แต่ทว่า...เส้นทางที่มุ่งไปนั้นกลับไม่ใช่ทิศทางที่จะติดตามไล่ล่าบุรุษผู้นั้นอีกแล้วซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ถึงพวกเขาจะไล่ตามไปในตอนนี้มันก็คงไม่มีประโยชน์อันใด
เพราะถ้าหากทิ้งระยะห่างกันแค่เพียงเสี้ยวลมหายใจ นั้นเท่ากับว่าบุรุษผู้นั้นเขาทิ้งระยะห่างไปไกลหลายร้อยลี้จากจุดที่ปะทะกันเมื่อสักครู่
โดยที่ชายชราสีหน้าของเขายังไม่สู้ดีนักในตอนนี้พลางครุ่นคิดเื่ราวที่เกิดขึ้น
‘หึ!...ดีที่มันโจมตีขึ้นมาก่อน ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางรู้เลยว่ามันอยู่ในระดับใดของผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาข้า..ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับเดียวกับมัน แต่ทว่าระดับชั้นก็น้อยกว่ามันอยู่เพียงหนึ่งขั้นหากไม่ร่วมมือกันทั้งสามคนต้านตาข่ายเวทนั้นแล้วล่ะก็ข้าคนเดียวอาจจะต้องจบชีวิตลงเป็แน่!’
หลังจากที่บุรุษผู้นั้น ควบสัตว์อสูริญญาห้าเขามาได้หลายชั่วยามก็เริ่มชะลอความเร็วลงเรื่อยๆ แล้วเชิดหน้าแหงนมองท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิดพลางเหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะสูดอากาศหายใจเข้าลึกอย่างช้าๆพร้อมกับสีหน้าที่ดูผ่อนคลายความกังวลลง
“เฮ้ออ...ดีที่ข้า มี ‘ลูกแก้วเวทส่องดารา’ หากไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็ หึหึ...งานนี้ก็คงลำบากพอดูเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าพวกมันทั้งสามคนอยู่ในขั้นพลังปราณิญญาระดับขั้นใดกันแน่? ...”
แต่ฉับพลันสีหน้าของเขาก็ดูอมทุกข์ขมขื่นไม่น้อย กับ ‘อาวุธเวทิญญา’ ที่ใช้ไปก่อนหน้านั้น
“แล้วข้าจะไปหามันมาจากไหนได้อีก ของแบบนี้ในเมืองใหญ่ๆยังแทบนับนิ้วได้ว่ามีกี่ชิ้นกัน!”
...
แสงอรุณแรกสาดทอส่องเปล่งประกายโผล่พ้นยอดทิวเขาสูงสายลมอ่อนจากทางเหนือพัดโชยมาไม่ขาดระยะหมอกขาวนวลลอยเลื่อนเคลื่อนตัวตามยอดเขาสูง หมุนม้วนอ่อนละมุนนุ่มพลิ้วไหวตามสายลมทำให้อากาศในเดือนนี้เหมือนมันจะดูหนาวขึ้นมาอีกเล็กน้อย
ณ หมู่บ้านหมอกอรุณ บนเชิงเขาท้ายหมู่บ้านที่ห่างออกไปไกลหลายลี้
มีบ้านหลังเล็กที่สร้างอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเชิงเขาสูงในป่าอันหนาทึบเขียวขจีที่มันถูกครอบคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ซึ่งูเาลูกนี้มันทอดยาวไกลออกไปจนสุดลูกหูลูกตาหมู่เมฆสีขาวนวลแผ่เป็แพลอยปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขาเบื้องบน
ในขณะเดียวกันที่กลางลานกว้างของหน้าบ้านมีควันไฟลอยคลุ้งออกจากเตาถ่านสีแดงเป็บางครั้งหลังจากที่มันโดนน้ำมันจากปลาที่กำลังย่าง หยดติ๋งลงบนถ่านที่กำลังแดงฉานและส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้าน
แต่ทว่า เด็กหนุ่มนาม ‘เฟยอวิ๋น’ยังคงคุดคู้อยู่ในผ้าห่มป่านผืนหนาขาดวิ่นสีเทาเขานอนขดตัวยังกับกุ้งถูกเผา และหลับสนิทเหมือนเมื่อยล้ามานานนับแรมเดือนกระทั่งไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อยก่อนที่จะได้ยินเสียงเรียกแว่วมาจากลานบ้าน ดังสะท้อนเข้ารูหูทั้งสองข้าง
“เฟยอวิ๋นเ้าตื่นได้แล้ว!”
เด็กหนุ่มวัยสิบสามย่างสิบสี่หลังจากได้ยินเสียงเรียกก็รีบดีดตัวงัวเงียตื่นขึ้นทั้งที่เปลือกตาทั้งคู่ยังคงปิดสนิทก่อนที่เขาจะยกแขนบิดี้เีไปมาสองสามทีเพื่อกระตุ้นเตือนให้เืลมได้ไหลเวียนไปทั่วร่าง พลางร้องตอบกลับไปด้วยท่าทีที่ยังสะลึมสะลือ
“ตื่นแล้วขอร๊าบบท่านลุง”
เฟยอวิ๋นหยัดตัวลุกขึ้นนั่งทั้งที่สภาพร่างกายตอนนี้ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ดี แล้วสูดหายใจยาวลึกไปหนึ่งครั้งโดยที่ฝ่ามือทั้งสองพลางลูบไล้ขึ้นลงไปมาที่ใบหน้าขาวเนียนของตนก่อนพลางหลับตาลงอีกทีอย่างเมื่อยล้า แล้วอ้าปากหาวงับดาวงับเดือนไปทีหนึ่งสุดท้ายก็ต้องทำเหมือนฝืนให้เปลือกตาทั้งคู่ยกขึ้นอย่างยากลำบาก
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าหลุบต่ำชำเลืองมองไปยังแขนซ้ายของตัวเองแล้วดึงปลายแขนเสื้อถลกขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ทำให้เขามองเห็น ‘ปลอกแขนโลหะ’ สีดำสนิท ที่มันสวมครอบอยู่บนข้อมือซ้ายของตนแล้วพลางถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าออกมา
ปลอกแขนชิ้นนี้ที่เขาสวมใส่มันมีความยาวจากข้อมือจนกระทั่งยาวไปถึงข้อศอก และไร้ซึ่งลวดลายใดๆ บนนั้นบนพื้นผิวของมันดูขรุขระหยาบกร้าน ซ้ำยังดูมีแตกลายงาออกมาบ้างเล็กน้อย ราวกับว่าปลอกแขนเหล็กชิ้นนี้มันเหมือนถูกเก็บมาจากถังขยะยังไงยังงั้น หากดูจากลักษณะมันแล้วเหมือนจะมีน้ำหนักเยอะไม่น้อยเช่นกัน
แต่ทว่ามันกับมีน้ำหนักที่แสนจะบางเบาอย่างเหลือเชื่อและยังไม่รู้สึกระคายผิวให้หงุดหงิดรำคาญใจแต่อย่างใดใส่แล้วพอดีแขนจนรู้สึกได้ว่า เ้าปลอกแขนชิ้นนี้มันแทบจะเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้วและคงไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ชั่วนิรันดรตลอดกาล
ซึ่งเฟยอวิ๋นเองก็ใส่เ้าสิ่งนี้มาั้แ่เมื่อครั้งที่เขายังเป็แค่เพียงแค่เด็กน้อย ที่ยังเริ่มหัดเดินในตอนนั้น
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดอย่างมากนั้นก็คือ
ในแต่ละปีหากว่าร่างกายของเขาเริ่มเติบโตขึ้นเขาเองก็จะรู้สึกได้เหมือนกับว่า เ้าปลอกแขนสีดำประหลาดชิ้นนี้ที่เขาสวมใส่มันกลับเติบโตขยายตามร่างกายของเขาตามไปด้วยเช่นกัน
“เ้าอยู่กับข้ามาตั้งหลายปีแต่ทว่ากลับหาประโยชน์อันใดได้ไม่เลยแม้แต่น้อย แถมยังดูไร้ค่าเสียอีก เฮ้อออ....”
เฟยอวิ๋นหลับตาลงอีกครั้ง พลางถอนหายใจเบาออกมาก่อนที่เขาจะเปิดประตูห้องก้าวเท้าลงบันไดบ้านแล้วพลางส่งยิ้มกว้างให้กับเ้าของเสียงที่เรียกขานเขาเมื่อสักครู่
“วันนี้ลุงจะทำปลาเผาให้เ้ากิน”
“งั้นแสดงว่าวันนี้ท่านลุงซุนหาปลาได้เยอะมากแน่ๆ เลยขอรับท่านลุง”
“ใช่แล้ว...วันนี้ลุงซุนก็เลยแบ่งปลามาให้พวกเราได้กินกันเ้าดูสิแต่ละตัวมีแต่ตัวโตๆ ทั้งนั้นเลย ถ้าเช่นนั้นเ้าไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะแล้วเดี๋ยวพวกเรามากินข้าวพร้อมกัน”
หลังจากนั้นทั้งสองคนลุงกับหลานก็นั่งกินข้าวกินปลากันจนกระทั่งอิ่มเป็ที่เรียบร้อย
เฟยอวิ๋นจึงขอปลีกตัวเพื่อขึ้นไปบนเขาและมุ่งหน้าเดินตามเส้นทางที่เขาคุ้นเคยก่อนจะมาถึงใจกลางของป่าอันหนาทึบที่มีลานกว้างพอประมาณซึ่งสถานที่แห่งนี้เขามักใช้เวลายามว่าง เดินขึ้นมาเพื่อฝึก ‘เพลงหมัด’ อยู่เป็ประจำ
ในระยะเวลาสามปีที่เฟยอวิ๋นกับท่านลุงได้ย้ายมาอยู่กันที่นี่
แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาทั้งสองย้ายที่อยู่มาแล้วถึงสามครั้งสามคราด้วยกันและทุกครั้งล้วนมีเื่ราวให้โลหิตต้องไหลนองชโลมไปทั่วทั้งพื้นปฐีแต่ทว่าพวกเขาลุงหลานก็หนีรอดมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งแต่ละครั้งก็ดูทุลักทุเลเฉียดตายลำบากมาไม่น้อยเช่นกัน
และในแต่ละครั้งที่เกิดเื่
เฟยอวิ๋นเองก็ไม่เคยถามไถ่ถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นกับท่านลุงเลยสักครั้งว่าเพราะสาเหตุอันใด ที่พวกเขาถึงต้องถูกตามล่าครั้งแล้วครั้งเล่ากันแน่
บางทีเขาเองก็รู้สึกอึดอัดใจจนอยากจะถามออกไปแต่บางทีเขาก็หวาดกลัวที่อยากจะรับรู้ และบางครั้ง....เขาก็อยากรู้เช่นกันว่าตัวเขาเองเป็ใครมาจากไหนกันแน่? เพราะั้แ่เริ่มจำความได้ก็มีแต่ท่านลุงที่คอยเลี้ยงดูอุ้มชูเขามาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา
เด็กหนุ่มสูดหายใจยาวลึก เพื่อรับเอาอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอดทั้งสองข้างแล้วพลางตั้งสมาธิมั่นก่อนจะปิดเปลือกตาลงช้าๆ ละทิ้งความคิดอันสับสนที่ผ่านมาสองมือกำเข้าหากันแน่นขนัดสีหน้าบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นยิ่ง
หลังจากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นก่อนพลางปล่อยหมัดออกไปราวกับพายุโหมพัดกระหน่ำ ซึ่งการทำเช่นนี้มันทำให้เขาดูผ่อนคลายลงได้มาก
“ย่าห์!!!”
หมัดที่เขาชกออกไปนั้นเป็การออกหมัดแบบพื้นๆ ที่ยังไม่ได้ใส่พลังปราณิญญาเข้าไปเสริมแต่ทว่าหมัดที่เขาปล่อยออกไป ดูแล้วก็รวดเร็วเป็อย่างยิ่ง
เงาหมัดชุดแรกยังไม่ทันได้จางหายหมัดอีกชุดก็กระหน่ำรัวออกอย่างรวดเร็ว โดยในแต่ละหมัดที่ชกออกไปนั้นมันทำให้มวลอากาศถูกฉีกออกเป็รูกว้างตามแรงกระแทกที่พุ่งออกไปและอากาศที่ถูกบีบอัดจากส่วนปลายของหมัด ก็พุ่งออกไปราวกับเกลียวคลื่นพายุที่ถาโถม
ด้วยกำลังแขนอันแข็งแกร่ง ร่างกายมีสมดุลที่ดี เท้าทั้งสองก็ขยับว่องไวปานสายฟ้าจึงทำให้การเคลื่อนตัวที่ดี ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังรุกรับนั้นดูแล้วช่างไร้ที่ติโดยแท้จริงซึ่งเฟยอวิ๋นเขามักใช้เวลาว่างประมาณสองชั่วยามในการออกกำลังกายเช่นนี้อยู่เป็ประจำทุกวัน
เพราะในแต่ละวัน หลังจากที่ทำภารกิจอย่างอื่นเสร็จสิ้นเด็กหนุ่มจะลงเขาเพื่อไปตักน้ำโดยถังน้ำแต่ละถังจากแรกเริ่มที่เขาฝึกมันมีน้ำหนักราวห้าสิบจินหลังจากนั้นท่านลุงก็เพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งในตอนนี้เขาเองสามารถถือถังน้ำด้วยมือเปล่าทั้งสองข้างซึ่งมีน้ำหนักข้างละห้าร้อยจินได้อย่างสบาย มันจึงทำให้เด็กหนุ่มมีรูปร่างราวภูผาและกล้ามเนื้อก็แข็งแกร่งอย่างมาก
โดยที่ท่านลุงได้บอกกับเขาเอาไว้ก่อนหน้านั้นว่าถ้าหากว่าร่างกายของเ้าแข็งแกร่งขึ้นมาวันใด และสามารถเข้าสู่การฝึกฝนบ่มเพาะพลังปราณิญญาได้เมื่อนั้นเ้าก็จะทนรับพลังที่มากมายมหาศาลจากสิ่งอื่นที่สามารถเหนี่ยวนำมันมาใช้ให้เป็พลังคุ้มกาย และความแข็งแกร่งของตนเองได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งพลังคุ้มกาย และความแข่งแกร่งที่ว่านั้นก็คือ ‘พลังซี’ และการที่จะได้มันมามีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือการสังหารสัตว์อสูริญญาบางชนิด ที่มันมี ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ เพียงเท่านั้น!
.
.
.
.
………………………………
“ฮ่าฮ่าฮ่า!!!...นี้ก็สิบสี่ปีแล้วที่พวกเ้าตามหามันพวกเ้าทั้งหมดช่างโง่งมเสียจริง! เฮ้ออ...ข้าอยากจะรู้จริงๆใครกันนะที่ปล่อยข่าวลือเื่บ้าบอเช่นนี้ให้พวกเ้าฟัง ว่าหลานของข้ามีของสิ่งนั้นอยู่กับตัว?”