เหม่อมองเมฆขาวราวกับปุยนุ่นบนฟ้าที่สดใส ความคิดของหยุนซีก็ล่องลอยไปไกล
ทุกวันนี้เธอได้กินแต่ผัก ผัก ผัก และก็ผัก
แม้ทุกวันจะได้กินอิ่มท้อง แต่เธอเอียนผัดผักจืด ๆ ที่ไร้รสชาติ ไม่อยากทนกินอีกต่อไปแล้ว แม้จะรู้ว่าน้ำมันกับเกลือถือเป็สินค้าราคาแพง
ตอนที่เดินกลับบ้าน หยุนซีเกิดนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนเธอคิดจะไปจับปลาที่ลำธาร มัวแต่ยุ่ง ๆ เลยลืมไปเสียสนิท
จับปลาเอามาทำอาหาร ช่วยเพิ่มสารอาหารให้กับคนในครอบครัว ถ้าเป็ไปได้ก็จะบอกผู้ใหญ่ในบ้านจับไปขายให้กับเหลาอาหารด้วย ถ้าขายปลาได้ก็จะมีเงิน เมื่อมีเงินก็สามารถซื้ออาหารมาเพิ่มได้
ต้นฤดูใบไม้ผลิอากาศยังเย็นอยู่เล็กน้อย หยุนซีจัดเสื้อผ้าให้กระชับและรัดกุมด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง
‘ถึงเวลากินเนื้อและหาเงินเข้าบ้านแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า มันต้องวิเศษมากแน่ ๆ’
ตอนนี้ยังเช้าเกินไป คงต้องรออีกสักพัก วางแผนล่อลวงพี่ชายทั้งสองไปช่วยจับปลาให้ได้ซะก่อน
“พี่รอง เราไปจับปลาที่ลำธารกันเถอะ” หยุนซีตาเป็ประกาย มองหยุนหยางด้วยความคาดหวัง
“จับปลามาทำอะไร?” หยุนหยางรู้สึกมึนงง ‘ในหัวน้อย ๆ นั่นคิดอะไรอยู่นะ?’
เด็กน้อยก็คือเด็กน้อย
หยุนหยางลืมไปว่าตัวเองก็เป็เด็กเช่นกัน
“จับมากินสิเ้าคะ”
หยุนซียิ้มหวาน คิดถึงบรรดาอาหารที่ทำจากปลา ทั้งปลาต้มเผ็ด ปลาต้มผักกาดดอง ปลาตุ๋น น้ำแกงปลา และอีกมากมายจนน้ำลายสอเต็มปาก
“น้องเล็กปลามีกลิ่นคาวมาก กินไม่ได้หรอกนะ” หยุนหยางส่ายหัวให้กับความคิดแปลกประหลาดของน้องสาว
“มีครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ท่านพ่อทนหิวไม่ไหวเลยไปจับปลามากิน เนื้อปลามีกลิ่นคาวมากจนกินกันไม่ลง ต้องกลับไปกินผักป่าตามเดิม”
หยุนซีรู้สึกสับสนเล็กน้อย ั้แ่รู้ว่าอยู่ในภาวะอดอยากของยุคนี้ เพราะอาหารไม่พอกิน เธอจึงมองหาของที่สามารถกินได้จากทุกทาง แต่เพิ่งจะรู้ว่าคนยุคนี้ไม่กินปลาและไม่รู้จักกุ้ง ไม่จริงมั้ง?
แต่เมื่อไตร่ตรองถ้วนถี่ คนสมัยนี้อาจจะไม่รู้วิธีกำจัดกลิ่นคาวปลาที่ถูกต้อง นอกจากนี้วิธีการทำก็สำคัญ จากที่ฟังคิดว่าน่าจะแค่ต้มกับน้ำเปล่า ผลลัพธ์ที่ได้เลยคาวและไม่อร่อย
ถึงจะไม่อร่อยแต่ก็น่าจะดีกว่าอดตายไม่ใช่เหรอ? ทำไมคนยุคนี้ถึงยอมอดแทนที่จะลองกินอาหารหลากหลาย? หยุนซีคิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจ
ยังไงก็แล้วแต่ วันนี้เธอจะต้องพาพวกเขาไปจับปลาให้ได้!!
“พี่รอง” หยุนซีใช้เสียงต่ำและสายตาเข้ากดดัน
“ปะ..ปะ ไป ไปก็ไป” เมื่อไม่อาจต้านทาน หยุนหยางก็ทำได้เพียงคล้อยตามแต่โดยดี
หยุนหยางและหยุนหลางไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เมื่อน้องสาวอยากไป พวกเขาก็จะพาไป แค่ระวังไม่ให้เกิดอันตรายกับน้องก็พอแล้ว
ทั้งสามคนถือตะกร้าเปล่าและถังไม้จากในครัว เดินไปยังลำธารใกล้บ้าน สายลมโชยเอื่อยจนได้กลิ่นหอมของหญ้า หยุนซีสูดหายใจเข้าเต็มปอด อากาศช่างเย็นสบายและสดชื่นจริง ๆ
สายลมพัดสายน้ำจนกระเพื่อมเป็คลื่นน้อย ๆ น้ำใสจนเห็นปลาเล็กปลาใหญ่ว่ายวนไปมา บางที่ก็เป็จุดดำสีโคลนจากการสะบัดตัวของปลา หญ้าสูงตามตลิ่งก็ขึ้นอยู่หนาแน่นจนเขียวครึ้ม
หยุนซีแหวกกอหญ้าดูแล้วก็ตื่นเต้นดีใจ มีกุ้งอยู่จริง ๆ ด้วย ตัวใหญ่กว่าฝ่ามือผู้ใหญ่ซะอีก ตัวอวบอ้วนสีเทาใส ‘อ๊ายยยย กุ้งจ๋า ซีซีมาแล้ว’
เธอสั่งให้พี่ชายทั้งสองไปขุดหาไส้เดือนมาเยอะ ๆ จากนั้นก็ดึงหญ้าแถวริมตลิ่งมาปูก้นตะกร้าแล้วใส่ไส้เดือนลงไป ก่อนจะใช้ให้หยุนหยางหย่อนตะกร้าลักษณะเฉียง ๆ กดลงในน้ำตรงละแวกที่มีหญ้าขึ้นไม่หนาแน่น ตรึงเชือกสะพายตะกร้าทั้งสองข้างกับกิ่งไม้ ปักทำเป็เครื่องหมายไว้ แล้วก็ชักชวนกันไปจับกุ้งต่อ
เทียบกับปลาแล้ว กุ้งอร่อยกว่าเยอะ
“พี่รอง พี่สาม จับกุ้งมาเยอะ ๆ เลยนะ มันอร่อยมาก ข้าจะกินเป็มื้อเย็น”
“ระวังตัวกันด้วยนะเ้าคะ อย่าลงน้ำลึก จับตามกอหญ้าแถวตลิ่งก็พอ” หยุนซีจับกุ้งชูขึ้นให้ดูเป็ตัวอย่าง แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยเตือนพี่ ๆ ในเวลาเดียวกัน
มองใบหน้ายิ้มแย้มของน้องสาวแล้ว หยุนหยางมึนงงสับสน
น้องบอกว่าชอบเ้าตัวนั้นใช่มั้ย?
ไม่สิ, น้องพูดว่ากิน
ใช่, กิน, กินมันเป็มื้อเย็น
………………………………………………….
หยุนหยางรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที “น้องเล็ก นั่นมันหนอนน้ำ กินไม่ได้หรอก แถมมันยังกัดเจ็บอีกด้วย”
หยุนหลางก็ยืนตะลึงเช่นกัน เขารู้สึกแปลก ๆ ั้แ่น้องเล็กสั่งให้ขุดไส้เดือนใส่ตะกร้าหย่อนลงน้ำแล้ว ตอนนี้ยังจะชวนจับหนอนน้ำอีก
‘น้องเล็กไม่กลัวมันกัดบ้างเลยรึไงนะ’
“พี่รอง เ้าตัวนี้กินได้ หลายวันก่อนตอนพวกพี่ออกไปเก็บฟืน ข้าออกไปเดินเล่น เจอท่านลุงคนหนึ่งจับปลาอยู่ริมลำธาร จับได้เยอะมาก หนอนน้ำนี่ก็ด้วย ท่านลุงบอกว่าเ้าตัวนี้เรียกว่ากุ้ง มันอร่อยมาก ส่วนวิธีจับปลาก็เป็ท่านลุงผู้นั้นสอนข้าเช่นกัน ท่านลุงใจดีมากเลยล่ะ” หยุนซีแกล้งหมุนตัวเต้นไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางมีความสุข
ต้องเล่นใหญ่ ไม่งั้นคนจะไม่เชื่อ ‘เฮ้อ!! จะกินของอร่อยทั้งที ทำไมถึงต้องลำบากสร้างเื่โกหกตลอดเลยนะเรา’
“น้องเล็ก เ้าออกไปข้างนอกคนเดียวอย่างนั้นรึ? อันตรายมากนะรู้มั้ย ถ้าเจอคนไม่ดีจะทำยังไง?” หยุนหลางทำหน้าขรึมอบรมน้องสาวราวกับผู้ใหญ่ในร่างเด็ก
ส่วนหยุนหยางก็ดุน้องเช่นกัน ‘ถ้าแม่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ดูแลน้องให้ดี มีหวังถูกถลกหนังแน่’
หยุนซีแลบลิ้น ก่อนจะพูดว่า “ข้ารู้แล้ว สัญญาจะไม่ออกไปข้างนอกคนเดียวอีกแล้วเ้าค่ะ” แต่แอบคิดในใจ ‘คราวหน้า ก็พาพวกท่านไปด้วยไง ฮิฮิ’
“เ้ากุ้งเนี่ย มันอร่อยจริงเหรอ? แล้วกินยังไง?” หยุนหยางถามด้วยความสงสัย
ตอนนี้ไม่ว่าหยุนหยางจะพูดอะไร หยุนซีก็ไม่สนใจทั้งนั้น ตั้งหน้าตั้งตาจับกุ้งอย่างเดียว ยิ่งจับได้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นเท่านั้น
เ้ากุ้งน้อยแสนโอหังชูก้ามอันใหญ่โตไหวไปมาเพื่อข่มขู่ผู้รุกราน ถึงกระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมือของหยุนซีไปได้
กุ้งผัดเผ็ด กุ้งขี้เมา กุ้งอบ กุ้งนึ่งกระเทียม กุ้งเผา และอีกสารพัดเมนูกุ้ง แค่คิดก็เหมือนมีอาหารมาวางอยู่ตรงหน้า หยุนซีแอบเลียปากและกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่
เห็นน้องสาวมีความสุข คนเป็พี่เลยกระตือรือร้น สนใจอยากจะลองจับกุ้งดูบ้าง
“พี่รอง พี่สาม จับแบบนี้นะ จะได้ไม่โดนก้ามกุ้งหนีบเอา” หยุนซีอธิบายและจับให้ดูเป็ตัวอย่าง
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น หยุนหยางจับกุ้งและโดนก้ามหนีบจนร้องโอดโอยอยู่หลายครั้ง เขาโมโหมาก สัญญากับตัวเองว่าจะกินกุ้งทั้งหมดลงท้องเป็การแก้แค้น
ทั้งสามคนจับกุ้งได้ครึ่งถังไม้แล้ว
“พอแค่นี้ก่อนเ้าค่ะ เดี๋ยวจะกินไม่หมด ไว้พวกเราค่อยมาจับกันใหม่”
“จับเ้าหนอนน้ำนี่ก็สนุกดีเหมือนกันนะ” หยุนหลางยิ้มกว้าง เ้าตัวนี้ประหลาดนัก เปลือกแข็ง มีก้ามและหนวดยาว ตัวใส แถมลอยน้ำได้
“กล้ากัดข้ารึ ข้าจะกินพวกเ้าให้หมดไม่เหลือซาก ฮึ่ยยย” หยุนหยางเอ่ยอาฆาตกุ้งที่ถืออยู่ในมือ
“พี่สาม ท่านเฝ้าถังกุ้งไว้ให้ดี ข้ากับพี่รองจะไปดูตะกร้าจับปลาที่ริมน้ำสักหน่อย” หยุนซีพูดจบก็พาหยุนหยางเดินไปดูตะกร้าบริเวณริมตลิ่ง
ทั้งคู่ค่อย ๆ ยกตะกร้าขึ้นมาบนฝั่ง พอมองดูด้านในก็เจอปลาเฉาสองตัว ตัวละประมาณ 2-3 ชั่ง อีกสองตัวขนาดเท่าฝ่ามือ ปลาตะเพียนตัวขนาด 1 ชั่ง 5 ตัว มีปลาตัวเล็กและกุ้งฝอยอีกจำนวนไม่น้อย
หยุนซีปล่อยปลาตัวเล็กและปลาตะเพียนลงน้ำ เก็บไว้แค่กุ้งฝอยเอาไปทำกุ้งแห้งกับปลาเฉาเอาไปทำน้ำแกง ‘ไว้ค่อยให้พวกท่านอามาจับวันหลังก็แล้วกัน จับมากไปเดี๋ยวจะกินไม่หมด’
หยุนซีกับหยุนหลางช่วยกันหิ้วถังไม้ ส่วนหยุนหยางแบกตะกร้าใส่ปลา ปลาในตะกร้าสะบัดตัวไปมาอย่างแรงราวกับพยายามจะะโหนี
เด็กทั้งสามคนแบกถังแบกตะกร้าเดินโซไปเซมากว่าจะถึงบ้าน น่าแปลกที่ระหว่างทางไม่เจอใครในหมู่บ้านเลย
สายลมเย็นโชยเอื่อยปะทะใบหน้า ช่วยคลายร้อนให้เด็กทั้งสามคนที่เหนื่อยจนหน้าแดงก่ำได้ไม่น้อย
ทุกคนต่างเร่งฝีเท้า ใกล้จะถึงบ้านแล้ว