ย้อนกลับไปถึงความฝันในตอนนั้นที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้แตกสลายกลายเป็อนุภาคเล็กๆ สีขาวราวกับหิมะ ซึ่งแบ่งออกเป็สามส่วน
ส่วนหนึ่งเข้ามาในร่างกายของเขาและขัดเกลาร่างกายของเขาอย่างละเอียด ทำให้เขาสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาั์ที่ไม่มีใครเคยฝึกสำเร็จสำเร็จได้ง่ายดายราวกับยกน้ำขึ้นดื่ม
ส่วนหนึ่งเข้ามาที่มือซ้ายของเขาและกลายเป็มือซ้ายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสังหารนักเวททั้งหมดได้
และอีกหนึ่งส่วนเข้ามาในหัวทำให้สามารถเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์มากมาย
ความรู้ที่ยังไม่ได้ผสานกันอย่างสมบูรณ์ของวิชาก้าวัได้รับการเสริมด้วยภาพที่ปรากฏตามธรรมชาติในความคิดของเขา และแล้วการผสานรวมก็เสร็จสมบูรณ์อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือหลัวเลี่ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า แิทางวรยุทธ์นี้สูงกว่าเคล็ดวิชาเดิมที่ยังไม่ได้ผสานกันอย่างลงตัว
หากฉินจื้อและเหยาเฟิงสร้างเคล็ดวิชานี้ด้วยแรงบันดาลใจและความปรารถนาอันสูงส่งตอนนี้มันคือัขี่เมฆที่ดุร้ายกว่าและสง่างามกว่า
เมื่อเห็นว่าหลัวเลี่ยไม่ตอบสนองฉินจื้อก็หัวเราะและพูดว่า “เื่นี้ทำให้อาจารย์ภูมิใจแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเ้าจะััได้ถึงความแตกต่างของความคิดทางวรยุทธ์ในขณะที่อายุเท่านี้ และสภาพจิตใจแบบนี้ เ้ารู้ว่าจะรวมความคิดทางวรยุทธ์ของเราทั้งสองคนได้อย่างไร”
“ใช่พวกเราพอใจมาก” เหยาเฟิง ผู้ซึ่งมักจะเ็าอยู่เสมอ ตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ทันทีที่ผู้าุโทั้งสองพูดจบหลัวเลี่ยก็ะโขึ้นทันที
ในพริบตาเสียงของัและคลื่นน้ำก็ดังขึ้น
มวลอากาศรอบข้างสั่นไหวราวกับคลื่นทะเล
ลมเคลื่อนไหวราวกับักำลังเปล่งเสียงออกมาช่วยส่งให้หลัวเลี่ยพุ่งตรงไปที่้าสุดของตำหนักยาซิน ซึ่งอยู่ห่างออกไปสิบห้าถึงสิบหกเมตร
“ผะผสานกันแล้วหรือ?”
“ช่างเป็แิทางวรยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมแรงผลักดันนี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะข่มขู่ผู้อื่น”
ผู้าุโทั้งสองประหลาดใจ
หลิวหงเหยียนอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างนางรู้ว่าหลัวเลี่ยค่อนข้างแข็งแกร่งในทางวรยุทธ์ แต่นางไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะประเมินเขาต่ำไปเขาแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ
หลัวเลี่ยเป็เหมือนัอำมหิตที่ะโขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนกับัสีน้ำเงินที่ทะยานขึ้น เหมือนกับคลื่นทะเลที่กระทบท้องฟ้า เขากำลังแสดงปริศนาของวิชาก้าวั
แนวความคิดทางวรยุทธ์นั้นช่างอิสระและง่ายดาย
ในท้ายที่สุดผู้าุโทั้งสองก็หมกมุ่นอยู่กับการเฝ้าดู แม้พวกเขาจะเป็ผู้บุกเบิก แต่แิทางวรยุทธ์นั้นยังแตกต่างและด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อเห็นหลัวเลี่ยแสดงเคล็ดวิชาแล้ว ในไม่ช้าพวกเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่ง
เมื่อหลัวเลี่ยลงมายืนต่อหน้าผู้เฒ่าทั้งสองพวกเขายังคงอยู่ในสภาวะงงงัน
ใช้เวลาชั่วครู่กว่าที่ผู้าุโจะกลับมารู้สึกตัว
“มหัศจรรย์ช่างมหัศจรรย์จริงๆ แิทางวรยุทธ์ของเ้าเกี่ยวกับวิชาก้าวันั้นยอดเยี่ยมมากและมันเหมาะสำหรับการฝึกวรยุทธ์ทางทางกายภาพนี้มากกว่า” ฉินจื้อกล่าวชมเชย
“ข้าค้นพบแนวความคิดทางวรยุทธ์ขึ้นใหม่อีกครั้งและมันไม่ใช่แนวความคิดแบบครึ่งๆ กลางๆ อีกต่อไป” เหยาเฟิงแสดงความตื่นเต้น
หลัวเลี่ยก็รู้สึกตื่นเต้นมากเช่นกัน
สิ่งที่เขาตื่นเต้นคือเขาอาจจะสามารถค้นพบความรู้ที่ลึกลงไปทางเวทมนตร์ อันเกิดจากสิ่งตกทอดของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในแง่ของศิลปะการต่อสู้หรือด้านอื่นๆ
ความคิดของหลิวหงเหยียนยังล่องลอยอยู่นางไม่สามารถซ่อนความชื่นชมที่มีต่อหลัวเลี่ยได้ จึงยกนิ้วให้เขา จากนั้นจึงพูดกับผู้าุโทั้งสองว่า“ท่านทั้งสอง ข้าสงสัยว่าหลัวเลี่ยจะสามารถเป็ศิษย์ของพวกท่านได้ไหม”
“แน่นอน!”
“คนที่จะได้รับความพอใจมากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!”
ผู้าุโทั้งสองไม่สามารถซ่อนความปีติยินดีของพวกเขาได้
การได้รับการยอมรับจากผู้าุโทั้งสองทำให้หลัวเลี่ยมีความสุขมากแต่เขากลับไม่ได้ยอมรับในตัวผู้าุโทั้งสอง
“ผู้าุโข้า้ากล่าวบางสิ่ง” หลัวเลี่ยกล่าว “การรับศิษย์ต้องทดสอบ การรับอาจารย์เองก็ต้องทดสอบพลังของอาจารย์เช่นกันหากอาจารย์ไม่สามารถตอบสนองความ้าของข้าได้ ข้าก็ต้องขอโทษด้วยที่ไม่อาจยอมรับอาจารย์ได้”
หา?
ทั้งผู้าุโและหลิวหงเหยียนต่างตกตะลึง
ั้แ่ในอดีตไม่เคยได้ยินเื่การทดสอบเพื่อดูว่าอาจารย์มีคุณสมบัติที่จะสอนศิษย์หรือไม่
“เ้าคิดว่าพวกเราสองคนไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็อาจารย์ของเ้าหรือ”ใบหน้าของเหยาเฟิงเ็าอีกครั้ง
“เช่นนั้นพวกท่านคิดว่าการก้าวไปถึงพลังวรยุทธ์ระดับวังชะตาสำหรับข้าแล้วเป็เื่ที่ยากหรือ” หลัวเลี่ยถามกลับ
เหยาเฟิงพูดไม่ออก
ฉินจื้อกล่าว“ไม่ใช่เื่ยากเลย ศักยภาพของเ้าโดดเด่นมาก และความเข้าใจของเ้าก็ยิ่งน่าเหลือเชื่อมากขึ้นไปอีกหากเ้าก้าวข้ามระดับวังชะตา หรือแม้แต่ระดับกายทองคำ เ้าจะอายุยืนยาวไม่โรยรา ทุกสิ่งสำหรับเ้าล้วนไม่ยากแล้ว”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้เมื่อข้าถึงระดับกายทองคำแล้ว แต่ท่านยังอยู่ในระดับวังชะตา หรือหากท่านสามารถไปถึงระดับที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้แล้วจะให้ข้าใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะศิษย์สั่งสอนอาจารย์หรือ จะเป็การเสียเวลาเกินไปหรือไม่เหตุการณ์นี้อาจทำให้ชีวิตที่ยืนยาวของข้าไม่ราบรื่นนัก” หลัวเลี่ยพูดเบา ๆ “ดังนั้นข้าจึง้าทดสอบพวกท่านหากความเข้าใจของพวกท่านสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต แม้ว่าข้าจะนับถือพวกท่านเป็อาจารย์แต่ข้าก็สามารถช่วยพวกท่านให้ไปถึงระดับกายทองคำได้”
มุมปากของผู้าุโทั้งสองกระตุก
หลิวหงเหยียนแทบจะอดที่จะหัวเราะออกมาดังๆไม่ได้
หลัวเลี่ยผู้นี้คิดเื่ลูกศิษย์จะสอนอาจารย์ในอนาคตจริงๆ
หลัวเลี่ยกล่าวต่อ“ข้าเห็นว่าในเคล็ดวิชาที่พวกท่านสร้างขึ้น ไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็ไปของ์และโลกซึ่งหมายความว่า ถึงแม้พวกท่านจะฝึกฝนได้เก่งกาจเพียงไหน แต่ท่านก็ยังไม่เข้าใจกระแสความเป็ไปของ์และโลกเอาละ ในตำหนักราชันผู้พิชิตนี้มีเสาอยู่ต้นหนึ่ง บนเสาต้นนั้นแสดงถึงความเข้าใจของราชันผู้พิชิตเกี่ยวกับความเป็ไปของ์และโลกหากพวกท่านสามารถเข้าใจความเป็ไปของ์และโลกได้ภายในครึ่งปี ข้าจะยอมรับพวกท่านเป็อาจารย์แต่หากท่านเข้าใจภายในหนึ่งปี พวกท่านจะเป็ได้แค่ที่ปรึกษาของข้า แต่ถ้าภายในหนึ่งปียังไม่สามารถเข้าใจได้แสดงว่าพวกเราไม่มีวาสนาต่อกัน”
ผู้าุโทั้งสองเม้มริมฝีปากพวกเขารู้สึกเหมือนเคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้าุโทั้งสองตื่นเต้นเป็พิเศษ
นั่นคือความเป็ไปของ์และโลก
แท้จริงแล้วแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในระดับวรยุทธ์ที่สูงมาก แต่พวกเขาก็ไม่เคยเข้าใจความเป็ไปของ์และโลกนี่คือความเสียใจในชีวิตของพวกเขา ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจในวรยุทธ์ของพวกเขามีขีดจำกัด
หากพวกเขามีร่องรอยที่ราชันผู้พิชิตทิ้งไว้คอยช่วยเหลือก็เป็ไปได้ที่พวกเขาที่มีประสบการณ์มากมายจะตระหนักถึงความเป็ไปของ์และโลกได้
ทว่าการถูกทดสอบโดยใครบางคนเพื่อดูว่าพวกเขาสามารถเป็อาจารย์ได้หรือไม่นั้น เป็เื่ที่น่าอึดอัดใจเล็กน้อยสำหรับผู้มีเกียรติทั้งสองซึ่งเป็แขกของกษัตริย์ในอาณาจักรใกล้เคียงหลายแห่ง
“ท่านทั้งสองกลัวหรือท่านรู้สึกว่าความเข้าใจของท่านแย่มากจนไม่มีโอกาสแม้แต่จะเป็อาจารย์ของข้าได้ เช่นนั้นจึงกลัวการทดสอบนี้หรือ”หลัวเลี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของผู้าุโทั้งสองเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลัวเลี่ยกล่าวต่อ“โอกาสเรียนรู้ความเป็ไปของ์และโลกเช่นนี้มีไม่มากนัก หากพลาดแล้วพวกท่านอาจไม่มีโอกาสอีก”
สีหน้าของผู้าุโทั้งสองเปลี่ยนไปอีกครั้ง
พวกเขาพบว่าหลัวเลี่ยแย่เกินไป
อย่างแรกคือก้าวร้าวกล่าวว่าพวกเขาทำไม่ได้ กล่าวว่าพวกเขากลัว
ถัดไปคือยื่นขอเสนอดึงดูดที่แสนหวานการเข้าใจความเป็ไปของ์และโลกนั้นเป็สิ่งที่น่าสนใจมาก