ตอนที่ 19เด็กหนุ่มเลี้ยงควาย
่นี้จึงเห็นรถบรรทุกมาขนวัวควายเหล่านี้ไปบ้างก็เอาไปเลี้ยงเพาะพันธุ์ ไม่ก็เอาไปขุนส่งโรงเชือดชาวนาในละแวกใกล้เคียงก็มาขอซื้อในราคาตลาด แม่ชบาก็ปล่อยขายไป
ส่วนที่เหลืออยู่ก็ได้แต่ฝากพ่อผันช่วยถามเพื่อนฝูงแนะนำให้คนมาซื้อไปหน่อย
เย็นวันหนึ่งเสือน้อยกลับมาเจอวัวควายที่ถูกต้อนขึ้นไปบนรถบรรทุกเป็ชุดสุดท้ายโดยมีลุงก้านคอยดูแลให้
ในระหว่างนั้นเสือน้อยก็เดินไปหาลุงก้านเขายืนดูอย่างอยากรู้อยากเห็น
จนกระทั่งควายตัวน้อยตัวหนึ่งเดินเอาจมูกมาถูกับหน้าแข้งของเขา เสือน้อยก็หันไปลูบหัวมันอย่างเอ็นดูเ้าควายน้อยก็ออดอ้อนไม่หยุดส่งเสียงร้องออกมาบ้างจนลุงก้านหันมามองก่อนยิ้มให้เสือน้อยพร้อมถามว่า “จะเก็บไว้สักตัวมั้ยล่ะ?”
เสือน้อยกะพริบตาใสใส่ลุง“เป็เชิงว่าเลี้ยงควายเนี่ยนะ!?”
จากนั้นจึงหันไปมองไอ้ตัวน้อยที่กำลังแลบลิ้นเลียขาของเขาก่อนคิดว่า “ที่ดินก็ต้องกว้างไม่มีใครอยู่เลยก็กระไรอยู่ เอาไว้สักตัวก็ได้วะ!”
ก่อนหันไปมองลุงก้าน“ผมเลี้ยงควายไม่เป็นะลุง ถ้าลุงสอนผมเลี้ยง หรือว่าพอว่าง ๆ ก็มาช่วยผมดูมันหน่อยผมก็จะเก็บมันไว้สักตัว…” เสือน้อยพูดเปรย ๆ แบบมีเล่ห์กล
ลุงก้านหัวเราะตอบแบบสบายๆ “ได้เลย! แค่เลี้ยงควายตัวเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็แย่แล้ว!”ลุงตบอกยืนยันเป็มั่นเป็เหมาะ
แม่ชบากลับมาถึงก็สวดยับในทันทีตัวเสือน้อยฟังจนหูชา ก่อนที่จะบอกแม่ว่า“ถ้าไม่งั้นเดี๋ยวเรียกรถมาขนใหม่มั้ยล่ะแม่?” เสือน้อยตอบแบบยอมๆ แม่ไปก่อน
และหลังจากนั้นก็พูดขึ้นว่า“เห็นที่มันว่าง ๆ อยู่ เลี้ยงควายไว้เล็มหญ้าก็เข้าทีอยู่นะแม่แถมลุงก้านก็จะมาช่วยสอนเลี้ยงมันด้วย”
แม่ชบาก็ได้เดินไปดูลูกควายตัวน้อยเ้าตัวดีก็แสนรู้ เข้ามาออดอ้อนถูหัวกับขาแม่ชบา คิดที่จะประจบเอาใจ
จนสุดท้ายทำเอาเธอใจอ่อนเข้าให้เสียแล้วเธอพึมพำในใจ “อย่างมากถ้าเลี้ยงไม่ไหว ก็ยกให้กับคนอื่นก็แล้วกัน...”
หลังจากนั้นเป็ต้นมาครอบครัวร่มไม้เย็นก็มีสมาชิกใหม่…เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว!
“อย่างน้อยก็ได้ที่ดินกับบ้านหนึ่งหลังแถมควายมาหนึ่งตัว…เฮ้อ!” แม่ชบาถอนหายใจยาว นี่เป็บทเรียนราคาแพงสำหรับเธอ
ซึ่งอันที่จริงแล้วทางทนายความก็แนะนำแม่ว่า“มีอีกวิธีคือการฝากขาย เพียงแค่ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดซึ่งมันปลอดภัยกว่าการจำนอง ไม่ต้องยื่นฟ้องคดีเป็เวลานานกว่าจะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่จำนองได้”
แต่ว่าวันนั้นแม่ชบาเล่าเื่ให้ทนายฟังไม่หมดเพียงคุยผ่านโทรศัพท์เท่านั้น อีกทั้งสองสามียังรีบร้อนทำเอาเธอตั้งตัวไม่ถูกเช่นกัน
เสือน้อยฟังแม่คุยกับทนายก็เห็นความสำคัญของกฎหมายเมื่อลองคิดดูดี ๆ ถ้าทำถูกกฎเกณฑ์ต่าง ๆที่บัญญัติขึ้นก็จะมีหลักประกันให้ตัวของเขาเอง ทั้งกฎโรงเรียน กฎหมายและใหญ่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ
ซึ่งสามารถใช้มันเป็อาวุธหรือเกราะคุ้มภัยได้เป็อย่างดี…
เสือน้อยนึกถึงกฎโรงเรียนขึ้นมาอย่างฉับพลันต่อไปนี้เวลาเขาทำอะไรผิดจะได้เถียงได้ถูก เพราะเถียงแบบมีเหตุผล กับเถียงข้าง ๆคู ๆ มันต่างกันราวฟ้ากับเหว
โดยที่ไม่รู้ตัวความคิดของเสือน้อยมันก็เริ่มเฉียบคมขึ้นทุกทีกลยุทธ์มากมายที่ดูมาจากละครในตอนนี้ตัวเขายังไม่มีโอกาสได้ใช้มันมากนัก
เพราะในตอนนี้ยังไม่ได้จะไปสู้รบตบมือกับใครเพียงแต่สุภาษิตว่าไว้ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม”ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย
พอเสือน้อยไปอ่านกฎของโรงเรียน ซึ่งได้เขียนไว้กว้าง ๆ อีกทั้งยังคลุมเครือเป็อย่างมาก เขาก็ได้ไปคุยกับพ่อผันเื่นี้
พ่อผันก็ได้บอกเขาว่า“กฎต่าง ๆ น่ะ มันมีช่องโหว่อยู่เพราะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะเขียนทุกตัวอักษรยัดมันเข้าไปซึ่งมันมีไว้ใช้เป็กรอบ…ตีกรอบให้นักเรียนเพื่อไม่ให้ออกนอกกรอบมากจนเกินไป”
“ส่วนช่องโหว่อันนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันยังไงและใช้ไปในทางไหน ทางที่ดีหรือทางที่เลว ถ้าคิดจะใช้ช่องโหว่ก็ต้องคิดให้รอบคอบเพราะถูกและผิดของช่องโหว่นั้น…แต่ละแบบก็ไม่เท่ากัน”
พ่อผันอธิบายในมุมมองของเขาที่รวมไปถึงประสบการณ์ของตัวเอง
“ถ้าหากจะเปรียบถูกผิดกับช่องโหว่ให้เป็สีสันต่างๆ สีขาวก็คงแทนความหมายว่าถูก ส่วนสีดำก็แทนความหมายว่าผิดส่วนสีเทาก็แทนความหมายของช่องโหว่ เพราะว่ามันก็ก้ำกึ่งกันมาก ๆ”
อีกทั้งยังดึงเอาข่าวสารจากบ้านเมืองที่นักการเมืองชอบใช้ช่องโหว่ของทางกฎหมายมาทำในสิ่งที่ผิดบ้างหรือถูกบ้างผสมผสานรวมกัน เล่าให้เสือน้อยฟัง
“คล้ายคนสูบกัญชา…ถ้าหากตำรวจรู้เขาย่อมถูกจับใช่มั้ย? แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือแล้วถ้าไม่มีใครเห็นล่ะ?แบบแอบสูบเงียบ ๆ จะถูกจับมั้ย?” พ่อผันตั้งคำถามและตอบให้เสือน้อยฟัง
และก็พูดขึ้นว่า“นี่แหละคือโลกแห่งความเป็จริง เื่อื่น ๆ ก็มีอีกมากมาย…”พ่อผันพยายามอธิบายให้มันง่าย ๆ เข้าไว้ยกตัวอย่างเื่โน้นเื่นี้ขึ้นมาประกอบฉาก
ตัวเขาพูดเื่นี้พร้อมเกากีตาร์ไปพลางๆ ท่ามกลางสายลมที่พัดโชยในตอนกลางคืน
ในที่มุมระเบียงด้านข้างแม่ชบาก็นั่งหาวอยู่หลายรอบ เพราะเธอชอบมาแอบฟังสามีตัวดี ที่กำลังสั่งสอนลูกชายตัวแสบอยู่เป็ประจำ
……
เสือน้อยเข้ามาเรียนได้เกือบสองเดือนแล้วเขาก็ทำตัวเป็ปกติสุข และสนิทอยู่กับเพื่อนสี่คนในกลุ่มเวลาเดินไปไหนมาไหนด้วยกันในโรงเรียนก็มักจะเป็เสือน้อยที่ชี้นำ…
เสือน้อยเป็เด็กตั้งใจเรียนในห้องเพราะเขาี้เีที่จะต้องมานั่งอ่านหนังสือ หรือตามไปลอกการบ้านเพื่อนโดยมากเขาก็มักทำทันทีที่มีเวลา หรือตอนเล่นเกมอยู่ นั่งเพลิน ๆ ทำไปเล่นเกมไป
เขาไม่ค่อยสุงสิงกับใครมากนักนอกจากเพื่อนสนิทสี่คน เพราะเพื่อนในห้องเยอะเกินไปจริง ๆ จึงแบ่งกันเป็ก๊กเป็เหล่า
่นี้หลังจากเล่นเกมกับเพื่อนได้ไม่นานเสือน้อยก็ขอตัวกลับบ้านไปเลี้ยงควายตัวน้อย ด้วยความเป็ห่วงมันบวกกับตื่นเต้นที่ได้เลี้ยงควาย
พ่อผันผู้มีความสามารถอันเลอเลิศในการตั้งชื่อได้ตั้งชื่อให้มันว่า “ทองสุข”
ทั้งร่ำรวยทั้งสุขใจ นี่คือความหมายที่พ่อนิยาม ทันทีที่คิดชื่อได้
เสือน้อยก็ยิ้มแห้งๆ กับเรานี้ใช้แค่ตุ๊กตา แถมั้แ่เด็กก็ถูกล้อเื่ชื่อมาหลายปี ั้แ่ประถม กระทั่งขึ้นมัธยมมันก็เหมือนจะเริ่มๆ ตั้งเค้าว่าจะกลับมาอีกแล้ว
สำหรับวัยเด็กแล้วสิ่งที่ควรเก็บเป็ความลับมากที่สุดก็คือชื่อพ่อชื่อแม่มันคือสมบัติอันล้ำค่าที่จะลดทอนการถูกล้อเรียกชื่อพ่อชื่อแม่
ทว่าสำหรับเสือน้อยแล้วชื่อพ่อชื่อแม่เขามีคนรู้จักกันมากอยู่แต่ไม่ยักจะเห็นใครเรียก!กลับเป็ชื่อของเขาที่กลายเป็ปัญหา!
ในระดับชั้นเดียวกันชื่อที่เด่นสะดุดตาแบบนี้ ก็ได้กระจรกระจายไปทั่วแล้วถึงเพื่อน ๆ ร่วมชั้น ม.1 ทั้ง 14 ห้อง รุ่นพี่บางคนก็ยังเคยได้ยินเลย…
ครั้นเวลาอยู่โรงเรียนเสียงร้อง“เหมียวๆ” มักจะดังอยู่เป็ระยะ โดยเฉพาะพวกเพื่อนในห้องเรียนเวลาที่เขาเดินเข้าห้องเรียนมา
พวกกลุ่มที่ไม่ชอบขี้หน้าเขาก็จะพร้อมใจกันร้องเลียนแบบเสียงแมวขึ้นมาสำหรับเสือน้อยก็คุ้นชินอยู่บ้างตอนเด็ก ๆพอขึ้นมัธยมดูเหมือนการกลั่นแกล้งจะหนักกว่าเก่า โดยเฉพาะไอ้เปรมกับไอ้วา
เปรมเป็คนสูงใหญ่สูงกว่าคนวัยเดียวกันมากนักหากแต่ความละอ่อนบนใบหน้ายังคงบ่งบอกอายุได้เป็อย่างดี…ส่วนวาเด็กหนุ่มผิวดำคล้ำใบหน้ากวนโอ๊ยเข้าเรียนมาได้ไม่นานก็เริ่มออกลายไถตังค์เพื่อน
ทั้งสองคนเป็เพื่อนจากโรงเรียนเก่าจึงเข้าขากันได้เป็อย่างดี และนิสัยก็ย่ำแย่พอกัน
พวกเขากลายเป็หัวโจกประจำห้องโดยมีลูกสมุนเดินตามก้นอยู่เกือบสิบกว่าคน ชอบกลั่นแกล้งเพื่อนทั่วทั้งห้องเรียนหญิงชายไม่มีเว้น ส่วนคนที่ทำตัวหงิม ๆ หน่อยก็จะถูกแกล้ง
โดยเฉพาะเด็กเรียนหน้าห้องที่แยกออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะเป็เด็กตั้งใจเรียน
เด็กห้าสิบกว่าคนมาอยู่ด้วยกันย่อมต้องแบ่งกลุ่มก๊วนไปตามนิสัยของตัวเอง ผู้หญิงใครก๋ากั่นหน่อยก็รวมตัวกันใครรักเรียนเด็กเรียบร้อยก็จะอยู่ด้วยกัน เป็อย่างงี้เรื่อยไปทั้ง 14ห้อง ไม่มีความแตกต่าง
ส่วนกลุ่มของเสือน้อยก็เป็พวกสนุกสนานเฮฮานิยามได้ว่า ‘เป็พวกขำขัน’ พากันไปเล่นเกมหรือชอบนั่งมองสาวสวยทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ อะไรที่เจริญหูเจริญตา มองมาก ๆหน่อยไม่เห็นจะเป็ไร
แตกต่างจากกลุ่มของเปรมและวาที่พร้อมจะหาเื่คนอื่นได้เสมอโดยเฉพาะกับกลุ่มของเสือน้อย ด้วยเป็คนที่ทำตัวสงบเสงี่ยม เื่ไหนที่ยอม ๆได้ก็ยอมกันไป แต่เขาไม่ลืมนับครั้งเวลาโดนแซวโดนล้อแบบนี้และทุกวันนี้ก็ใกล้ครบสามครั้งแล้ว!
กลุ่มของเขาก็มีห้าคนได้แก่ สิงหา ต่าย เอส สมชาย และตัวเขาเอง นิสัยก็ไปในทำนองเดียวกัน มีแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามปกติของมนุษย์
ทว่าก็อยู่ร่วมกันด้วยดีเสือน้อยกลายเป็หัวหน้ากลุ่มโดยปริยาย เพราะว่าการบ้านเป็จุดสำคัญซึ่งพวกเพื่อนในกลุ่มมาขอลอกในทุกเช้า
……
หลังจากพักเที่ยงในวันหนึ่ง…
คาบบ่ายก็ได้เริ่มขึ้นแต่เห็นว่าครูติดประชุม ทว่ากลับให้ไปนั่งรอที่บนห้องเรียนโดยสงบไม่ปล่อยผีเหมือนวิชาอื่น ๆ เสือน้อยกับพวกที่พึ่งเดินเข้ามาในห้อง ก็โดนกลุ่มเปรมที่นั่งอยู่ก่อนพูดหยอกล้อเป็ทำนองเชิงท้าทาย
ทุกวันนี้หัวหน้าห้องคือผู้หญิงคนหนึ่งหล่อนชื่อเมธาวี ชื่อเล่นเมย์ พูดไปก็แปลกในห้องมีคนชื่อเล่นเมย์อยู่สามคนด้วยกันส่วนใหญ่เธอจึงถูกเรียกว่า ‘เมย์หัวหน้า’ ซึ่งเป็คนแจ้งข่าวครูประจำวิชาให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ
ดูเหมือนกินอิ่มแล้วพวกมันไม่มีอะไรทำกลุ่มของเปรมและวา จึงเดินมาเท้าโต๊ะเสือน้อยพร้อมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ทำท่าทียียวนกวนประสาท ก่อนที่วาสุเทพจะพูดขึ้นว่า“เฮ้ย! กูได้ข่าวว่ามึงเก๋าเหรอ?”
เพื่อนรอบด้านเริ่มเห็นว่าบรรยากาศไม่ดีเพราะใจจริงทุกคนก็รู้อยู่ว่า พวกเขาห้าคนไม่ยอมศิโรราบให้กลุ่มหัวโจกที่รวมกันเป็กลุ่มใหญ่ ดังนั้นวันนี้…เกมชิงบัลลังก์จึงได้เริ่มต้นขึ้น!
สุภาษิตว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้ว จัดการเสือน้อยก็เป็เหมือนเครื่องมือที่ใช้เพื่อแสดงอำนาจใช้เพื่อเป็การข่มขวัญเหยื่อผู้อ่อนแอ