***นักรบสมองกล้าม เอรีส
วันนี้คือวันที่ 19 ของเกมส์แห่งา
นโยบายของท่านผู้นำกังได้ถูกกระจายออกสู่ทุกภาคส่วน
และก็ถึงเวลาของการสร้างเมืองเสียที
กลุ่มนาโต้ที่ฉันสังกัดอยู่นั้น ได้รับหน้าที่ในการคุ้มกันภัยให้กับทีมจัดการทรัพยากรณ์
หรือก็คือต้องจัดกลุ่มมุ่งหน้าไปทีู่เาข้างหลังนั่นเอง
จากการวิเคราะห์ของทีมนักธรณีวิทยา พวกเราพบว่าทีู่เาข้างหลังนี้มีสินแร่มีค่าอยู่เป็จำนวนมาก
แถมใต้พื้นเมืองลึกลงไป ก็ยังพบกับหินแกรนิตขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เช่นกัน
ถึงจะเป็การคาดเดาเพราะยังไม่มีเครื่องมือสำรวจชั้นดิน แต่อย่างน้อยนักธรณีวิทยาก็ตั้งสมมติฐานจากผลสำรวจกายวิภาคเอาไว้เช่นนั้น
สรุปคือเป็ที่ตั้งซึ่งเหมาะสมกับการป้องกันการรุกรานของพวกมนุษย์มด เพราะพวกมันไม่น่าสามารถขุดชั้นหินแกรนิตรุกรานเข้ามาจากใต้ดินได้
และยังเป็ทำเลทองสำหรับเก็บเกี่ยวทรัพยากรณ์ต่าง ๆ อีกด้วย
อาหารการกินก็ไม่น่าเป็ห่วง เพราะูเาข้างหลังนี้มีธรรมชาติสมบูรณ์ แหล่งน้ำขนาดเล็กจากหุบเขาก็สะอาดดี และปริมาณน้ำใต้ดินก็ถูกขุดค้นพบแล้วด้วย
ท่านผู้นำกังเลือกสถานที่ตั้งได้เหมาะสมและชาญฉลาดอย่างยิ่งจริง ๆ
ฉันไม่ค่อยฉลาดเท่าไหรนัก เลยรู้สึกชื่นชมและนับถือท่านผู้นำกังอย่างที่เห็นนี่แหละ
ทุกเองก็คงคิดแบบเดียวกัน
“แอร์บาส์ร มีพวก [มอนสเตอร์] ตรงตามรายงานจริง ๆ ด้วย…”
“ใช่ ตัวตนสุดจะแฟนตาซี่อย่าง [มอนสเตอร์] จริง ๆ ด้วย…”
หนุ่มผิวดำผมหยิกใบหน้าดุดัน [แอร์บาส์ร] คู่หูของฉันตอบด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
พวกเราในชุดหนังสัตว์จำนวนสี่สิบคนต่างกระจายตัวกันออกไปเพื่อล้อมเ้า [มอนสเตอร์] ที่ว่านั้น
[มอนสเตอร์] คือคำข้อสรุปคำเรียกขานของพวกสิ่งมีชีวิตที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน
ในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ช้าง ม้า วัว ควาย ตามอย่างที่พวกเราคุ้นเคย
มันมีสัตว์อันตรายแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย
ตัวอย่างก่อนหน้าก็กระต่ายที่มีเขา
พวกมันจะออกล่าเป็ฝูง ถึงตัวเดียวจะอ่อนแอ แต่พอทั้งฝูงรวมพลังกันก็จะสามารถล้มช้างได้ทั้งตัว
และเ้าตัวปัญหาที่กำลังขัดขวางการทำเหมืองแร่ ณ ตอนนี้ก็คือตัวตนที่เรียกว่า [สไลม์]
หากอิงตามตำนานและนิยายแฟนตาซี พวกสไลม์จะมีลักษณะคล้ายเยลลี่ ทนทานต่อการฟันแทง อีกทั้งต้องใช้เวทมนต์ในการปราบ
แต่นี่คือความเป็จริงบนโลกอันแปลกประหลาด มนุษย์อย่างพวกเราไม่ได้สามารถใช้เวทมนต์อะไรแบบนั้นได้
พวกมันมีรูปร่างคล้ายกับอะมีบาขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางของพวกมันประมาณราวหนึ่งเมตรได้ มีร่างกายโปรงใสขุ่นมัว
สามารถมองเห็นอวัยวะภายในอย่างนิวเคลียสอะไรแบบนี้ได้ชัดเจน
การเคลื่อนไหวดูคล้ายกับตัวทาก ใช้ระยางที่ยืดยาวออกมาซึ่งเรียกว่า [เท้าเทียม] หรือในชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า [อมีบอยด์] ในการเคลื่อนไหว
และพวกมันอาศัยตามหนองน้ำหรือที่ชื้นตามอย่างอะมีบาที่พวกเรารู้จัก
“ลุย! ”
หัวหน้าหน่วยแอร์บาส์รได้ออกคำสั่ง
ธนูไม้และหอกหินได้ถูกขว้างออกไปเต็มแรงใส่กลุ่มสไลม์ที่กำลังนอนแช่อยู่ในหน่องน้ำตรงหน้า
สไลม์จำนวนสิบตัวถูกอาวุธยุคหินของพวกเราปักทะลุเสียบนิวเคลียสและหยุดขยับไป
ง่ายจัง
“ขอบคุณมากครับ เลยไปทางขวาอีกสิบเมตร จะมีพวกมันอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง ยังไงรบกวนฝากจัดการทีนะครับ”
“ได้”
หน่วยสำรวจกับคนงานที่ตามติดมาด้วยเริ่มลงมือเก็บกวาดพื้นที่
พวกเขาจัดการล้มต้นไม้ ถางป่า และลงมือเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็พื้นที่ทำเหมืองแร่
ฉันหันกลับไปทางด้านหลัง
เนื่องจากอยู่พื้นที่่ตรงกลางของูเา จากจุดนี้เลยจะสามารถมองเห็นตัวเมืองได้ชัดเจน
ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ อากาศที่ชุมปอดแบบไม่สามารถััได้จากโลกเดิม
สายลมเย็นที่ปะทะใบหน้า และรูปร่างของเมืองและถนนที่กำลังถูกก่อสร้าง
ฉันเห็นแนวเขตกำแพงเมืองจีน กำแพงแบบยุโรปโบราณ มีแม้แต่ฐานของปราสาทโอซาก้าของชาวญี่ปุ่น
มีกำแพงปราการแบบสุโขทัยของคนไทยด้วย
เมืองที่สร้างตามอย่างความเคยชินตามวัฒนธรรมของตนเองได้เริ่มเป็รูปร่างขึ้นมา
คงเป็เมืองที่แปลกน่าดู เพราะเล่นเอาทุกวัฒนธรรมมารวมกันอยู่ใกล้ ๆ กันแบบนี้
เมืองศูนย์กลางที่หันหลังชนหุบเขา เมืองนี้คือเมืองศูนย์กลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ส่วนเลยออกไปไกลหลายสิบกิโลเมตร ณ สุดขอบฟ้า จะมีเมืองหน้าด่านของแต่ละผู้นำดูแลกระจายตัวอยู่
และเห็นว่าจะขยายออกไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็การหาแหล่งทรัพยากรณ์เพิ่ม
ตอนนี้พวกเขาต่างกำลังมองหาทะเล เพราะ้าหาแหล่งน้ำมัน
ระดับวัฒนธรรมในตอนนี้ของพวกเราน่าจะอยู่ที่่ประมาณยุคหินไปสู่่ยุคกลางตอนต้น
เดียวถ้าหากทำเหมืองแร่สำเร็จ สินแร่ต่าง ๆ ก็จะถูกขุดขึ้นมาใช้งาน
ชุดเกราะ ดาบ อาวุธต่าง ๆ ที่ทำจากโลหะจะถูกผลิตขึ้นมาได้
ส่วนปืน รถถัง พวกอาวุธทันสมัยเ่าั้คงต้องรอไปก่อน
เพราะว่ายังไม่พบดินปืนหรือน้ำมันอย่างที่บอกไปในตอนต้นเลย
จะว่าไปไฟฟ้าก็จำเป็เหมือนกันละนะ
“แอรีส ไปต่อเถอะ”
“อืม…”
ฉัดปัดความคิดไร้สาระทิ้งไป แล้วเดินตามแอร์บาส์ร
ในตอนนั้นเอง---
“...บนท้องฟ้ามันตัวอะไร? ั!? ”
ในตอนนั้นเองที่เหนือหัวของพวกเราก็มีฝูงสัตว์ั์บินผ่านหัวของพวกเราไป
พวกมันต่างเร่งรีบบินผ่านเหนือหัวพวกเราไปราวกับฝูงนกที่ย้ายถิ่น
แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่ทำเช่นนั้น
“มีตัวหนึ่งมาทางนี้แล้ว! ”
“กรี๊ด!? ”
ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความใ
เพราะว่าเ้าแอร์บาส์รถือวิสาสะมาอุ้มฉัน แล้วะโหลบหนีออกมาจากจุดนี้
ฉันหลบเองได้ยะ!
“โอ้ย!? ”
ว่าแล้วฉันเลยตบฉาดเข้าให้ที่ใบหน้าของเขาทีหนึ่ง
เกิดเสียงแผ่นดินถล่มดังกังวาล
ไม่ใช่เสียงจากฝ่ามือของฉันหรอกนะ
แต่เป็เสียงจากเ้าัที่ลงมาเมื่องกี้นะสิ
ไม่สิ ต้องบอกว่ามันร่สงลงมามากกว่า
มันตัวสูงราวสามเมตร มีเกล็ดสีน้ำตาล ปีกสีน้ำตาล
รูปร่างคล้ายกับัตามตำนานของยุโรปมากกว่าจะเป็ัตามตำนานของคนจีน
ทั่งร่างของมันเต็มไปด้วยเืสีน้ำตาล
เรียกได้ว่ามีสีน้ำตาลทั้งตัวเลยแฮะ
ดวงตาของมันแดงฉ่ำราวกับกำลังโกรธแค้นบางอย่าง
แถมยังดูอ่อนแรงและดูฉุนเฉียวอย่างมาก
“โกร้ววว! ”
มันคำรามก้อง และพ่นไฟออกมา
พ่นไฟได้ด้วย!
ฉันรีบกลิ้งตัวหลบลงมาจากท่าอุ้มเ้าหญิงของแอร์บาส์ร
ส่วนแอร์บาส์รก็กลิ้งหลบไปอีกข้าง
ฝูงคนต่างแตกกระจายและวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก
ฝูนนกบินทะยานทิ้งรังขึ้นไปสู่ท้องฟ้า
ป่าโดยรอบเริ่มติดไฟขึ้นมา
แย่ละ เดียวได้เกิดไฟป่ากันพอดีหรอกแบบนี้
“ต้องฆ่าทิ้งแล้วแบบนี้ ไม่อย่างงั้นได้เกิดเป็ไฟป่าแน่นอน! ”
ฉันแย่งหอกอีกเล่มมาจากมือของลูกน้องที่อยู่ด้านข้าง
แล้วป่าใส่ัตรงหน้า
หอกหินพุ่งแหวกอากาศไปกระทบกับผิวของมัน แล้วหักลงเป็สองท่อนต่อหน้าฉัน
ไม่ไหววุ้ย
แต่ยังไงก็ต้องสู้!
ทุกคนต่างเริ่มลงมือโจมตี
สี่สิบคนต่อหนึ่งตัว ถึงจะเกิดความคาดหมายที่มีั แต่มันตัวเล็กแค่สามเมตร ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เกิดสามัญสำนึกไปมากนัก
ลูกธนูกับหอกหินจำนวนมากได้ถูกยิงออกไป
ัเกล็ดน้ำตาลโค้งตัวและหุบปีกลงอย่างจำยอมโดยไม่อาจตอบโต้กลับมาได้
เยี่ยม แสดงว่าการโจมตีได้ผล---
“ทุกคน หยุดก่อน! ”
แต่แล้วแอร์บาส์รกลับะโก้องให้ทุกคนหยุดโจมตี
เอ๊ะ? ทำไมละ?
ฉันกับทุกคนหยุดมือของตัวเองลง บรรยากาศโดยรอบได้ถูกหยุดนิ่งเอาไว้
“หยุดก่อน...ให้ผมจัดการเอง เ้านี่นะ มันไม่ได้คิดร้ายหรอก...ใช่มั้ย? ”
ชายชาวแอฟริกาคนนี้พูดอะไรของเขา?
แต่พอลองย้อนกลับไปคิดถึง่ที่เขาสามารถจับสเลปนีร์ (ม้าหกขา) มาขี่ได้ ฉันก็รู้สึกว่าเขาคงเป็พวกประเภทที่คุ้นชินกับสัตว์ละมั้ง?
“ทุกคนทำตามที่หัวหน้าสั่งซะ”
ฉันเลยวางใจและออกคำสั่งในฐานะรองหัวหน้าเพื่อช่วยสนับสนุนเขาอีกเสียง
“ขอบคุณมาก”
แอร์บาส์รหันมาตอบฉันด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดุดันบนอ่อนโยน
เป็ใบหน้าที่ดูดีหล่อใช้ได้อยู่หรอก แต่ว่า--- พอมาคิดถึงสิ่งที่มันปฏิบัติกับฉันใน่เวลาสิบกว่าวินที่ผ่านมานี้แล้ว...
อะไร? หรือว่ามันคิดที่จะจีบฉัน?
พอคิดแบบนี้ใบหน้าของฉันก็เริ่มร้อนแดงขึ้นมา
กรี๊ดดดด!?
แอร์บาส์รหันไปเผชิญหน้ากับัตรงหน้าโดยไม่สนใจความว้าวุ่นภายในใจที่กำลังเกิดขึ้นกับฉัน
หรือว่าไอบ้านี่แค่หมาหยอกไก่เล่น!?
คราวนี้เลยกลายเป็ว่าฉันหายหน้าแดงแล้วเข้าสู่ความโกรธแทน
“...”
พอ พอ คิดมากไปปวดหัวเปล่า มาดูฝีมือของเข้าแอร์บาส์รดีกว่า ว่าเขาจะจัดการกับัได้ยังไง
***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]
รู้สึกเข้าหน้าเอรีสไม่ติด
พอรู้ตัวว่ากำลังหันไปส่งยิ้มให้เธอ ผมก็รีบเบือนหน้าหนีทันที
หัวใจเต้นแรงชิบ แถมใบหน้าก็ยังร้อนผ่าว ส่งสัยว่าผมจะหลงรักเธอจริง ๆ เข้าแล้วละมั้ง?
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวจีบสาว
แถมดูท่าทางเธอจะยังโกรธที่ผมไปอุ้มเธอเมื่อกี้นี้ด้วย
แต่ตอนนั้นมันช่วยไม่ได้นี่น่า ผมกลัวว่าเธอจะหลบไม่ทันนี่น่า?
“...ตอนนี้จัดการกับัตรงหน้าก่อนดีกว่า”
ผมปัดความคิดเ่าั้ทิ้งไป และหันไปเผชิญหน้ากับั
เพราะว่าก่อนตายใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมามาก เลยพอจะรู้ได้ว่าพวกสัตว์ต่าง ๆ มันกำลังรู้สึกเช่นไรอยู่
สัตว์เองก็มีชีวิตจิตใจ
เศร้าเป็ หิวเป็ โกรธแค้นเป็ ระแวงเป็
และมีความหวงแหนรักใคร่
แค่มองเข้าไปภายในดวงตาของสัตว์ ผมก็รู้แล้วว่าพวกมันกำลังรู้สึกยังไง
อย่างเช่นัตรงหน้า
มันกำลังหวาดกลัวอยู่
ใช่ มันหวาดกลัว
กลัว และห่วงแหน
บางที การที่มันโค้งตัวงอและหุบปีกลง มันคงกำลังปกป้องบางสิ่งอยู่
และสิ่งนั้นอาจจะเป็ลูกน้อยของมัน
ไม่จำเป็ต้องทำร้ายสัตว์ที่ไม่อยากจะต่อสู้หรอกนะ
“ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ ”
“โกร้วววว! ”
“โอ้วว!? ใจเย็น ๆ ผมไม่ทำร้ายเ้าหรอก ดูนี่สิ ดูนะ”
ผมวางอาวุธลงไปบนพื้นแล้วยกสองมือขึ้นฟ้า
ก้มตัวลงให้แนบพื้นเพื่อลดความรู้สึกคุกคาม แต่ยังคงจับจ้องไปภายในดวงตาของมัน
ดวงตาคือหน้าต่างแห่งดวงใจ บางที ต่อให้สื่อสารกันไม่ได้ แต่เพียงแค่การจับจ้อง มันก็สามารถสื่อใจได้หลาย ๆ อย่างแล้ว
เป็เื่ราวที่น่าอัศจรรย์และไม่อาจไข่ความลับได้ดั่งเวทมนต์
“กร๊อก…”
ัยังคงส่งเสียงคำราม
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร เ้าาเ็ใช่มั้ย? พวกเราไม่ทำอันตรายเ้าหรอก”
ผมค่อยเดินเข้าไปใกล้มัน
ช้า ๆ อย่างใจเย็น
ถ้าเป็สัตว์ร้ายที่หิวโหยหรือหวงถิ่นที่อยู่ มันจะส่งสายตาที่ดุร้ายและส่งเสียงขู่คำราม
ถ้าเจอสองรูปแบบนี้ ก็ได้เตรียมใส่ตีนหมาเผ่นได้ทันที
แต่เ้านี่ไม่ได้แสดงท่าทีอย่างที่ว่า
ดูท่าจะมีความฉลาดพอสมควร เลยรู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายมัน
เ้าัหลับตาลง ก้มหัวลงและกางปีกออกมาก่อนจะล้มตัวลงไปนอนที่พื้น
ราวกับรับรู้ได้ว่าสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจแล้ว
และผมก็ได้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ปีกของมัน
ตรงนั้นมีัผิวสีน้ำตาลอ่อนกำลังเกาะติดอยู่ข้างกายั
ขนาดตัวของมันสูงเพียงแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น
มันส่งเสียง ปี้~ปี้~ อย่างไร้เดียงสา
มันหันมาทางผม แล้วส่งเสียงร้องพร้อมกับน้ำตาราวกับขอความช่วยเหลือ
ช่วยเหลือด้วย ช่วยเหลือหนูด้วย
ผมตีความได้เช่นนั้นจากดวงตาที่สดใสของมัน
“ทุกคนรีบรักษาแผลให้มัน แล้วก็หาอาหารให้เ้าตัวน้อยตรงนั้นด้วย! ”
“เออ...ท่านหัวหน้า เอาจริง---”
“รีบทำตามคำสั่งของแอร์บาส์รเดียวนี้! ”
“ครับท่านรอง! ”
ด้วยเสียงดุของเอรีส เลยทำให้ทุกคนรีบลงมือทำตามคำสั่ง
ด้วยเหตุนี้ พวกเราเลยได้ัคู่หนึ่งมาเลี้ยงในท้ายที่สุด
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
วันที่ 20 ของเกมส์แห่งา
งานก่อสร้างเนินขวางกั้นศัตรูตามแนวชายแดนริมแม่น้ำยังคงดำเนินไปได้อย่างราบรื่นดี
“ (ท่านสเลบ บนท้องฟ้าครับ!) ”
“ (บนท้องฟ้า?) ”
ในตอนนั้นเองที่เ้าสเก็ต รองผู้บังคับของผมได้ส่งสัญญาณคลื่นสมองมาเตือนภัยบางอย่าง
ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ที่ตรงนั้นมีฝูงของสัตว์ั์บินได้จำนวนมาก
อาจมีนับพันได้
และทิศทางที่พวกมันกำลังบินไป ก็คือที่ตั้งเมืองของพวกเรา
ศูนย์กลางที่องราชินีทั้งห้าอาศัยอยู่
ผมรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายบางอย่าง
“ (สเก็ต สเต็บ สเล็บ สเล็ด สเล็ต สเล็ก สเต็ก ผมฝากพวกนายช่วยดูแลงานก่อสร้างตรงนี้ต่อที แล้วก็อย่าลืมส่งของที่ยึดมาได้จากค่ายของศัตรูกลับไปที่เมืองด้วย ผมขอตัวล่วงหน้ากลับเมืองก่อนดีกว่า) ”
“ (ได้ครับ ว่าแต่ท่านสเล็บจะพามดทาสกลับไปด้วยกี่คนดีครับ?) ”
“ (ไม่ต้อง ผมคนเดียวพอ) ”
“ (คนเดียว?) ”
ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ ผมเลยเริ่มลงมือกลับเมืองในทันที
วิ่งกลับเมืองใช้เวลาสี่ถึงห้าวันได้ ถ้าเร่งฝีเท้าหน่อยก็อาจจะร่นเหลือแค่สามวัน
แต่มีวิธีที่เร็วกว่านั้น
นั่นคือการฆ่าตัวตาย แล้วไปเกิดใหม่ที่คริสตั้นแห่งชีวิตนั่นเอง
ใช้เวลาแค่หนึ่งวัน ไม่ต้องเมื่อยเดินอีกด้วย
“กระผมกำลังจะกลับไปหาท่านเดียวนี้แล้วครับ ท่านแฟต”
ถึงจะรำคาญปากเสีย ๆ ขององราชินี แต่กระผมเป็ถึงขุนพลของท่าน เลยรู้สึกว่าต้องรีบกลับไปคุ้มครองอยู่ข้างกายท่านในเวลานี้
ว่าแล้วผมจึงลงดาบเขี้ยวปลิดชีพของตัวเองทิ้งในทันที
***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]
วันนี้คือวันที่ 21 ของเกมส์แห่งา
ฉันกำลังมองออกไปทางทิศใต้ของเมือง
พื้นกว่าหนึ่งในแปดได้ถูกแผดเผามอดไหม้
“ให้ตายสิ…”
ฉันพึมพำกับตัวเอง
เื่มันเกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าของวัน
พื้นที่เก็บสเบียงตรงทิศใต้ของเมืองได้ถูกสัตว์ั์นับร้อยที่บินบนฟ้าเข้ารุกราน
สเบียงจำนวนมากถูกขโมย นักรบมากมายถูกเผาตาย แถมเมืองหนึ่งในแปดส่วนยังมีสภาพเละเทะไม่มีชิ้นดี
ในขณะที่พวกเราเสียหายหนัก แต่กลับฆ่าสัตว์ร้ายไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว
ถ้าถามว่าเป็เพราะอะไรนะหรือ? คำตอบคือพวกเรายังขาดอาวุธสำหรับโจมตีระยะไกลนั่นเอง
กับศัตรูที่บินบนฟ้าได้นั้น พวกเราไม่รู้เลยว่าจะตอบโต้ได้ยังไง
มดระดับองครักษ์เองก็บินได้สูงสุดแค่ห้าเมตร จะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์ร้ายที่พ่นไฟและบินได้แบบนั้นกันละ?
จากความพินาศในตอนเช้า ราชินีทั้งห้าจึงจัดประชุมกันเร่งด่วน
ราชินีทั้งห้ากับขุนศึกสูงสุด
ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต] ผู้ชาญฉลาดการศึกา ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [สเลบ]
ราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] ปราชญ์แห่งเผ่าพันธ์ุ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [สกัด]
ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ชำนาญการแห่งวิศวกรณ์ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [ฮอร์เนส]
ราชินีแห่งความจู้จี้ [บอส] ชำนาญการด้านการจัดการทรัพยากรณ์ ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [อลูฟ]
ราชินีแห่งความเป็มิตร [คอมพาเนียน] ชำนาญด้านการทูต ขุนศึกใต้บัญชาสูงสุด [คอมมิว]
และนี่คืออำนาจสูงสุดของกองทัพที่พวกเรามีในตอนนี้
ฉันกุมอำนาจทางการทหาร ส่วนองค์ราชินีที่เหลือก็รับผิดชอบด้านการเมือง การปกครอง และการบริหารไป
และปัญหาเกี่ยวกับการป้องกันทางอากาศนั้น ได้สรุปให้อยู่ในความรับผิดชอบของราชินีแห่งเทคโนโลยี [ฟรีด้า] และ ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ไปแล้ว
“ (รายงานท่านองค์ราชินีทั้งห้า วันเองก็พบคนถูกฆ่าในเขาวงกตอีกคนแล้วครับ) ”
“ (...ทำเหมือนทุกที เพิ่มการเฝ้ายาม แล้วสืบหาตัวจริงของมันต่อไป) ”
นี่ก็เป็อีกเื่น่าปวดหัวที่เกิดขึ้นใน่นี้
ั้แ่หลังวันที่สิบแปดเป็ต้นมา พวกลูกน้องระดับล่างก็เริ่มพบกับเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น
ในแต่ละวันจะมีคนพบศพนอนตายปรากฏอยู่ภายในปราสาทหลังนี้
บางครั้งก็เกิดขึ้นภายในเขาวงกต
บางครั้งก็เกิดขึ้นที่ชั้นบน ๆ ของปราสาท
ไม่มีใครรู้ตัวจริงของฆาตรกรณ์นั้น นอกจากเงาประหลาดสูงสามเมตรและมีผิวกายสีเขียว
“ให้ตายสิยะ [สเลบ] ทำงานเสร็จก็รีบกลับมาได้แล้วยะ…”
ฉันบนถึงขุนพลของตัวเองที่ส่งออกไปทำงานข้างนอก
ถึงจะรู้สถานการณ์จากสกัดแล้ว แต่พอไม่มีขุนพลของตัวเองอยู่ข้างกาย มันก็ไม่สบายใจจริง ๆ นั่นละ
ฉันย้ายร่างที่สูงสี่เมตรกลับไปที่เตียงนอนของตัวเอง
ห้องที่สร้างจากดินและประดับอย่างหรูหราด้วยกระดูกสัตว์สมฐานะองค์ราชินีแห่งนี้คือห้องของฉันเอง
ฉันมองไปรอบห้อง
แล้วก็ได้พบกับสิ่งผิดปกติที่อยู่ในห้องนี้
“ตรงมุมหลังหัวกะโหลกนั้นคือใครกัน!? ”
ฉันะโก้อง
แล้วสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลังก็ได้ปรากฏตัวออกมา
สิ่งนั้นสูงสามเมตรกว่า มีผิวสีเขียว มีบนที่หนังหัวยาวลงมาสีม่วง และมีเขาคู่ประดับอยู่บนนั้น
ภายในมือของมันมีดาบเขี้ยวขนาดใหญ่ถืออยู่เล่มหนึ่ง
“พวกปีศาจั์...”
ทำไมตัวตนศัตรูถึงมาอยู่ในปราสาทของฉันได้? แล้วทหารองครักษ์ที่เฝ้ายามมัวไปทำอะไรที่ไหนอยู่ละ!?
ปีศาจตรงหน้าหันมาจ้องมองฉันด้วยดวงตากระหายเื
และพอรู้ตัวอีกที---
“กรี๊ดดด!? ”
เ้าปีศาจร้ายได้พุ่งเข้าฟันใส่อย่างรวดเร็ว
ฉันรู้สึกได้ถึงความเ็ป ดาบเขี้ยวของปีศาจได้จมลึกลงไปในร่างกายของฉัน
เจ็บ...แสบร้อน… ตาย แบบนี้ฉันต้องตายแน่นอน
ฉันพยายามจะบินหนีออกไปทางหน้าต่าง
แต่เ้าปีศาจร้ายไม่ยอมให้ฉันทำแบบนั้น
มันใช้อาวุธในมือฟันปีกที่อยู่กลางหลังจนขาดสะบั้นลงมา
ฉันพยายามอย่างสุดความสามารถวิ่งหนีไปรอบห้องพร้อมกับส่งสัญญาณขอร้องความช่วยเหลือ
“ศัตรู! มีศัตรูอยู่ที่นี่! ใครก็ได้ รีบมาช่วยเร็ว! ----กรี๊ด!? ”
ฉันถูกฟันอีกรอบ
เืสีเขียวได้สาดกระเซ็นออกมาเป็จำนวนมาก
ปีศาจั์เดินเข้ามาใกล้ฉันด้วยใบหน้าที่โเี้
มันหัวเราะ ยิ้มเยาะให้กับสภาพชวนน่าสังเวชของฉัน
จับหัวของฉันขึ้นมาด้วยมือขวา และเอาดาบจ่อคอของฉันเอาไว้
ฉันกำลังจะตาย---
“ปล่อยองค์ราชินีของผมเดียวนี้! ”
ในตอนนั้นเองที่เสียงอันคุ้นเคยได้โลดแล่นดังก้องขึ้นมาภายในห้องแห่งนี้
ร่างเงาของมดทหารตัวเล็กได้พุ่งเข้าแทรกระหว่างปีศาจั์กับตัวฉันเอาไว้
ขุนพลของฉัน [สเลบ] ได้กลับมาแล้ว