีสัญลักษณ์หลงเหลือ มีคู่ลบเลือนไม่เห็นรอย
“เช่นนั้นข่าวที่อาิมาแจ้ง และสิ่งที่ข้าได้ยินมาจากข่าวลือและหูตนเองเล่า หมายความเช่นไร”
คุณหนูใหญ่หย่อนกายนั่งลงบนแผ่นรองนั่งแล้วพึมพำเสียงเบาพร้อมขมวดคิ้วด้วยความมึนงง
บ่าวทุกคนถูกสั่งให้แยกย้ายเข้านอน เหลือเพียงแม่นางเสี่ยวเจียวที่คอยดูแลคุณหนูอยู่ไม่ห่าง
“คุณหนูเ้าคะ ตำราที่สั่งให้หาเ้าค่ะ” สาวใช้ยื่นหนังสือกลางเก่ากลางใหม่ที่หยิบมาจากชั้นหนังสือของท่านราชครู ใส่มือคุณหนูของตน
“ขอบใจเสี่ยวเจียว”
หยวนซูลี่รีบพลิกแผ่นกระดาษ ไล่สายตาอ่านตัวอักษรที่บิดาของนางตวัดปลายพู่กันบันทึกเอาไว้
‘ระเบียบบัญญัติแคว้นฉินรัชศกหย่งเฉาที่ 25 บทที่ 155 วรรค 3บุรุษต้องมีจุดแดงแต่งแต้มบนกายบริเวณแผ่นอกขวา หากคนผู้นั้นยังไม่ออกเรือนหรือยังไม่ต้องมือสตรีใด
ส่วนสตรี จุดสีแดงอยู่บนหน้าอกด้านซ้าย ตีตราว่าไร้สามี ยังคงผุดผ่องรักษาพรหมจรรย์’
กฎของแคว้นที่สืบทอดกันมาั้แ่บรรพบุรุษ ไม่เคยเปลี่ยนกฎแต่อย่างใด
“คุณหนูเ้าคะ สิ่งที่อาิรายงานเมื่อครู่ คุณหนูจะสั่งให้เขากระทำสิ่งใดต่อหรือไม่เ้าคะ” นางเห็นเ้านายของตนเงียบเสียงไป อีกทั้งบ่าวรับใช้ผู้คอยสืบข่าวก็ยังคงรอรับคำสั่งอยู่หน้าเรือนนอน
“อ้อ บอกอาิให้ละเว้นไปก่อน หากข้ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงจะบอกอีกที”
“เ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเจียวเดินออกจากห้องไปบอกอาิ
ทิ้งหยวนซูลี่นั่งหน้านิ่ง หากแต่ในหัวกำลังใคร่ครวญและปะติดปะต่อเื่ราวเข้าด้วยกัน
อาิรายงานนางว่าเว่ยตงหยางเข้าไปในหอคณิกาและเรียกแม่นางผู้หนึ่งมาปรนนิบัติ
“กระทำตัวเฉกเช่นบุรุษเสเพลมากรัก แต่เหตุใดจุดแต้มยังคงอยู่กันล่ะ”
ครุ่นคิดจนเวียนศีรษะก็ยังไม่กระจ่าง
ราตรีนี้มีสายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้เส้นผมพลิ้วไหว ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน จันทราบนฟ้าเด่นกระจ่างท่ามกลางเมฆสีเทาดำ หยวนซูลี่จึงเดินออกมานอกเรือนเพื่อสูดอากาศ เผื่อความคิดจะโปร่งโล่งแล้วเข้าใจได้เสียทีว่าเหตุผลใดที่ทำให้แผ่นอกของเว่ยตงหยางยังคงมีแต้มแดง
…วันต่อมา ยามซื่อ (9:00-10:59)
ราวกับหลงลืมสิ้นถึงความสงสัยเมื่อคืน เพราะตื่นเช้ามาสหายที่หายหน้าห่างตาไปร่ำเรียนวิชาจากสำนักแพทย์ก็คืนกลับเมืองหลวง มิหนำซ้ำรถม้าของ ‘เสวี่ยชิงอิง’ คุณหนูใหญ่จากจวนเ้ากรมพิธีการก็จอดเทียบหน้าประตูจวนราชครู รับเอาหยวนซูลี่ขึ้นนั่งและเคลื่อนมาตามหนทางมุ่งสู่ตลาด
“ลี่เอ๋อร์ ข้าว่าสีชมพูดูงดงามกว่านะ” เสวี่ยชิงอิงผู้คลั่งไคล้สีชมพู เอ่ยบอกสีของอาภรณ์ที่นาง้าจะซื้อเพื่อสวมใส่ อีกทั้งก็หว่านล้อมสหายคนสนิทให้คล้อยตามไปด้วยในตัว
วันมะรืนจะเป็วันแรกของเทศกาลอาบแสงจันทร์ เสวี่ยชิงอิงจึงลากตัวสหายมาช่วยเลือกอาภรณ์เพื่อใส่ไปเที่ยวชมงานที่สวนหลิวท้ายสระวสันต์สิงขร แต่หากจะเอ่ยถามว่าเหตุใดต้องเป็สวนหลิวแห่งนั้น ในเมื่อเมืองหลวงก็มีที่เปิดให้ยืนอาบแสงจันทร์ตั้งหลายที่ เหตุผลมีเพียงข้อเดียวก็คือ เสวี่ยชิงอิงตามติดบุรุษที่นางแอบหมายปองไป และนางก็ลากหยวนซูลี่ไปเป็สหายด้วยอีกทีหนึ่ง
มาถึงเมืองหลวงยังไม่ทันจะหายเหนื่อย แม่นางเสวี่ยก็วางแผนพบหน้าบุรุษเสียแล้ว…
“ข้าว่าไม่เหมาะ ั้แ่วันนี้ไป เ้าจะต้องเปลี่ยนการแต่งตัวเสียใหม่ จะมาสวมใส่อาภรณ์หวานแหววและจืดชืดเช่นเดิมคงไม่ได้ ในเมื่อเ้าก็รู้ทั้งรู้ไม่ใช่หรืออย่างไรว่าถังเฉินชมชอบสตรีเช่นไร” หยวนซูลี่ร่ายยาวใส่เสวี่ยชิงอิงสหายผู้คลั่งรัก แต่ไม่คิดจะพัฒนาการแต่งตัวให้เป็ที่สนใจของคนที่แอบปลาบปลื้มเลย เอาแต่เฝ้าติดตามเขาเงียบๆ โดยไม่แสดงตัวเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องทำตัวเองให้โดดเด่นขึ้นมา ถังเฉินจึงจะสามารถสังเกตเห็นว่ารอบข้างเขานั้น มีสตรีนางหนึ่งที่คอยมองอยู่
“ก็สีชมพูเข้ากับข้าที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ”
“ไม่ได้บอกว่าไม่เข้ากับเ้า แต่แค่จะให้เลือกที่มันดึงดูดมากกว่านี้สักหน่อย”
หยวนซูลี่มองดูลวดลายบนอาภรณ์สีชมพูหวานที่เสวี่ยชิงอิงเลือกแล้วก็ได้แต่กุมขมับ นางเลือกสีชมพูแต่กลับเต็มไปด้วยลายปักมากมายแถมยังหลากหลายลายตาไปหมด อย่างกับอาภรณ์สมัยเมื่อ 100 ปีก่อนอย่างไรอย่างนั้นเลย
“เ้าค่ะคุณหนูหยวน! ข้าจะใส่ตามที่คุณหนูแนะนำก็ได้เ้าค่ะ” ในวาจายินยอมแอบซ่อนความประชดประชันทีเล่นทีหยอก “เช่นนั้นเ้าก็เลือกมาได้เลยลี่เอ๋อร์” เสวี่ยชิงอิงยอมรับข้อเสนอของสหายสนิท และพร้อมที่จะทำตามอย่างขยันขันแข็ง
“ดี คิดถูกแล้ว” หยวนซูลี่บอกกับสหายและยิ้มเป็กำลังใจให้กับนาง
เพื่อความรักและคนที่เรารักแล้ว เราจะต้องทำให้ตัวเองมีคุณค่าและทำให้เขาหันกลับมารักเราด้วย!
เทศกาลอาบแสงจันทร์ประจำปีก็เหมือนเป็การปัดเป่าสิ่งเก่าแล้วริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ของชาวแคว้นฉิน และยังเป็เทศกาลกระชับความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย เพราะเวลาอาบแสงจันทร์ก็จะมีการนั่งรับประทานอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มใต้ต้นหลิว มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันและกัน จนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น
“ข้าจะเข้าไปช่วยเ้าที่หอน้ำชาด้วย อยากดูสิว่ากิจการแรกของเถ้าแก่เนี้ยคนงามแห่งเมืองฉินจะขายดีมากเพียงใด และอีกอย่างข้าก็อยากชิมขนมฝีมือสหายเช่นเ้าด้วย” น้ำเสียงอ่อนหวานของเสวี่ยชิงอิงเอ่ยบอกกับหยวนซูลี่หลังจากพวกนางได้ซื้ออาภรณ์กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
สองสตรีสหายรักเลยเดินจูงมือกันไปยังรถม้าที่จอดรออยู่
…ณ หอน้ำชาสกุลหยวน
เสียงกระดิ่งแขวนประตูดังเป็สัญญาณบอกว่ามีลูกค้าเข้ามาในร้าน ซึ่ง่นี้เมืองหลวงกำลังเตรียมการสำหรับเทศกาลอาบแสงจันทร์ ผู้คนจากเมืองอื่นจึงเดินทางมาพักค้างแรมเพื่อเฝ้ารอวันพรุ่งนี้ โรงเตี๊ยมและร้านค้าทุกแห่งจึงแน่นขนัด ไม่เว้นแม้แต่หอน้ำชาที่เพิ่งเปิดใหม่ของหยวนซูลี่ด้วย
แต่เหตุผลข้างต้นอาจเป็เพียงแค่เสี้ยวเดียวสำหรับร้านแห่งนี้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็สตรีที่ได้ข่าวว่ามีวีรบุรุษจากหัวเมืองใต้อย่างหลานอี้นั่งอยู่ในนี้ พวกนางก็คอยแวะเวียนมาส่องใบหน้าหล่อๆ ของบุรุษให้ได้ชื่นฉ่ำใจ
จานขนมหนวดัที่เปลี่ยนจากหนวดสีขาวเป็สีเขียวถูกวางลงบนโต๊ะของหลานอี้โดยที่เขาไม่ได้สั่ง แต่มันเป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของเ้าของร้านอย่างหยวนซูลี่ และนางเองที่เป็คนถือขนมมาให้ ก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กซึ่งวางอยู่ตรงข้ามกับหลานอี้ด้วย
“จะบอกว่าขอบคุณก็ขอบคุณนะ แต่จะบอกว่าเหนื่อยก็เหนื่อยเช่นกันเ้าค่ะ” นางทำเสียงเหนื่อยอ่อนใส่คุณชายหลาน หลังชายหนุ่มหันมายักคิ้วให้เพื่อบอกเป็นัยๆ ว่า เป็เช่นไร ขายดีเป็เทน้ำเทท่าเพราะเขาเลยนะ
“เท่านี้ถึงกับบ่นเลยหรือ” น้ำเสียงทุ้มกลั้นหัวเราะแล้วเอ่ยกับนาง เขาอดขำในท่าทางอ่อนล้าของคุณหนูผู้ไม่ค่อยจะได้หยิบจับงานอะไรเท่าไหร่นักไม่ได้
“เพราะเ้าคนเดียวเลยหลานอี้ที่ทำข้าเหนื่อย” น้ำเสียงประชดประชันถูกส่งออกไป นางเมื่อยและล้าจริงๆ
ร้านเพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน พนักงานไม่เพียงพอต่อลูกค้ามากมายขนาดนี้ แถมวันก่อนหน้าเกิดเื่ขึ้นจนคนไม่กล้ามาทำงานที่หอน้ำชาของนางเพราะคุณชายไร้มารยาทผู้นั้นข่มขู่ หยวนซูลี่จึงต้องมาต้อนรับลูกค้าเอง แถมยังทำหน้าที่เฉกเช่นบ่าวรับใช้ในร้านคนอื่นๆ จนปวดเมื่อยตัว
“…” หลานอี้ยังคงจิบชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวในการประชดประชันของคุณหนูหยวน
เสวี่ยชิงอิงก็กลับจวนไปั้แ่ยามเว่ย (13:00-14:59) แล้ว เลยเหลือคนช่วยในร้านแค่ไม่กี่คนเอง เ้าของร้านคนงามถึงได้เอาแต่นั่งทำหน้ามุ่ยและนวดแขนตัวเองไปพลางๆ เพื่อคลายความล้า
และแล้วหยวนซูลี่ก็คิดเื่ดีๆ ออก!
“คุณชายหลานอี้เ้าคะ” เสียงอ่อนหวานยานคางและกะพริบตาถี่ๆ ของหยวนซูลี่ ถูกส่งไปยังเป้าหมายในครั้งนี้
ร่างหนาที่นั่งนิ่งอยู่ก็รู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาหาเขา น้ำเสียงอ่อนหวานก็จริง แต่จุดประสงค์ของการทำน้ำเสียงและท่าทางเช่นนี้ของหยวนซูลี่นั้น จะต้องซ่อนบางสิ่งแอบแฝงเอาไว้เป็แน่
“ขนลุก” เสียงทุ้มเอ่ย
มือหนาลูบแขนตัวเองเบาๆ และส่งสายตาจับผิดไปหาเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังทำตาปริบๆ อยู่
แต่แล้ว...
เสียงกระดิ่งแขวนประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
......ให้เดา ใครมาเอ่ย?.....
อ่านต่อในอีบุ๊ค Meb