ถ้าเป็ในนิวยอร์ค เธอคงไม่ยอมเปิดประตูโดยไม่รู้ว่ามีใครยืนอยู่ข้างนอกแน่ แต่ที่นี่เป็เวอร์มอนท์ เมื่อเธอเปิดประตูด้านในออก ก็เห็นเด็กหญิงสวมเสื้อคลุมสีแดงยืนอยู่ข้างนอก เลสลี่จึงรีบเปิดประตูที่กั้นไว้อีกชั้นหนึ่งออกทันที มองเลยร่างของเด็กหญิงไป แต่ก็ไม่เห็นผู้เป็บิดา
“เฮลโล” ส่วนที่เป็หมวกซึ่งติดอยู่กับเสื้อคลุมสีแดงมิได้ครอบอยู่บนศีรษะ จึงเผยให้เห็นเรือนผมสีดำเป็มัน ความดำสนิทของเรือนผมนั้นทำให้ดวงตาของสาวน้อยเป็สีฟ้าเข้มขึ้น
“เฮลโล ฮอลลี่” เลสลี่รู้สึกแปลกใจเมื่อมองเห็นฮอลลี่ถือถุงกระดาษติดมือมาด้วย
“หนูเข้าไปได้ไหมคะ” เด็กหญิงถาม รอยยิ้มบนใบหน้าไร้เดียงสานั้นเต็มไปด้วยความเป็มิตรสนิทสนม
“ได้สิ” เลสลี่เลื่อนไปยืนด้านหนึ่ง เพื่อให้ฮอลลี่เดินเข้าประตูมา
สาวน้อยหยุดอยู่ตรงพรมเช็ดเท้า และเช็ดรองเท้าที่เปียกชื้นด้วยหิมะอยู่
“หนูลืมสวมรองเท้าบู๊ทมาค่ะ” มันมีเลศนัยแฝงอยู่ในสีหน้าที่คล้ายจะเสียใจนั้น “พ่อต้องโมโหแน่เลยถ้ารู้เข้า” แต่ท่าทางของเธอมิได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก
“หนู้าอะไรหรือเปล่านี่” เลสลี่ยังไม่ค่อยแน่ใจถึงเหตุผลในการมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ อีกประการหนึ่งป้าก็มิได้บอกว่า บางทีเธอจะมาเยี่ยม
“หนูเห็นคุณนายอีแวนส์ขับรถออกไปเมื่อครู่ใหญ่ๆ ค่ะ ก็เลยคิดว่าบางทีคุณอาจจะอยากได้ใครสักคนมาอยู่เป็เพื่อน” สาวน้อยตอบก่อนที่จะเดินเข้ามาในครัว และเอาถุงกระดาษวางลง
“แหม...ใจดีจัง” ที่จริงเลสลี่ก็อยากคุยกับใครสักคนอยู่เหมือนกัน แต่ยังสงสัยอยู่ว่าคนที่เธออยากจะคุยด้วยนั้นเป็เด็กหญิงวัย 6 ขวบคนนี้หรือเปล่า
“ก็หนูรู้นี่คะ” เด็กหญิงตอบชื่อ ๆ และถอดเสื้อคลุมออกเอาวางพาดลงกับพนักเก้าอี้ใต้เสื้อคลุมตัวนั้น แม่หนูสวมกางเกงติดกันสีน้ำเงิน และทับด้วยเสื้อสีขาวคอตลบท่าทางของฮอลลี่กึ่งหญิงกึ่งชายอยู่ “คุณจะว่าไหมคะถ้าหนูจะเรียกคุณว่าเลสลี่เฉย ๆ พ่อบอกว่าหนูควรจะต้องถามคุณเสียก่อนที่จะเรียกคุณอย่างนั้น” เธออธิบายให้เลสลี่ฟัง
“ไม่ว่าอะไรหรอก หนูจะเรียกฉันว่าเลสลี่ก็ได้” เลสลี่รู้สึกขบขัน และเดินอ้อมร่างเล็ก ๆ ไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม
“คุณจะให้หนูช่วยวางไม้ค้ำไว้ตรงไหนไหมคะ” ฮอลลี่อาสา
“ไม่ต้องหรอก” เลสลี่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “ฉันเอามันพาดไว้ข้างฝานี่ดีแล้ว ถ้า้าใช้จะได้เอื้อมถึง”
“หนูชอบคิดว่าเลสลี่เป็ชื่อเด็กผู้ชายเรื่อยเลยค่ะ แต่พ่อบอกว่ามันเป็ชื่อผู้หญิงได้เหมือนกัน” เด็กหญิงหยิบของที่อยู่ในถุงกระดาษออก ในนั้นมีกระดาษสีเขียวกับสีแดงอยู่อย่างละปึก ขวดกาว กับที่เย็บกระดาษและกรรไกรสำหรับเด็ก
“ฉันคิดว่ามันก็คงเป็ความจริงนะ เพราะฉันชื่อเลสลี่ แล้วก็เป็ผู้หญิงด้วย” เลสลี่ตอบยิ้ม ๆ “หนูเอาอะไรมาด้วยล่ะจ๊ะนี่”
“หนูบังเอิญนึกขึ้นมาได้น่ะค่ะว่า ตอนที่หนูป่วยเป็หัด นอนอยู่เฉย ๆ มันน่าเบื่อ และหนูจะรู้สึกดีขึ้นถ้ามีอะไรทำบ้าง หนูก็เลยเอาของพวกนี้มา หนูคิดว่าบางทีคุณอาจจะอยากช่วยหนูทำโซ่กระดาษ เอาไว้แขวนบนต้นคริสต์มาสน่ะค่ะ”
“อ้อ...อย่างนั้นหรอกรึ” โดยความเป็จริงแล้วเลสลี่กำลังรู้สึกว่ามันเป็สถานการณ์ที่น่าลำบากใจอย่างที่สุด ในขณะที่เธอปฏิเสธที่จะออกไปซื้อของขวัญวันคริสต์มาส ไม่สนใจกับงานปาร์ตี้ทั้งปวงที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดังกล่าว กลับต้องมาได้รับคำขอร้องจากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ให้ช่วยทำเครื่องประดับต้นคริสต์มาส เลสลี่เป็คนรักเด็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเธอจะปฏิเสธเด็กหญิงได้ลงคออย่างไร
“หนูจะทำให้คุณดูก่อนนะคะ เผื่อว่าคุณไม่รู้วิธีทำมันง่ายมากเลยค่ะ” ฮอลลี่หยิบกรรไกรขึ้นมาและตัดกระดาษสีเขียวออกเป็เส้น “คุณต้องเริ่มต้นด้วยเศษกระดาษอย่างนี้นะคะ จะเป็สีเขียวหรือสีแดงก็ได้ แล้วก็เอากาวทาลงตรงปลาย เอามันแปะติดกันอย่างนี้” ฮอลลี่เอากาวสีขาวทาลงตรงปลายกระดาษ แล้วก็เอาปลายอีกข้างหนึ่งมาแปะทับ “จากนั้น คุณก็เลือกสีที่มันต่างกัน” เ้าหล่อนหยิบกระดาษสีแดงออกมา ตัดออกเป็เส้นเช่นเดียวกัน “แล้วคุณก็เอากระดาษชิ้นนี้สอดเข้าไปในอันแรกก่อนที่จะทากาวทับ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้โซ่กระดาษค่ะ”
“แหม...อธิบายละเอียดดีจัง” เลสลี่พยายามกลั้นยิ้มไว้
“แต่หนูตัดไม่ตรงเลยค่ะ” ฮอลลี่ย่นจมูกอย่างไม่ค่อยพอใจในฝีมือตนเองเท่าไรนัก
“มันก็ต้องฝึกบ่อย ๆ สิ”
“เอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะ คุณเป็คนตัดกระดาษ แล้วหนูเป็คนทำโซ่ดีไหมคะ มันจะได้เร็วขึ้น” เด็กหญิงยื่นข้อเสนอด้วยแววตากระตือรือร้น
เลสลี่ขยับจะพูดอะไรอีกเป็ครั้งที่สอง แต่ดวงตาคู่นั้นทำให้เธอไม่อาจทำใจดำปฏิเสธได้
“ก็ได้จ้ะ”
เธอรับกรรไกรเล็ก ๆ มาจากมือฮอลลี่ ช่องที่จะสอดนิ้วเข้าไปเล็กมากจนแทบจะใส่นิ้วไม่เข้า แต่เธอก็ช่วยตัดกระดาษให้อยู่ดี กรรไกรนั้นค่อนข้างทื่อจนต้องเกร็งนิ้วอยู่กว่าจะตัดได้ และตรงริมก็เป็รอยหยัก ๆ อย่างไม่น่าพอใจ ฮอลลี่ลากเก้าอี้เข้ามาใกล้เลสลี่ และเริ่มลงมือทำโซ่
“คุณมีแฟนหรือยังคะ เลสลี่” สาวน้อยถาม
เลสลี่เงยหน้าขึ้นมองทันที ออกจะสงสัยอยู่ว่าเพราะอะไรเด็กหญิงจึงถามเช่นนั้น
“ยังจ้ะ”
“แต่หนูมีแล้วละค่ะ เขาชื่อบ๊อบบี้ เจนคินส์ เวลาไปโรงเรียนวันอาทิตย์เขาต้องมานั่งใกล้ ๆ หนูทุกทีเลย เขาบอกว่าเขาอยากแต่งงานกับหนูด้วย” ฮอลลี่ขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นเอียงคอมองเลสลี่อยู่ “ไม่มีใครเขาอยากแต่งงานกับคุณเลยหรือคะ”
“มีสิ ก็มีคนมาขอแต่งงานกับฉันตั้งสองคนแล้ว” เลสลี่ตอบตามตรง พยายามจะไม่แสดงความขบขันต่อหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่ และก็มิได้เล่าให้เด็กหญิงฟังด้วยว่า การขอแต่งงานอย่างจริงจังนั้นเกิดขึ้นตอนที่เธอสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกมาใหม่ ๆ
“แล้วทำไมคุณถึงไม่แต่งกับเขาล่ะคะ”
“ก็เพราะว่าฉันไม่ได้รักเขาน่ะสิ” เลสลี่ตัดกระดาษสีไปเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องหยุดเพื่อคลายกล้ามเนื้ออยู่บ่อย ๆ
ฮอลลี่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“หนูยังเด็กเกินกว่าที่จะมีความรักได้” เ้าหล่อนพูดหน้าตาเฉย
“ใช่ ฉันก็คิดว่าหนูยังเด็กไปหน่อยนะ” เลสลี่อยากจะปล่อยหัวเราะออกมาดัง ๆ แต่ก็ต้องตีหน้าขรึมไว้
“คุณคิดว่าพ่อหนูหล่อไหมคะ” ฮอลลี่ถามอย่างอยากรู้จริงๆ “มีผู้หญิงตั้งหลายคนเขาบอกว่าพ่อหล่อทั้งนั้นเลย”
“นั่นสิ เขาก็เป็คนหน้าตาดีคนหนึ่งทีเดียวละ” เธอพยายามจะทำเสียงว่าไม่สนใจ แต่ก็ไม่สำเร็จเท่าไรนักแม้จะสงสัยอยู่ว่าลูกสาวของเขาจะรู้จักความแตกต่างในน้ำเสียงหรือไม่ก็ตาม
“แล้วคุณจะตกหลุมรักกับพ่อหนูอย่างผู้หญิงคนอื่น ๆ ไหมคะ”
เื่ชักจะไปกันใหญ่เสียแล้ว...
“ฮอลลี่...” เลสลี่วางมือทั้งสองลงบนโต๊ะ มองเด็กหญิงด้วยสายตาที่บอกความไม่พอใจประสมกับความรู้สึกขบขัน “ฉันน่ะเพิ่งพบคุณพ่อหนูครั้งเดียวเท่านั้นนะไม่เคยรู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ และแทบไม่เคยพูดจากับเขาเลยด้วย”
เด็กหญิงทำท่าใช้ความคิดอยู่เป็ครู่
“ถ้าคุณได้รู้จักพ่อหนูแล้วคุณจะรักพ่อหนูไหมล่ะคะ”
เลสลี่ไม่พยายามตอบคำถามประโยคนั้น
“ถามจริง ๆ เถอะ หนูไปได้ความคิดเช่นนี้มาจากไหนกัน”
“มันเพิ่งเกิดขึ้นเองค่ะ” ฮอลลี่ตอบพร้อมกับไหวไหล่ดวงตาคู่บริสุทธิ์ไร้เดียงสากะพริบถี่ ๆ และแล้วเ้าหล่อนก็ก้มหน้าลงไปหาขวดกาว เอาป้ายลงบนกระดาษสีแดง
“มันจะสวยกว่านั้นนะ ถ้าหนูทากาวให้น้อยลงอีกหน่อย” เลสลี่แนะนำ เมื่อเห็นกาวเปื้อนลงบนโต๊ะ แต่มันเป็กาวชนิดล้างง่ายใช้น้ำกับสบู่ถูกออกแล้ว
“โอเคค่ะ” ฮอลลี่ยอมตกลงอย่างง่ายดาย ขณะนี้เธอกับเลสลี่ช่วยกันทำโซ่กระดาษได้ 6 สายแล้ว เด็กหญิงจึงชูโซ่เ่าั้ขึ้นเพื่อจะดูว่ามันสวยขนาดไหน “เวลาเอาไปแขวนบนต้นไม้คงสวยนะคะ”
“แน่นอน” เลสลี่ตอบสั้น ๆ ไม่้าจะพูดถึงความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการตกแต่งประดับประดาต้นไม้ซึ่งมันหมดความหมายมาเป็เวลานานเต็มทีแล้ว
จากหน้าต่างสองชั้นที่ปิดกั้นอากาศภายนอกไว้ มีเสียงเรียกดังขึ้น
“ฮอลลี่...”
“ต๊าย...พ่อหนูมาแล้วละค่ะ” เด็กหญิงะโลงจากเก้าอี้ วิ่งถลาไปยังประตูทันที
“เสื้อคลุมล่ะจ๊ะ” เลสลี่ร้องตามหลัง คิดว่าฮอลลี่จะวิ่งออกจากบ้านไปโดยไม่สวมเสื้อคลุม
แต่เด็กหญิงเพียงแค่เปิดประตูและชะโงกหน้าออกไปเท่านั้น
“หนูอยู่นี่ค่ะพ่อ” และโดยไม่รอฟังคำตอบ ฮอลลี่ก็เปิดประตูและะโกลับมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิม
เลสลี่ได้แต่มองตาค้าง รู้สึกแปลกใจที่เด็กหญิงมิได้มีท่าทีวิตกกังวลอะไรเลย ในขณะที่ฮอลลี่มีท่าทางว่าจะแก่แดดเกินอายุนั้น เธอกลับมิได้เป็เด็กที่เอาแต่ใจตนเองหรือได้รับการตามใจมากจนเกินไปเลย แต่เป็เด็กที่มีความมั่นใจในตนเองอย่างมาก
จากปลายหางตา เลสลี่มองเห็นความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นขณะที่ใครคนหนึ่งเดินผ่านหน้าต่างครัวไป และตามมาด้วยเสียงเคาะตรงประตู เธอไม่จำเป็ต้องเดาก็พอจะรู้ได้ว่าเป็ใคร
“เข้ามาเถอะค่ะ” เธอออกปากอนุญาตแทนการที่จะต้องเขยกขาไปเปิดประตูต้อนรับทักก์ วิลเลี่ยมส์ และ เลสลี่ก็กัดริมฝีปากเบา ๆ อดนึกเสียดายไม่ได้ที่เธอมิได้ไล้ลิปสติกลงบนริมฝีปากเสียหน่อย