ตะวันบ่ายคล้อยใกล้จะลาลับขอบฟ้า เวลาของงานล่าจิตอสูรใกล้จะสิ้นสุดลง เฉียนเป่ยและหลันหลันยืนรอกลุ่มของโม่เฟิงอย่างมีความหวังมาตลอดเตรียมจะถอดใจ พวกเขาต่างคิดว่ากลุ่มของโม่เฟิงคงถูกวานรเถ้าศิลาฆ่าตายหมดแล้ว
เมื่อเห็นว่าผู้เข้าแข่งขันล้วนออกมาจากป่าจิตอสูรกันจนหมดแล้ว หลี่ผิงจึงได้กล่าวปิดงาน
“ข้าขอกล่าวปิดงานล่าจิตอสูร...”
หลี่ผิงยังพูดไม่ทันจบประโยค พลันมีเสียงะโของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งลอยออกมาจากป่าจิตอสูร
“ช้าก่อน”
เสียงะโดังออกมาจากป่าทำให้หลี่ผิงจำต้องหยุดชะงักคำกล่าวค้างไว้เช่นนั้น ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังทิศทางของต้นเสียง
ผู้ที่เดินออกมาคือเด็กหนุ่มผมสีนำเงิน เนื้อตัวมอมแมม ท่าทางร่าเริง ซึ่งหลันหลันจดจำใบหน้าอันคุ้นเคยนี้ได้ นางรีบะโเรียกชื่อของอีกฝ่ายออกมาด้วยความดีใจ “เสี่ยวฟ่านเ้ายังไม่ตาย?”
ได้ยินน้ำเสียงของหลันหลันเช่นนั้น เสี่ยวฟ่านจึงยกมือขึ้นลูบไปที่ด้านหลังศีรษะของตนด้วยอาการประหม่าพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “แฮะ ๆ ๆ ๆ”
ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของเสี่ยวฟ่านอีกครั้ง หลันหลันซึ่งบัดนี้เรี่ยวแรงเริ่มฟื้นฟูกลับมาแล้ว รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับโถมตัวกอดอีกฝ่ายอย่างยินดีปรีดา สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
เด็กหลายคนที่เทิดทูลหลันหลัน ยกอีกฝ่ายให้เป็เทพธิดาในดวงใจต่างกำหมัด พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่เสี่ยวฟ่าน
“ไอ้เ้านี่มันเป็ใคร? เหตุใดหลันหลันถึงต้องเข้าไปกอดมันเช่นนั้นด้วย!”
“ตาย! ตาย! มันต้องตาย!”
เห็นสายตาอาฆาตแค้นของใครหลายคน เสี่ยวฟ่านเริ่มรู้สึกเสี่ยวสันหลังวาบ
อ่ะแฮ่ม ๆ ๆ!
เสียงกระแอมกระไอของัเีช่วยเรียกสติของหลันหลัน ใบหน้านางแดงก่ำผลักร่างของเสี่ยวฟ่านเต็มแรงจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
อุ๊บบบ!
หลี่ผิงเห็นเสี่ยวฟ่านออกมาจากป่าเพียงคนเดียวจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “แล้วกลุ่มของเ้าไปไหนกันหมด?”
เสี่ยวฟ่านลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าไปพลางตอบคำถามของหลี่ผิงไปพลาง “พวกเขากำลังตามออกมา”
หลี่ผิงเงยหน้าขึ้นมองดวงตะวันที่ยังไม่ลับขอบฟ้าจึงประกาศออกมา “ข้าจะรออีกแค่เพียงครึ่งก้านธูป (1 ก้านธูปเท่ากับ 15-30 นาที) หากคนในกลุ่มของเ้ายังไม่ออกมา ข้าจะถือว่ากลุ่มของพวกเ้านั้นละเมิดกฎการแข่งขัน สละสิทธิ์ที่จะได้รับคะแนนจากงานล่าจิตอสูร”
“เอ๋!” เสี่ยวฟ่านรู้สึกใมาก เขาไม่รู้ว่าคนในกลุ่มของตนจะออกมาเมื่อใด เขาเพียงแค่ทำตามคำสั่งของโม่เฟิง เดินออกมาถ่วงเวลาไว้ ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็เช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ภาวนาให้ทุกคนรีบออกมาจากป่าจิตอสูรโดยเร็ว
แม้หลี่ผิงจะประกาศออกมาเช่นนั้น แต่ผู้เข้าแข่งขันที่มาถึงอยู่ก่อนแล้วต่างแสดงออกว่าไม่ค่อยพอใจเท่าใดนักที่ต้องมานั่งรอเด็กปีหนึ่ง โดยเฉพาะฮัวเจี่ยเขาถึงกับะโออกมาเป็คนแรก
“เ้าคิดว่ากลุ่มของพวกเ้ายิ่งใหญ่มาจากไหนถึงกับต้องให้ผู้าุโหลายคนต้องมานั่งรอพวกเ้าเช่นนี้?”
หลายคนมาจากกลุ่มผู้มีฐานะต่างก็เห็นด้วยกับฮัวเจี่ย “ใช่แล้ว! ทำไมพวกข้าถึงต้องรอพวกเ้าด้วย ยังไงก็ได้ไม่ถึง 10,000 คะแนนอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมสละสิทธิ์ไปเลยล่ะ!”
“รอไปก็เสียเวลาเปล่า! ดีไม่ดีพวกนั้นอาจจะตายกันไปหมดแล้ว”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจของเด็กหลายคน หลี่ผิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดังกึกก้องกังวาน ทำให้เด็กทุกคน ณ ที่นี้ถึงกับต้องหยุดส่งเสียงโวยวายจนในที่สุดก็เงียบสนิทลง “มีกฎก็ต้องทำตาม แต่ถ้าใคร้าที่จะฝ่าฝืนกฎ ไม่ว่าพวกเ้าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน หากอยู่ในสถาบันใบไม้เขียว ข้าจะไม่มีทางละเว้น”
คำพูดของหลี่ผิงทำให้บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความสงบ ชั่วเวลาผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งของครึ่งก้านธูปเสียงบ่นของฮัวเจี่ยก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่พวกมันจะต้องให้ข้านั่งรอไปจนถึงเมื่อไหร่?”
ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกับการนั่งรอ หนึ่งในพวกเขาเหลือบแลไปเห็นเงาร่างคนอยู่ลิบ ๆ จึงเพ็งสายตาจนมองเห็นชัดเจนว่าเป็เด็กหลายคนกำลังเดินออกมาจากป่าจิตอสูร
“มานั่นแล้ว!”
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้อง โม่เฟิงและทุกคนในกลุ่มต่างเดินออกมาจากป่าด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง ฮัวเจี่ยเห็นเช่นนั้นจึงรีบะโขึ้นเพื่อต่อว่าในทันที
“นี่พวกเ้าไม่รู้เลยรึอย่างไร ว่าทำให้ผู้าุโหลายคนต้องมานั่งคอย ?”
ได้ยินคำต่อว่าของฮัวเจี่ย โม่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้าพร้อมกับขยับแว่นตาของตนให้เข้าที่ “ตามกฎที่ท่านอาจารย์หลี่ผิงได้กล่าวเอาไว้ งานล่าจิตอสูรจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อดวงตะวันได้หายลับไปจากขอบฟ้า ซึ่งบัดนี้ก็ยังเหลือเวลาอยู่อีกเล็กน้อย พวกข้าจึงไม่ได้ทำผิดกฎเกณฑ์แต่อย่างใด”
เห็นสีหน้าที่ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจของโม่เฟิง ฮัวเจี่ยจึงยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น “ถึงจะไม่ได้ผิดกฎแต่การถ่วงเวลาเช่นนี้ ถือเป็การไม่ให้เกียรติ...!”
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังโต้เถียงกันไปมา หลี่ผิงจึงได้เข้ามาห้ามปราม “พอได้แล้วจงนำดวงจิตที่เ้าหามาได้ ใส่ลงในกระถางทองเหลืองเพื่อรับผลคะแนนของพวกเ้าซะ”
โม่เฟิงผู้เป็ตัวแทนของกลุ่มเดินไปที่กระถางทองเหลืองโดยมีตงห่าวแบกถุงใส่ดวงจิตเดินตามไป
“นั่นคือถุงใส่ดวงจิตของพวกเ้าอย่างนั้นรึ?” เห็นขนาดถุงใส่ดวงจิตซึ่งมีขนาดไม่สัมพันธ์กับขนาดตัวของตงห่าว ทำให้เฮัวเจี่ยแหละเด็กคนอื่น ๆ ต่างก็พากันหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนาน
“ฮ่ะฮ่ะ ๆ ๆ ๆ ถุงใบเล็กแค่นั้น จะใส่ดวงจิตได้สักเท่าไหร่กันเชียว”
โม่เฟิงหาได้สนใจถ้อยคำดูถูกของฮัวเจี่ย เขายื่นฝ่ามือออกไปยังเบื้องหน้าพร้อมกับนำบางอย่างออกมาจากแหวนมิติหยกธารา
ตุบ!
ห้วงอากาศด้านหน้าโม่เฟิงเริ่มบิดเบี้ยว วัตถุบางอย่างร่วงออกมาจากช่องว่างมิติ หล่นลงไปกองรวมกับถุงใส่ดวงจิตที่ตงห่าวนำมาวางเอาไว้ก่อนหน้านี้
“นั่นมันถุงใส่ดวงจิต?”
วัตถุที่โม่เฟิงนำออกมาจากแหวนมิติหยกธาราก็คือถุงใส่ดวงจิตใบใหญ่ ขนาดของมันใหญ่กว่าถุงใส่ดวงจิตของตงห่าวถึงสองเท่า
นอกจากถุงใส่ดวงจิตใบใหญ่ของโม่เฟิงแล้ว ตงห่าวยังได้นำแหวนมิติหยกธาราของทุกคนในกลุ่มออกมาด้วย สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่ได้เห็น
“ดูเ้านั่นสิ มีแหวนอยู่อีกตั้งสี่วง หรือภายในแหวนพวกนั้นจะมีถุงใส่ดวงจิตอยู่ด้านใน”
ขณะที่หลายคนกำลังคาดเดาจากสิ่งที่เห็นกันอยู่นั้น ตงห่าวเปิดช่องว่างมิติของแหวนแต่ละวงออกมา ถุงหลายใบจึงหล่นลงมากองรวมกันอยู่ด้านหน้า
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ!
“หากทั้งหมดนั่นคือดวงจิตของสัตว์อสูร…จำนวนของมันอาจมากกว่ากลุ่มของฮั่วหนาน!”
เมื่อได้เห็นจำนวนของดวงจิตที่กลุ่มของโม่เฟิงนำออกมา ฮัวเจี่ยก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูก “เหอะ จำนวนมากแล้วจะมีประโยชน์ยังไง หากทั้งหมดนั่นเป็ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณ”
สิ่งที่ฮัวเจี่ยกล่าวออกมาถทอว่ามีเหตุผล ถึงแม้จะมีดวงจิตของสัตว์อสูรอยู่เป็จำนวนมาก แต่หากเป็ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณ มันก็มีค่าแค่ดวงจิตละ 100 หรือไม่ก็ 1,000 คะแนนเท่านั้น ไม่อาจเทียบกับดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา ที่มีมูลค่าสูงถึงดวงจิตละ 10,000 คะแนนได้
ดังนั้น..ต่อให้กลุ่มของโม่เฟิงนำดวงจิตของสัตว์อสูรที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณออกมาได้มากมายแค่ไหน มันก็ไม่อาจเทียบได้กับคะแนนกลุ่มของฮัวหนาน ที่มีดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาได้
โม่เฟิงยังคงมีสีหน้าที่สงบและเยือกเย็น เขาสั่งให้ตงห่าวเทดวงจิตลงไปในกระถางทองเหลือง “เทลงไปได้เลย”
ตงห่าวพยักหน้ารับคำสั่งของโม่เฟิงก่อนจะยกถุงดวงจิตขึ้นมาเหน็บไว้ข้างเอวแล้วจึงเทพวกมันลงในกระถางจนครบทุกถุง
หลังดวงจิตทั้งหมดถูกเทลงไปในกระถางทองเหลือง หลายคนถึงกับทำสีหน้าตกตะลึง เพราะภายในกระถางตอนนี้ มีมีลูกแก้วดวงจิต มากถึงหนึ่งร้อยดวงด้วยกัน แต่ทว่า..สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างยิ่งกว่า กลับมิใช่จำนวนของลูกแก้วที่มีอยู่มากมาย แต่เป็สีของลูกแก้ว!
“สีเหลือง สีส้ม?” ทุกคนต่างประหลาดใจกับสีของดวงจิตที่โม่เฟิงหามาได้ มันมิได้มีเพียงแค่สีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองเข้มตามที่ทุกคนได้คาดการณ์ไว้ แต่กลับมีสีส้มที่เป็ของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาปะปนอยู่ด้วย
ขณะที่ทุกคนกำลังมองดูสีของลูกแก้วอย่างประหลาดใจอยู่นั้นเสียงของเด็กคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“สีส้ม..ข้าน่าจะตาฝาดไป!” เนื่องจากสีส้มกับสีเหลืองนั้นคล้ายกันมาก หลายคนจึงคิดว่าตัวเองนั้นมองผิดไป เห็นสีเหลืองเป็สีส้ม แต่เมื่อทุกคนยกมือขยี้ตาตัวเองพร้อมกับเพ็งดูอย่างละเอียดอีกครั้งพวกเขาต่างต้องทำใจยอมรับ “ไม่! ข้าไม่ได้ตาฝาด มันเป็สีส้มจริง ๆ”
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อิจฉาเสี่ยวฟ่านสุดๆ อยากมีโมเมนต์แบบนี้ในชีวิตจริงบ้าง 555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ