แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดสามสิบสองนิ้วสาดกระทบใบหน้าที่เรียบเฉย
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งหลังตรงแผ่นหลังของเขาเว้นระยะห่างจากพนักเก้าอี้หนังแท้ประมาณสองนิ้วพอดีสูทสามชิ้นสีเทาเข้มที่สวมใส่อยู่ไม่มีรอยยับย่นแต่เนื้อผ้าวูลทอละเอียดกลับทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบที่บริเวณหลังคอชายหนุ่มไม่ได้ยกมือขึ้นเกา เขาเพียงแค่ขยับปมเนกไทให้คลายออกหลวมขึ้นสามมิลลิเมตรดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ตารางสเปรดชีตแสดงผลประกอบการของไตรมาสที่สามเส้นตารางสีเทาอ่อนตัดกับตัวเลขสีดำเรียงรายเป็ระเบียบหลายร้อยบรรทัด
ความสว่างของหน้าจอถูกตั้งไว้ที่แปดสิบเปอร์เซ็นต์มันสว่างเกินไปสำหรับสภาพแวดล้อมในห้องทำงานที่ปิดม่านทึบแสงแต่เขาไม่ได้เอื้อมมือไปกดลดแสงลงอาการแสบตาโจมตีเยื่อบุตาที่แห้งผากจนเขารู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายเล็กๆกลิ้งอยู่ใต้เปลือกตา
ชายหนุ่มกะพริบตาถี่ขึ้นสองจังหวะ
มือขวาของเขาวางอยู่บนเมาส์ปลายนิ้วชี้คลิกเลื่อนหน้ากระดาษลงมาอย่างเชื่องช้าเขาหยุดสายตาอยู่ที่บรรทัดที่สี่สิบแปดตัวอักษรภาษาอังกฤษในช่องหมายเหตุถูกพิมพ์ด้วยฟอนต์ Arialขนาดสิบเอ็ดพอยต์ ในขณะที่บรรทัดอื่นทั้งหมดใช้ฟอนต์ Helveticaขนาดสิบพอยต์มันเป็ความผิดพลาดที่ไม่มีนัยสำคัญทางกฎหมายหรือการเงินมันเป็เพียงความคลาดเคลื่อนของการจัดรูปแบบเอกสารที่ไม่มีใครสนใจ
เสิ่นเยี่ยนฉือกดลากเมาส์คลุมดำข้อความนั้น
เขาคลิกขวาเลือกเปลี่ยนแบบอักษร ปรับขนาดให้เท่ากับบรรทัดอื่น เขากดบันทึกเอกสารจากนั้นเขาก็เลื่อนหน้าจอกลับขึ้นไปที่บรรทัดแรกใหม่เริ่มต้นกวาดสายตาตรวจสอบรูปแบบตัวอักษรของทุกช่องตารางใหม่อีกครั้งั้แ่ต้น
ระบบปรับอากาศส่วนกลางของอาคารสำนักงานใหญ่ShenConsortium ทำงานด้วยความเงียบเชียบแต่วันนี้เขากลับได้ยินเสียงความถี่ต่ำของมอเตอร์พัดลมที่ซ่อนอยู่หลังฝ้าเพดานอย่างชัดเจนมันเป็เสียงหึ่งๆ ที่น่ารำคาญ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกอากาศที่แห้งและผ่านการกรองจนปราศจากความชื้นทำให้โพรงจมูกของเขาแสบร้อนเขาไอแห้งๆ ออกมาหนึ่งครั้ง
เขากดปิดโปรแกรมสเปรดชีตเปิดหน้าต่างอีเมลขึ้นมา
เสิ่นเยี่ยนฉือพิมพ์ข้อความตอบกลับอีเมลจากทีมทนายความเื่การแก้ไขสัญญาเช่าที่ดินเขาพิมพ์ตัวอักษรด้วยความเร็วคงที่เสียงปลายนิ้วกระแทกแป้นคีย์บอร์ดดังก๊อกแก๊กสะท้อนไปมาในห้องที่ว่างเปล่าเมื่อพิมพ์จบประโยคสุดท้าย เขากดปุ่มส่งทันทีโดยไม่ได้อ่านทวน
สิบวินาทีต่อมาเสียงแจ้งเตือนอีเมลเข้าดังขึ้น
หน้าจอแสดงข้อความตอบกลับจากหัวหน้าทีมทนายความ
'เรียนท่านประธาน ท่านยังไม่ได้แนบไฟล์เอกสารฉบับแก้ไขมาพร้อมกับอีเมลครับ'
เสิ่นเยี่ยนฉือจ้องมองประโยคนั้นนิ่งงันปลายนิ้วมือขวาของเขาชาหนึบ อาการปวดเต้นตุบๆที่ขมับซ้ายซึ่งหายไปั้แ่เมื่อเช้ากลับมาปรากฏตัวอีกครั้งชายหนุ่มขบกรามแน่นจนรู้สึกตึงที่เส้นเอ็นลำคอ
เขาไม่ได้พิมพ์คำขอโทษ
เขากดส่งอีเมลฉบับใหม่ลากไฟล์เอกสารใส่ลงไปและกดปุ่มส่งด้วยแรงที่มากกว่าปกติจนแป้นคีย์บอร์ดส่งเสียงดังลั่นเสิ่นเยี่ยนฉือลากเมาส์ไปคลิกปุ่มรีเฟรชกล่องจดหมายขาเข้าซ้ำๆ ห้าครั้งติดต่อกันแม้จะรู้ดีว่าไม่มีอีเมลใหม่รออยู่ เขากำลังใช้การกระทำซ้ำซากนี้เป็เครื่องมือดึงจังหวะของร่างกายให้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุม
...
เสียงกระดิ่งลมเหนือประตูกระจกดังขึ้นพร้อมกับแรงลมที่พัดกระโชกเข้ามา
เคทยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ในแกลเลอรีวันนี้เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำสนิท เส้นผมถูกมัดรวบตึงไว้ด้านหลังกลิ่นของฝุ่นละอองจากถนนและกลิ่นควันท่อไอเสียลอยปะปนเข้ามากับอากาศภายนอกหญิงสาวก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังแสดงตารางสรุปยอดขายรายเดือน แสงสว่างจากหน้าจอทำให้เธอต้องนิ่วหน้า
"ขอโทษนะคะ รูปวาดตรงผนังด้านนั้นราคาเท่าไหร่"ลูกค้าหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถามเสียงของหล่อนเล็กแหลมและแทรกซึมผ่านความเงียบเข้ามาอย่างเสียมารยาท
"สามหมื่นหยวนค่ะ" เคทตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง
"แพงจังเลย ลดหน่อยไม่ได้เหรอคะฉันเห็นว่ากรอบมันมีรอยบิ่นนิดนึงด้วย"ลูกค้าต่อรองพร้อมกับชี้นิ้วไปที่มุมกรอบรูปไม้สน
เคทถอนหายใจสั้นๆเธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกระจก เสียงพลาสติกกระทบกระจกดังแต๊กหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองลูกค้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่าอาการตึงร้าวที่สะบักหลังลามลงมาถึงเอวจากการนั่งเกร็งหน้าคอมพิวเตอร์มาสามชั่วโมง
"ราคาเน็ตแล้วค่ะ ถ้ารับรอยบิ่นไม่ได้ แนะนำให้ดูชิ้นอื่น"เธอตอบเสียงเรียบ หางเสียงของเธอถูกตัดทิ้งจนฟังดูกระด้าง
ลูกค้าหญิงเบ้ปากพึมพำอะไรบางอย่างในลำคอก่อนจะเดินสะบัดตัวออกจากร้านไปประตูกระจกปิดกระแทกกรอบอะลูมิเนียมดังสนั่น เคทไม่ได้สนใจเธอเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกระดาษบรรจุกาแฟดำที่สั่งมาจากร้านข้างๆ ยกขึ้นจิบกาแฟเย็นชืดไปนานแล้ว รสชาติของมันเปรี้ยวฝาดและมีกลิ่นไหม้ติดโคนลิ้น
เธอวางถ้วยลงบนโต๊ะหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาเพื่อจดบันทึกยอดรายจ่ายลงในสมุดบัญชีเล่มหนา
ปลายนิ้วชี้ข้างขวาของเธอมีรอยแตกแห้งของจมูกเล็บมันเสียดสีกับด้ามปากกาพลาสติกจนเกิดอาการแสบแปลบ เคทขยับนิ้วเพื่อเปลี่ยนมุมจับแต่ความเ็ปเล็กๆ นั้นก็ยังคงตามมารังควาน หญิงสาวขมวดคิ้วเธอเริ่มเขียนตัวเลขยอดเงินค่าไฟของเดือนนี้
สองพันแปดร้อยสี่สิบหยวน
เธอเขียนเลขแปดสลับกับเลขสี่เคทหยุดปากกา จ้องมองตัวเลขสองพันสี่ร้อยแปดสิบหยวนบนหน้ากระดาษสีถนอมสายตาสมองของเธอประมวลผลความผิดพลาดนั้นได้อย่างเชื่องช้าหญิงสาวไม่ได้หยิบน้ำยาลบคำผิดขึ้นมาลบเธอขีดฆ่าตัวเลขนั้นทิ้งด้วยเส้นตรงสองเส้นที่หนักหน่วงจนกระดาษแทบขาดแล้วเขียนตัวเลขที่ถูกต้องลงไปด้านข้าง
เครื่องทำความร้อนตรงมุมร้านส่งเสียงครางหึ่งๆสลับกับเสียงกึกกักอย่างน่ารำคาญมันพ่นลมอุ่นที่แห้งผากออกมาปะทะใบหน้าของเธอจนิัตึงรั้งเคทขยับตัวลุกขึ้นยืนอาการปวดข้อเท้าซ้ายจากรอยรองเท้ากัดเมื่อหลายวันก่อนยังคงทิ้งร่องรอยไว้ทุกครั้งที่ทิ้งน้ำหนักลงบนส้นเท้า เธอเดินลากเท้าไปที่หน้าเครื่องฮีตเตอร์ก้มลงมองแผงควบคุมที่เต็มไปด้วยฝุ่นจับ
เธอกดปุ่มปิดสวิตช์
พัดลมหยุดหมุนเสียงครางน่ารำคาญดับวูบลง แลกมากับอุณหภูมิในร้านที่เริ่มลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเคทเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ดึงคอเสื้อไหมพรมให้สูงขึ้นปล่อยให้ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้ามาตามรอยแยกของประตูกระจกเธอเลือกที่จะทนกับอุณหภูมิที่ทรมานร่างกาย มากกว่าการต้องทนฟังเสียงรบกวนที่บดขยี้ระบบประสาท
...
กลิ่นของยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียผสมกับกลิ่นคาวเืจางๆลอยอวลอยู่ในห้องพักแพทย์
กู้เหยียนโจวนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกหน้าตู้ล็อกเกอร์เหล็กที่ขึ้นสนิมตรงมุมบานพับเขาสวมเสื้อสครับสีเขียวที่ยับย่นและมีคราบกาแฟสีน้ำตาลอ่อนกระเด็นเปื้อนอยู่ตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายศัลยแพทย์อุบัติเหตุผู้ผ่านการเข้าเวรต่อเนื่องยี่สิบสี่ชั่วโมงกำลังนั่งก้มหน้ามือทั้งสองข้างวางประสานกันอยู่บนหน้าตัก
เขาไม่ได้หลับ
ดวงตาของเขาเปิดเบิกกว้างแต่เส้นเืฝอยในตาขาวแตกแขนงจนกลายเป็สีแดงก่ำอาการปวดกระบอกตารุนแรงจนเขารู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงอยู่ด้านหลังลูกตาเขาหายใจเข้าออกทางปากช้าๆ ริมฝีปากแห้งแตกจนมีขุยหนังลอกเผยอขึ้นมา
"หมอกู้ คุณยังไม่กลับอีกเหรอ"เสียงพยาบาลเวรดึกดังขึ้นพร้อมกับเสียงผลักประตูห้องพัก
กู้เหยียนโจวไม่ได้หันไปมองในทันทีสมองของเขาใช้เวลาประมวลผลเสียงเรียกนั้นนานกว่าปกติถึงสามวินาทีเต็มก่อนที่กล้ามเนื้อคอของเขาจะสั่งการให้หันหน้าไปทางต้นเสียง
"ผม... กำลังจะกลับ" เขาตอบ เสียงแหบแห้งและขาดห้วง
"ชาร์ตของเตียงสิบสองที่คุณเพิ่งเย็บแผลไป คุณลืมเซ็นชื่อรับรองนะคะ"พยาบาลยื่นแฟ้มอะลูมิเนียมมาตรงหน้า
เขากะพริบตาเชื่องช้าเอื้อมมือขวาออกไปรับแฟ้มนั้นมาวางบนตัก มือของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้มันเป็การสั่นะเืของกล้ามเนื้อที่ถูกรีดเค้นพลังงานจนหมดสิ้นชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสครับ หยิบปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินออกมากดหัวปากกาลงบนกระดาษลงในช่องลายเซ็นแพทย์ผู้รักษา
กู้เหยียนโจวหยุดนิ่ง
เขาจ้องมองช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆนั้นอยู่นานความมึนงงโจมตีระบบการรับรู้จนเขาหลงลืมวิธีการตวัดเส้นเพื่อเซ็นชื่อของตัวเองไปชั่วขณะหนึ่งโลกตรงหน้าหมุนคว้างเล็กน้อย เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อดึงออกซิเจนเข้าสู่สมองที่กำลังขาดแคลน
เขาฝืนขยับข้อมือตวัดปากกาเขียนนามสกุลของตัวเองลงไปลายเส้นที่ออกมาบิดเบี้ยวและสั่นไหวไม่เหมือนลายมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมันดูเหมือนรอยขีดเขียนของเด็กที่เพิ่งหัดจับปากกา
"เรียบร้อยครับ" เขายื่นแฟ้มคืนให้พยาบาลโดยไม่สบตา
พยาบาลรับแฟ้มไปและเดินออกจากห้องทิ้งให้เขาอยู่กับความเงียบและเสียงฮัมของตู้เย็นเก่าๆ ตรงมุมห้องกู้เหยียนโจวยกมือขึ้นถูใบหน้าที่สากไปด้วยตอหนวดที่ไม่ได้โกนมาสองวันเขารู้สึกคลื่นไส้จากการที่กระเพาะอาหารว่างเปล่ามานานเกินไปแต่เขาไม่มีความอยากอาหารหลงเหลืออยู่เลย
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยน้ำหนักที่มองไม่เห็นเขาเดินไปคว้าเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวเก่าที่แขวนอยู่บนตะขอมาสวมทับ กลิ่นของเสื้อโค้ตเหม็นอับไปด้วยกลิ่นเหงื่อและกลิ่นไอโอดีน
เขาเดินออกจากห้องพักแพทย์ลากเท้าย่ำลงบนพื้นกระเบื้องยางของโถงทางเดินโรงพยาบาลเสียงยางเสียดสีกับพื้นลินโนเลียมดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญกู้เหยียนโจวไม่ได้นึกถึงความบังเอิญ ไม่ได้แสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่เขาเพียงแค่ทำหน้าที่พาร่างกายที่เสื่อมสภาพนี้ก้าวเดินต่อไปทีละก้าว