พลิกชะตาคราที่สาม {ย้อนเวลา}

    ลงโทษ

    บทที่ 13 ความรักที่แท้จริง

    เรื่องในเหตุการณ์เมื่อคืนสร้างความประหลาดใจให้แก่บัลลังก์เป็นอย่างมาก ถึงจะเคยมั่นใจว่าตนเองรู้นิสัยของแต่ละคนในครอบครัวมากแค่ไหน ทว่าเหตุการณ์นั้นที่เกี่ยวกับตำแหน่งและเงินทอง ทุกคนทำราวกับว่าตนเองคือหมาบ้าที่จ้องจะตะครุบเหยื่อไม่เลิก

    คล้ายกับว่าไม่เคยรู้จักคนเหล่านี้มาก่อน

    คุณปู่และคุณย่าดูคล้ายจะสนใจแต่สมบัติและการกลับไปของเขา ส่วนคุณย่าทวดก็เริ่มกดดันแม่ขึ้นทุกที ราวกับว่าสิ่งที่เธอทำนั้นผิดมหันต์ ทั้งที่ในอดีตอีกฝ่ายไม่นึกจะใส่ใจอะไรแม่นัก

    ส่วนครอบครัวของคุณปู่วิษณุกับย่ากระรัตก็เอาแต่แปรพักตร์ไม่หยุด หากฝั่งไหนมีฝ่ายจะกุมชัยชนะ แน่นอนว่าทั้งสองคนคงต้องรีบสนับสนุนฝั่งนั้น

    ส่วนครอบครัวของคุณย่านภานั้นไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แม้ว่าคุณอาเมฆาจะมีอำนาจมากขึ้น ทว่าอีกฝ่ายกลับยังทำตัวเหมือนเดิม เว้นก็แต่ช่อฟ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคิดว่าตอนนี้ตนเองเหนือกว่าทุกคนภายในบ้าน บัลลังก์จะไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจหากเธอคนนั้นไม่เสียมารยาทกับแม่ของเขา

    และเธอเหมือนจะไปก่อเรื่องอะไรมา จนถึงขั้นถูกกักบริเวณเอาไว้ จากคำพูดของคนอื่นๆ เด็กชายจึงพอจะเดาได้

    “ทำไมนายทำหน้าเครียดแบบนั้นล่ะ เมื่อเช้าเข้าห้องน้ำไม่สุดเหรอ” ต้นน้ำเอ่ยทักทายจากด้านหลัง

    “ไม่ใช่เรื่องของนาย เลิกมาคุยกับฉันได้แล้ว”

    “ก็นายเป็นเพื่อนคนเดียวของฉันนี่ ถ้าไม่ถามนายจะให้ไปถามใครล่ะ” คนอื่นกลัวเขากันหมดเพราะรูปลักษณ์ภายนอก

    “งั้นก็ไปหาเพื่อนคนอื่นสิ เจ้าโง่!” บัลลังก์เผลอตะคอกใส่อีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

    “เฮ้ยๆ ใจเย็นสิ แค่แกล้งนิดหน่อยเอง ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วยล่ะ”

    “มันเรื่องของฉัน หลีกทางได้แล้ว!” บัลลังก์ไม่รอให้ต้นน้ำหลบ เขาเดินกระแทกไหล่คนตรงหน้าไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง

    “ไปกินรังแตนที่ไหนมาเนี่ย” เด็กชายพึมพำ

    เมื่อต้นน้ำเดินเข้ามาถึงห้องเรียนก็พบว่าเด็กทุกคนกำลังฉีกกระดาษเป็นชิ้นๆ โดยมีบางส่วนทำหน้าที่เขียนตัวเลขลงไปในกระดาษ เด็กชายจึงเดินเข้าไปถามอย่างสงสัย

    “นี่พวกนายกำลังทำเธออะไรกันอยู่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางปกติ แต่เพราะมือที่กำลังซุกไว้ในกระเป๋ากางเกง และคิ้วขมวดมุ่นด้วยความสงสัย สร้างความตกใจให้กับคนอื่นไม่น้อย

    “พะ พวกเรากำลังทำงาน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ

    “แล้วทำงานอะไรล่ะ ฉันก็เห็นอยู่ว่าพวกนายทำงาน”

    “พะ พวกเรากำลังเขียนตัวเลขลงในกระดาษอย่างละสองแผ่น”

    “รู้แล้ว แล้วเขียนไปทำไม”

    “ทะ ทุกเทอมคุณครูจะให้จับฉลากเปลี่ยนที่นั่ง ทะ ทุกคนจะได้รู้จักกันหมด”

    “อ้อ เป็นแบบนั้นเองเหรอ” ต้นน้ำพยักหน้าเข้าใจ จึงเน้นย้ำกับเพื่อนไป “งั้นก็ตั้งใจทำล่ะ ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกแล้วกัน”

    “อะ อืม นะ นายไปเถอะ” เขาพยักหน้ารัวๆ

    ต้นน้ำไม่อยากจะใส่ใจคนพวกนี้มากนัก เนื่องจากรู้ดีว่าทุกคนต่างเป็นลูกคุณหนู ลูกคุณชายของที่บ้าน และด้วยที่เขามีลักษณ์เหมือนนักเลงแบบนี้ จึงไม่มีใครสนใจเป็นเพื่อนกับเขามากนัก

    แน่นอนว่าเขาก็ต้องอยากช่วยเพื่อนทำกิจกรรมเหล่านี้เช่นกัน ทว่าเพียงแค่เดินไปถามก็โดนอีกฝ่ายกลัวเข้าให้แล้ว

    นี่คงเป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่ของเด็กวัยหกขวบ

    พ่อบุญธรรมของเขามักจะสอนเสมอว่าต้องรู้จักปกปิดสีหน้า ไม่แสดงอารมณ์ และเข้ากับคนอื่นในสังคมให้ได้ แต่นั่นกลับเป็นเรื่องยากมากสำหรับต้นน้ำ เพราะทุกคนตัดสินเขาจากภายนอกกันหมด

    “ไม่เป็นไร เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาสักหน่อย”

    นั่งรอเพียงไม่นาน คุณครูประจำห้องเรียนก็เดินเข้ามาเอ่ยทักทายทุกคน ก่อนจะให้เด็กๆ จับกระดาษในกล่องขึ้นมาคนละหนึ่งใบ โดยหากใครได้ตัวเลขเหมือนกันจะต้องได้นั่งด้วยกันบนโต๊ะตัวเลขนั้นๆ

    ต้นน้ำเปิดออกมาพบว่าตนเองได้หมายเลขห้า ซึ่งเป็นโต๊ะท้ายแถวที่ติดกับหน้าต่าง แน่นอนว่านั่นเป็นทำเลทองที่ใครก็อยากได้

    เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวสุดท้ายที่ติดกับหน้าต่าง สายตาทอดมองยาวไปที่สนามหญ้าของโรงเรียน

    “นายได้หมายเลขห้าเหรอ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น

    “นายก็ได้หมายเลขห้าเหมือนกันเหรอ” เขาถามกลับ

    “เอากระดาษมาดู” บัลลังก์ไม่อยากจะเชื่อมากนัก คิดว่าอีกฝ่ายคงจะใช้เล่ห์กลบางอย่างแน่

    “เอาไปดูเลย ฉันไม่ได้โกงอะไรอยู่แล้ว”

    เมื่อเปิดกระดาษแผ่นนั้นดูก็พบว่าเป็นเลขห้าจริงๆ ส่วนกระดาษของเขาก็เป็นตัวเลขเหมือนกันเปี๊ยบ

    บัลลังก์มองไปรอบๆ เห็นเพื่อนทุกคนต่างมองมาที่พวกเขา แต่เขามั่นใจว่าทุกคนต่างก็อยากจะนั่งที่โต๊ะทำเลทองตัวนี้เสียมากกว่า

    “มีใครอยากนั่งที่โต๊ะหมายเลขห้าบ้าง” บัลลังก์เอ่ยถาม แต่คำตอบกลับเงียบกริบ “ไม่มีเลยเหรอ”

    “ฉันคิดว่าไม่มีใครอยากนั่งหรอกนะ”

    “นี่มันอะไรกัน” เขาพึมพำอย่างเหนือความคาดหมาย เพราะโต๊ะตัวนี้คือสิ่งที่ทุกคนแย่งกันมาตลอด แต่วันนี้กลับไม่มีใครสนใจ!

    เมื่อมองไปยังต้นน้ำ บัลลังก์ก็พอจะได้คำตอบแล้ว สาเหตุคงเป็นเพราะว่าไม่มีใครอยากกับเด็กคนนี้เสียมากกว่า ถึงต่อให้ตำแหน่งของโต๊ะจะดีมากแค่ไหน ทว่าก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงชีวิตไว้ที่โต๊ะนี้

    “ซวยชะมัด” เด็กชายบ่น ก่อนจะนั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์

    วันนี้ในคาบแรกเป็นวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนคุณครูได้แจกหนังสือให้กับนักเรียนไปอ่านทบทวนเพื่อเตรียมพร้อมกับเนื้อหาที่จะต้องเรียนในสัปดาห์นี้ ทว่าเมื่อค้นดูในกระเป๋ากลับไม่มีหนังสือเล่มนั้นอยู่

    บัลลังก์รีบค้นหาทุกซอกทุกมุมในกระเป๋าอีกครั้งหนึ่ง

    “นายหาอะไร” ต้นน้ำถาม

    “ไม่ต้องยุ่ง” เมื่อคืนเขามัวแต่คิดเรื่องของญาติๆ จึงไม่มีสมาธิมากนักถึงได้เผลอลืมเอามาตั้งแต่คาบแรกที่เรียน

    “อย่าบอกนะว่าลืมเอาหนังสือวิชานี้มา” ต้นน้ำพูดอย่างรู้ทัน “ได้ยินเขาพูดกันว่าคุณครูวิชานี้โหดมาก ถ้านายเผลอทำผิดตั้งแต่คาบแรกแบบนี้คงต้องโดนหมายหัวทั้งเทอมแน่”

    บัลลังก์ไม่ได้ตอบอะไร เขาเองก็ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของครูคนนี้มาเช่นกัน

    “เอาล่ะนักเรียน หยิบหนังสือขึ้นมาแล้วเปิดไปหน้าที่หนึ่ง” คำพูดแสนธรรมดากับสร้างความหวั่นวิตกให้กับหัวหน้าห้องอย่างบัลลังก์ไม่น้อย เขายังไม่ยอมแพ้ที่จะค้นหาในกระเป๋า “ที่โต๊ะด้านหลังทำอะไรกัน ทำไมไม่อยู่เฉยๆ”

    คุณครูวารุณีเดินเข้ามาใกล้โต๊ะของบัลลังก์และต้นน้ำมากขึ้น สายตาดุและท่าทางที่เนี้ยบของเธอทำให้เด็กหลายคนถึงกับต้องนั่งหลังตรงโดยไม่ตั้งใจ

    เมื่อเดินมาถึงก็พบว่าบนโต๊ะของพวกเขามีเพียงหนังสือเล่มเดียวเท่านั้น หญิงแก่คนนี้จึงยิ้มเยาะขึ้นมา

    “ที่แท้ก็มีคนลืมหนังสือนี่เอง” เธอพูด

    บัลลังก์รู้ชะตากรรมของตัวเองเป็นอย่างดี

    “บอกครูมาสิว่าใครเป็นคนลืม ทั้งที่ได้แจ้งไปแล้วแท้ๆ แต่ก็ยังจะมีคนกล้าแหกกฎอยู่อีก ดูท่าว่าคงจะต้องสั่งสอนให้มากกว่านี้” คำพูดเชือดเฉือนออกมาจากปากของเธอไม่หยุด

    บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงทั้งนั้น เด็กบางคนถึงกับต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้

    “เป็นเธอหรือเธอกันล่ะที่ลืมหนังสือวิชาของครู” ครูวารุณีชี้หน้าเด็กทั้งสองคน “ถ้ายังเอาแต่เงียบแบบนี้เพื่อนคนอื่นๆ ในห้องจะต้องโดนลงโทษแทนนะ”

    คำพูดเมื่อครู่ทำให้เด็กคนอื่นๆ ถึงกับต้องผวา บัลลังก์ไม่สามารถนิ่งได้อีกต่อไป

    “เป็น-”

    “ผมเองครับ” ต้นน้ำพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ผมลืมเอาหนังสือวิชานี้มา”

    บัลลังก์ตกใจกับการกระทำเมื่อครู่ของคนข้างๆ แววตากลมโตสีฟ้าคู่นั้นเบิกกว้างจนน่าตกใจ เขาไม่รู้ว่าทำไมต้นน้ำถึงต้องเอ่ยปากรับผิดชอบความผิดที่อีกฝ่ายไม่ได้ก่อ

    “หืม นายเป็นเด็กใหม่คนนั้นใช่ไหม” วารุณีสายตาใช้สำรวจรูปลักษณ์ภายนอก แม้ว่าเสื้อผ้าของอีกฝ่ายจะดูเรียบร้อย ทว่าร่างกายกลับผอมแห้ง แถมตามตัวยังมีรอยช้ำจางๆ อยู่อีก

    ดูท่าว่าเด็กคนนี้จะถูกปล่อยปละละเลยพอสมควร

    “ใช่ครับ ผมเป็นเด็กใหม่ที่พึ่งเข้ามาเรียน”

    “แถมยังกล้าลืมหนังสือวิชาของฉันอีก”

    “คนเราก็ผิดพลาดกันได้” ต้นน้ำตอบกลับ

    “แต่ต้องไม่ใช่ในวิชาของฉัน!” สิ้นเสียงนี้ก็มีเสียงตบโต๊ะดังขึ้นลั่นห้อง “ออกมานี่!”

    “คุณครูจะทำอะไรครับ” บัลลังก์เอ่ยถาม

    “ทำผิดก็ต้องโดนลงโทษสิ” เธอตอบ ก่อนจะกระชากมือของต้นน้ำขึ้นมา แล้วหันไปกล่าวกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ “ดูเด็กคนนี้เอาไว้เป็นตัวอย่าง! ถ้ามีใครยังกล้าไม่ให้ความสำคัญกับวิชานี้อยู่อีกก็จะต้องโดนลงโทษแบบนี้!”

    ฝ่ามือหนาฟาดไปที่แผ่นหลังของเด็กชายต้นน้ำหลายครั้งด้วยแรงที่มากกว่าเดิมทุกครั้ง จนตัวของเขาโยกไปมา ใบหน้าที่มักจะแสดงออกอย่างหาเรื่องถึงกับต้องขมวดคิ้วให้กับการลงโทษในครั้งนี้

    เด็กคนอื่นๆ ในห้องถึงกับต้องตัวสั่นกลัวกับการกระทำของคุณครู หลายวินาทีผ่านไปเธอจึงเริ่มหยุด ก่อนจะผลักให้เด็กชายกลับไปนั่งที่โต๊ะของเขา

    “นี่คือตัวอย่างการลงโทษ ถ้าหากมีใครกล้าทำผิดกฎของครูหรือของโรงเรียนอีกก็จะต้องโดนแบบนี้ ที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้สนับสนุนความรุนแรงแต่เพราะต้องการให้ทุกคนเป็นเด็กดีของพ่อแม่ ต้องการให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวของพวกเธอ ดังนั้นสิ่งที่ครูทำลงไปจึงเป็นแค่ความหวังดีเท่านั้น”

    ครูวารุณีประกาศก้องต่อหน้านักเรียนทุกคนในห้อง

    “การที่ครูทำแบบนี้เพราะว่าครูรักเด็กทุกคน ไม่อยากให้ใครต้องกลายเป็นภาระของสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องในวันนี้ก็ให้ทุกคนจำไว้ให้ดี สิ่งเหล่านี้ก็เพื่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของพวกเธอ นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง”

    เด็กหลายคนจากที่หวาดกลัวก็เริ่มพยักหน้าเข้าใจกับคำพูดของคุณครูมากขึ้น สิ่งที่เธอทำไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับพวกเขา

    “เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ขอให้จบแค่ในวันนี้ ไม่ต้องเอาไปพูดที่ไหนอีก ครูไม่อยากให้ใครต้องมาชื่นชมว่าหวังดีกับนักเรียนมากไป เพราะสิ่งที่ครูทำอยู่ตอนนี้เป็นหน้าที่ของครูคนหนึ่งที่อยากจะเห็นพวกเธอเติบโตก็เท่านั้น เข้าใจหรือเปล่า”

    “เข้าใจครับ/ค่ะ”

    เด็กทั้งห้องพยักหน้าเข้าใจ รู้สึกทราบซึ้งกับคำพูดอันหวังดีของคุณครู เว้นก็แต่เด็กชายหลังห้องเพียงสองคนที่ยังนั่งนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน

    บัลลังก์คาดไม่ถึงและสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ครูคนนี้พึ่งได้กระทำไปไม่ใช่ความหวังดีเหมือนอย่างที่เธอพูด นี่คือความรุนแรงในโรงเรียน

    เขาหันไปมองต้นน้ำที่ยังนั่งนิ่ง ทว่าก็ต้องขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร ครูวารุณีก็สั่งให้เด็กทุกคนเริ่มอ่านหนังสือ บัลลังก์จึงต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป