แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้สลักลายโบตั๋นเข้ามาในห้องนอนอันโอ่อ่าแต่แลดู “โบราณ” ในสายตาของ “เซี่ยหยาง” คนใหม่ เสียงนกร้องจิ๊บจั๊บนอกหน้าต่างน่าจะสร้างความสดชื่นให้ใครหลายคน แต่สำหรับเสิ่นอี้ที่เพิ่งจะเริ่มคุ้นชิน กับการอยู่ในร่างบุรุษผู้นี้ได้เพียงไม่กี่วัน มันกลับเป็สัญญาณเริ่มต้นของวันอันน่าเบื่อหน่ายอีกวันหนึ่ง
นางบิดี้เีอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ ที่ปูด้วยฟูกบางๆ ต่างจากเตียงคิงไซส์นุ่มดูดิญญาที่นางเคยนอนลิบลับ “โอ๊ย...ปวดหลังชะมัด” นางพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางที่ยังไม่ค่อยจะทะมัดทะแมงนัก
สิ่งแรกที่นางมองหาคือ...ห้องน้ำ และสิ่งที่นาง้าอย่างเร่งด่วนคือ “แปรงสีฟัน” กับ “ยาสีฟัน” รสมินต์ที่นางโปรดปราน
“เสี่ยวชุ่ย! เสี่ยวชุ่ยอยู่ไหน!” นางะโเรียกชื่อสาวใช้ที่บัดนี้กลายเป็ผู้ช่วยในการสำรวจโลกยุคดึกดำบรรพ์ของนาง
เสี่ยวชุ่ยรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “เ้าคะ คุณชาย มีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้หรือเ้าคะ?”
“แปรงสีฟัน...ข้า้าแปรงสีฟัน” เสิ่นอี้สั่งด้วยน้ำเสียงพยายามจะให้ดูเหมือนคุณชายผู้เอาแต่ใจนิดๆ
เสี่ยวชุ่ยทำหน้างุนงงตามสเต็ป “เอ่อ...แปรงสีฟันหรือเ้าคะ?” นางหายไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับ...กิ่งหลิวเล็กๆ ที่ปลายด้านหนึ่งถูกทุบให้นุ่ม และถ้วยใส่ผงเกลือละเอียด!
เสิ่นอี้เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง “นี่...นี่มันอะไรกันยะ!” นางชี้ไปยังกิ่งหลิวในมือเสี่ยวชุ่ยด้วยความตกตะลึงระคนขบขัน “นี่พวกเ้าใช้กิ่งไม้กับเกลือถูฟันกันจริงๆ เหรอ! โอ้มายก้อด! นี่มันยุคไหนกันแน่! อนามัยช่องปากของพวกเ้ามัน...มัน...โอ๊ย! ปวดหัว!” นางกุมขมับ ทำท่าจะเป็ลมเสียให้ได้ เสี่ยวชุ่ยหน้าซีดเผือด คิดว่าคุณชายของตนอาการกำเริบอีกแล้ว
“แล้ว...แล้วสบู่ล่ะ? สบู่อาบน้ำหอมๆ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นซากุระ มีบ้างไหม?” นางถามต่ออย่างมีความหวังริบหรี่
เสี่ยวชุ่ยนำเสนอสิ่งที่คล้ายๆ รังบวบกับก้อนสีตุ่นๆ ที่มีกลิ่นสมุนไพรแปลกๆ มาให้ เสิ่นอี้ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ “เฮ้อ...สปาบ้านทุ่งโดยแท้”
หลังจากผ่านพ้นภารกิจยามเช้าอันสุดแสนจะ “เฮลตี้” ไปได้อย่างทุลักทุเล เสิ่นอี้ก็เริ่มเดินสำรวจห้องนอนของตนเองอย่างจริงจัง นางเดินไปรอบๆ พลางบ่นอุบอิบกับตัวเองเสียงดังพอให้เสี่ยวชุ่ยที่เดินตามต้อยๆ ได้ยิน
“นี่มันห้องนอนหรือพิพิธภัณฑ์กันแน่? ทุกอย่างดูเก่าไปหมด โต๊ะนี่ก็ไม้ ตู้ก็ไม้ เตียงก็ไม้...โมเดิร์นดีไซน์คืออะไร รู้จักกันบ้างไหมเนี่ย?” นางเคาะโต๊ะหนังสือไม้สีเข้มป๊อกๆ “แล้วดูหนังสือสิ...มีแต่อักษรอะไรก็ไม่รู้ อ่านไม่ออกสักตัว! อ้อ...จริงสิ ความทรงจำของเซี่ยหยางมันบอกว่าอ่านออกนี่นา แต่ฉัน...เสิ่นอี้คนนี้ อ่านไม่ออกโว้ย!” นางเริ่มทึ้งหัวตัวเองเบาๆ
“แล้วนี่อะไร? ตะเกียงเหรอ?” นางชี้ไปยังตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่มุมห้อง “โอ้โห...โคตรคลาสสิก! ไฟฟ้าไม่มีใช่ไหมที่นี่? แล้วกลางคืนจะชาร์จแบตมือถือยังไงล่ะยะ! อ้อ...ลืมไป มือถือก็ไม่มี!” นางเริ่มหัวเสีย “แล้วฉันจะดูติ๊กต๊อก เต้นโคฟเวอร์เพลงใหม่ๆ ได้ยังไง? จะอัปสเตตัสเฟซบุ๊กบ่นเื่พวกนี้ให้ใครฟัง! จะวิดีโอคอลกับเพื่อนสาวได้ที่ไหน! แบบนี้มันน่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว!”
เสี่ยวชุ่ยยืนตัวลีบ ทำตาปริบๆ มองคุณชายของตนที่เดินไปบ่นไป แถมยังพูดจาด้วยศัพท์แสงประหลาดๆ ที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต “ติ๊กต๊อก? เฟซบุ๊ก? ชาร์จแบต? มันคืออันใดหรือเ้าคะคุณชาย?” นางรวบรวมความกล้าถามออกไป
เสิ่นอี้หันขวับมามองเสี่ยวชุ่ย ทำตาโต “เธอไม่รู้จักติ๊กต๊อกเหรอ! โอ้...ชีวิตนี้เธอพลาดแล้วล่ะเสี่ยวชุ่ย มันคือสุดยอดความบันเทิงเลยนะ!” แล้วนางก็เริ่มทำท่าจะเต้นท่าประหลาดๆ ให้ดู แต่ด้วยร่างกายที่ยังไม่คุ้นชินและอาภรณ์ที่รุ่มร่าม ทำให้เกือบจะสะดุดล้มหัวคะมำ โชคดีที่เสี่ยวชุ่ยรับไว้ได้ทัน
“คุณชาย! ระวังเ้าค่ะ!”
“เฮ้อ...” เสิ่นอี้ถอนหายใจอีกครั้งยาวกว่าเดิม “นี่ฉันต้องติดแหง็กอยู่ในยุคไดโนเสาร์นี่ไปอีกนานแค่ไหนกันนะ? ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีแม้แต่...เอ่อ...ทิชชู่เปียก! ชีวิตนางพญาหงส์ของฉัน...มันจบสิ้นแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย!”
นางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้อย่างหมดอาลัยตายอยาก ท่ามกลางความงุนงงและความเป็ห่วงของเสี่ยวชุ่ยที่เริ่มมั่นใจแล้วว่า...คุณชายของนางคงจะเสียสติไปแล้วจริงๆ หลังจากการจมน้ำครานั้น!
หลังจากเสิ่นอี้เพิ่งจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้เสี่ยวชุ่ยด้วยการบ่นอุบถึงความไม่สะดวกสบายสารพัดตามประสาคนหลงยุค ก็มีบ่าวหญิงสูงวัยผู้หนึ่งเดินน้อมกายเข้ามาในห้อง
“เรียนคุณชายใหญ่เ้าคะ นายท่านและฮูหยินใหญ่รอท่านที่เรือนทานอาหารแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นอี้ถอนหายใจเบาๆ ‘ถึงเวลาออกโรงอีกแล้วสินะ’ นางคิดในใจ ก่อนจะปรายตามองกองอาภรณ์ที่เสี่ยวชุ่ยเตรียมไว้ให้ ด้วยสายตาของแฟชั่นนิสต้าจากโลกอนาคต นางใช้เวลาเลือกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเลือก อาภรณ์แพรเนื้อดีสีม่วงอ่อนขับผิว ที่ดูเรียบหรู แต่แฝงความสง่างาม สวมทับด้วยเสื้อกั๊กผ้าไหมสีเข้มกว่าเล็กน้อย และคาดทับด้วย สายคาดเอวสีเหลืองนวลปักลายเมฆมงคล อย่างประณีต
เมื่อการแต่งกายเสร็จสิ้น เสี่ยวชุ่ยที่ช่วยจัดแต่งอาภรณ์ให้ถึงกับยืนตะลึงงันไปชั่วขณะ คุณชายของนางงดงามหมดจดอยู่แล้ว แต่ในวันนี้...ไม่รู้เพราะเหตุใด รัศมีบางอย่างรอบกายท่านจึงดูเจิดจ้า ผุดผ่อง และแฝงความสูงศักดิ์น่าเกรงขามอย่างประหลาด
“มองอะไร?” เสิ่นอี้เลิกคิ้วถามเมื่อเห็นสาวใช้จ้องมองนางตาไม่กะพริบ
“ปะ...เปล่าเ้าค่ะคุณชาย! งดงาม...คุณชายวันนี้ดูงดงามเป็พิเศษจริงๆ เ้าค่ะ!” เสี่ยวชุ่ยรีบก้มหน้าตอบ หน้าแดงก่ำ
เสิ่นอี้เพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อย นางเดินออกจากเรือนพัก โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินตามอยู่เื้ั ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านระเบียงทางเดินยาวและสวนหย่อมที่ตกแต่งอย่างสวยงามแต่ดู “โบราณ” ในสายตาของนาง เหล่าบ่าวไพร่ที่พบเห็นต่างพากันหยุดยืนนิ่ง ก้มหน้าหลบสายตา แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองคุณชายใหญ่ที่เพิ่งผ่านความเป็ความตายมาด้วยความตกตะลึงในความงามที่ดู “เปลี่ยนไป” นั้น เสียงซุบซิบดังตามหลังมาเป็ระยะ
ขณะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าสู่เรือนทานอาหาร นางก็บังเอิญพบกับพี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวินที่กำลังเดินสวนมาพอดี เซี่ยอวี้เหวินในชุดสีฟ้าอ่อนดูสงบเยือกเย็นเช่นเคย แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นสบตากับน้องชาย ดวงตาคู่งามก็ฉายแวว ตื่นตะลึง ไปชั่วขณะ นางมองสำรวจร่างของเซี่ยหยางั้แ่ศีรษะจรดเท้า ราวกับเพิ่งเคยเห็นน้องชายเป็ครั้งแรก ไม่ใช่แค่เพราะอาภรณ์สีม่วงที่ขับเน้นความงาม แต่เป็แววตาและท่วงท่าบางอย่างที่ดูมั่นคง สงบ และ...อ่านยากขึ้นกว่าเดิม
“หยางเอ๋อร์...เ้าดู...สบายดีขึ้นมากแล้ว” เซี่ยอวี้เหวินเอ่ยทัก น้ำเสียงยังคงความอ่อนโยน แต่แฝงความประหลาดใจไว้ไม่อยู่
เสิ่นอี้พยักหน้ารับ “ขอบพระคุณท่านพี่ที่เป็ห่วงขอรับ” นางตอบตามความทรงจำที่ผุดขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างพี่น้องคู่นี้
เมื่อเดินมาถึงเรือนทานอาหารหลัก บรรยากาศที่เคยมีเสียงจอแจ บัดนี้กลับเงียบสงัดจนน่าอึดอัด บนโต๊ะอาหารไม้เนื้อดีตัวยาว มีร่างของบุคคลสำคัญนั่งรออยู่พร้อมหน้า นายท่านเซี่ยนั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความกดดัน ฮูหยินใหญ่หลี่ซื่อนั่งอยู่ด้านขวามือ สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความกังวล พี่หญิงใหญ่เซี่ยอวี้เหวินเดินตามเข้ามานั่งลงข้างมารดาอย่างสงบ และข้างๆ เซี่ยอวี้เหวินนั้น คือเด็กหนุ่มวัยราวสิบสี่สิบห้าปีผู้หนึ่ง หน้าตาหล่อเหลาคมคายคล้ายบิดามากกว่ามารดา กำลังนั่งตัวเกร็งอยู่เล็กน้อย นี่คือ เซี่ยเหวินหลง น้องชายร่วมมารดาเพียงคนเดียวของเซี่ยหยาง
เสิ่นอี้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งจากการมองเห็นและความทรงจำที่ผุดขึ้นมา ว่าบนโต๊ะอาหารอันโอ่อ่านี้ มีเพียงสมาชิกครอบครัวสายหลักเท่านั้น บุตรคนอื่นๆ ที่เกิดจากอนุภรรยาหลายคนของนายท่านเซี่ย ไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมโต๊ะด้วย นี่คือกฎเหล็กที่แสดงถึงความเข้มงวดและการแบ่งแยกชนชั้นภายในจวนแห่งนี้อย่างชัดเจน
นางเดินไปนั่งลง ณ ที่ประจำของตนเอง ฝั่งตรงข้ามกับพี่สาวและน้องชาย ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหาร มีเพียงเสียงกระทบกันเบาๆ ของถ้วยชามและตะเกียบ
เสิ่นอี้เหลือบมองอาหารตรงหน้า ข้าวต้มเครื่องเคียงหน้าตาจืดชืด ผักดอง และหมั่นโถว ‘โอ้โห...อาหารเช้าเพื่อสุขภาพของจริง’ นางคิดในใจ พลางนึกถึงครัวซองต์หอมกรุ่นกับกาแฟลาเต้ร้อนๆ ที่นางเคยทานเป็ประจำ ความทรงจำเกี่ยวกับอาหารโปรดของเซี่ยหยางคนเดิม ซึ่งดูเหมือนจะเป็ของหวานจำพวกถั่วแดงกวน ผุดขึ้นมา ทำให้นางรู้สึก...ไม่ถูกปากกับอาหารตรงหน้าเท่าไรนัก
นางค่อยๆ ตักข้าวต้มเข้าปากอย่างระมัดระวัง พยายามเลียนแบบท่าทางการกินของคนในยุคนี้ตามที่ความทรงจำบอกเล่า สายตาของนายท่านเซี่ยที่จ้องมองมาเป็ระยะสร้างความกดดันอย่างมหาศาล แต่เสิ่นอี้ก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะก้มหน้าลงทานอาหารต่ออย่างสงบ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าของสกุลเซี่ยในวันนี้ ช่างเงียบงันและหนักอึ้งกว่าทุกวันที่ผ่านมา...และทุกคนต่างก็รู้สึกได้ถึง “ความเปลี่ยนแปลง” บางอย่างในตัวคุณชายใหญ่เซี่ยหยางอย่างชัดเจน.