ครั้นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้วหงซือซือก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มที่ระเบียงกว้างที่ยื่นลงไปในน้ำ“อีกไม่นานหมอกคงจะสลายแล้ว ยามนี้คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาอีกหรอกเพราะค่ายกลจะน่ากลัวยิ่งกว่าค่ายกลหมอกแล้ว”
ตงชางขอตัวไปส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวเอ้อเอาไปซักให้ใหม่โรงเตี๊ยมแห่งนี้มักมีผู้พลาดพลั้งตกน้ำไปเป็ประจำทำให้บริการซักรีดได้รับความนิยมอย่างมากจอมยุทธ์ฉู่เ้าของโรงเตี๊ยมยังหัวก้าวหน้าทำร้านขายเสื้อผ้าให้ลูกค้าได้ซื้อหาด้วยเพราะจอมยุทธ์ส่วนใหญ่มักจะเดินทางโดยไม่พกเสื้อผ้าไปด้วยพวกเขาเพียงแต่แบกกระบี่หรือดาบคู่ใจเท่านั้น ที่สำคัญร้านนี้ยังรับซื้อเสื้อผ้าเก่าของพวกเขาด้วย
พระชายารู้เื่นี้จึงไม่ยอมให้พระสวามีเตรียมเสื้อผ้ามาด้วยนางตั้งใจจะมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านในโรงเตี๊ยมใส่เพราะได้ยินหงซือซือบอกว่าเสื้อผ้าที่ร้านนี้ปักลวดลายแปลกตาใช้เนื้อผ้าดีทนทานต่อการถูกคมอาวุธ
“สุราที่นี่ก็เลิศรสเพราะจอมยุทธ์ฉู่ให้เถ้าแก่ขี้เมาแห่งตรอกคนโฉดหามาให้โดยเฉพาะไม่มีจำหน่ายที่อื่น”ท่านอ๋องเก้าที่มาเยือนโรงเตี๊ยมแห่งนี้หลายครั้งหันไปยืนยันกับภรรยาหานซู่ลี่ได้ยินก็ยิ้มกว้างรีบลากสามีไปยังระเบียงนั้น
“เรารีบไปจองโต๊ะกันเถิดข้าอยากนั่งชมจันทร์วิวทะเลสาบสวยๆ มานานแล้ว”
“เ้าไม่ต้องห่วง ประเดี๋ยวข้าจะเลี้ยงสุราพวกเ้าเองตามสัญญา”หงซือซือใช้ฝ่ามือตบอกตนเองสองสามที
เมื่อได้ที่นั่งที่ถูกใจพร้อมกาสุราคนละกาแล้วแต่ละคนก็รีบลิ้มรสเหล้าขึ้นชื่อที่เสี่ยวเอ้ออวดอ้างว่าหมักไว้กว่าสิบปีบนเทือกเขาัทะยานอ๋องเก้ากระดกจอกเป็คนแรกแล้วกล่าวชื่นชมออกมา “สมแล้วที่เป็เหล้าหมักบนเทือกเขารสชาตินุ่มลิ้นยิ่ง”
หงซือซือดื่มไปสองจอกติดกันนางมาที่นี่บ่อยกว่าทุกคนในโต๊ะทั้งมาพร้อมบิดามารดาและบางครั้งนางก็มาพร้อมพี่ชาย “สุราที่นี่ขึ้นกับโอกาสนะหากเ้าโชคดีบางทีก็จะได้ดื่มสุราที่มาจากเทือกเขาซงซานแถวบ้านเกิดเ้า”นางเอ่ยกับหานซู่ลี่
“ดีจริง! เช่นนั้นข้าจะขอให้ท่านพี่พาข้ามาอีกคราวหน้า”พระชายาหันไปฉอเลาะสวามี เขายิ้มน้อยๆ เพราะรู้ว่าคงไม่อาจขัดใจภรรยาได้
“นี่ท่านจะตามใจนางจนเสียคนมิได้นะเพคะท่านอ๋อง”
“สหายของผู้ใดก็อบรมกันเอาเถิด ข้าเห็นทีจะคัดค้านอันใดไม่สำเร็จ”ิหลีเหว่ยทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจ เมื่อภรรยาหันมาแนบแก้มเข้าที่ต้นแขนเป็เชิงประจบ
หมอกค่อยๆ สลายไปจนหมดพระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงดีทอแสงสุกสกาวสะท้อนบนผืนน้ำมืดดำกว้างใหญ่ มองไกลๆเห็นร่องรอยหยักของูเาที่อยู่ลิบตาโอบล้อมรอบด้าน
“ไม่คิดว่าอ๋องเก้าจะสุนทรีย์ถึงขนาดพาพระชายามาดื่มถึงที่นี่”เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังทำเอาท่านอ๋องหันขวับ น้ำเสียงเช่นนี้มีคนผู้เดียวเท่านั้น
“พี่สาม ท่านมาได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มร่างสูงสง่า ดวงตาเฉี่ยวจมูกโด่งเป็สันตรง เส้นกรามที่คางชัดเจน ในชุดที่หงซือซือเคยเห็นแขวนไว้ด้านหน้าร้านเสื้อในโรงเตี๊ยมที่นางเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้วทำให้เขาดูเป็จอมยุทธ์ที่อาจหาญผู้หนึ่ง
‘ัขาวจอมเ้าเล่ห์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?’ หงซือซือร้องเอ็ดอึงในใจ เมื่อวานนางเพิ่งคิดถึงเขาและหมายใจจะแปลงโฉมเข้าวังหลวงเพื่อสืบเื่ต้นสกุลของตนเองทว่ายามนี้เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าในสถานที่ที่ฮ่องเต้ไม่ควรจะเยี่ยมกรายมาถึง
“ทำไมหรือ? ข้าก็เป็จอมยุทธ์ผู้หนึ่งไม่มีสิทธิ์จะมาโรงเตี๊ยมนี่หรือไรกัน?”เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ในยามที่ไม่สวมชุดปักัเหลืองอร่ามนั้นเขาช่างดูยียวนกวนประสาทดีแท้พี่สามของท่านอ๋องเก้าถือวิสาสะนั่งลงข้างจอมยุทธ์หงบุรุษร่างบอบบางที่ยกสุราขึ้นดื่มโดยไม่มองหน้าผู้มาใหม่ซ้ำ“เ้าจะไม่แนะนำให้ข้ารู้จักเพื่อนจอมยุทธ์ของเ้าเลยหรือ?”
หานซู่ลี่รีบทำความเคารพพี่สามในทันทีท่านอ๋องเก้าพลันนึกขึ้นได้รีบเอ่ยแนะนำ“พี่สามนี่คือจอมยุทธ์หงเพื่อนของลี่เอ๋อร์และหัวหน้าสวีผู้ดูแลสำนักคุ้มภัย หงส์ไฟสาขาเมืองิ”
“อ้อ! ยินดีที่ได้รู้จักพวกท่าน เรียกข้าว่าพี่สามก็พอแล้ว”
แม้ท่านอ๋องเก้าจะไม่เอ่ยพระนามของฮ่องเต้แต่หัวหน้าสวีก็พอจะเดาฐานะ พี่สามคนนี้ได้ว่าต้องเป็หนึ่งในราชวงศ์เป็แน่เพียงแต่เขาไม่เคยพบเจอฮ่องเต้จึงคาดไปไม่ถึงว่าเป็คนผู้นั้นอ๋องเก้าสบตาพี่ชายคล้ายอยากจะถามสาเหตุที่เขาเดินทางมาที่นี่เสี่ยวเอ้อสองคนยกโต๊ะเตี้ยขึ้นไปตั้งบนเวทีที่อยู่มุมระเบียงด้านหนึ่ง
“แขกผู้เกียรติทุกท่านวันนี้เรามีนักเล่านิทานอันดับหนึ่งในยุทธภพมาให้ความบันเทิง ผู้คนเรียกขานท่านผู้นี้ว่านักเล่านิรนาม ขอเชิญรับฟังได้แล้วขอรับ”
ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งเดินขึ้นบนเวทีไปนั่งประจำที่บนโต๊ะมีเพียงไม้ทรงสี่เหลี่ยมอันหนึ่งไว้เคาะให้จังหวะด้านหลังมีชายหนุ่มนั่งประจำอยู่ข้างกลองคอยรัวเรียกความสนใจเมื่อผู้เล่านั่งลงเรียบร้อย ชายผู้นั้นก็รัวกลองดังขึ้น
“ข้ามีเื่ราวเล่าขานในยุทธภพให้พวกท่านฟังมากมายวันนี้มาถึงโรงเตี๊ยมยุทธภพย่อมจะต้องเลือกเื่ที่น่าสนใจมาให้พวกท่านฟังเป็แน่เื่ร่ำลือหนึ่งที่เพิ่งกลับมาอยู่ในความสนใจของเหล่าจอมยุทธ์ทางแคว้นตอนเหนือคือวิชาแปลงโฉมบัดนี้ได้ปรากฏผู้มีความสามารถนี้ขึ้นที่แคว้นเว่ย คนผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนักปลอมตัวเป็เ้าเมืองฉางเฉิงอยู่ได้ปีกว่า ภรรยาเ้าเมืองรู้สึกสงสัยที่สามีผู้เคยโปรดปรานอนุภรรยา ทั้งสองกลับไม่ยอมไปมาหาสู่กับพวกนางซ้ำยังทำตัวห่างเหินกับบุตรทั้งสาม
ในยามรับประทานอาหารสิ่งที่เคยชื่นชอบกลับมิชอบเขาอ้างว่าตนเองนั้นมีอาการเจ็บป่วยจึงเริ่มไม่ชอบอาหารชนิดเดิมขอให้ภรรยาทำอาหารอย่างใหม่ให้ทีแรกนางก็เอาใจสามี แต่ต่อมาพบว่าสามีทำตัวเปลี่ยนไปจากเดิมทุกสิ่งจึงเริ่มจับผิด ปกติแล้วในหนึ่งสัปดาห์สามีของนางจะต้องมานอนกับนางหนึ่งคืนทว่าปีหลังมานี้เขากลับเก็บตัวอยู่ในเรือนตนเองและอ้างว่างานเยอะงานยุ่งเ้าเมืองฉางเฉิงปลดคนรับใช้สตรีที่อยู่เรือนตนเองออก ไปซื้อทาสชายมาทำงานแทนสองคนทาสชายที่เขาซื้อมาล้วนเป็บุรุษรูปร่างกำยำหน้าตาคมคายนัก”นักเล่านิรนามเคาะไม้กับโต๊ะหนึ่งครั้ง“คนใกล้ชิดมักจะเป็ผู้รู้ดีที่สุดว่าคนในครอบครัวตนเปลี่ยนไปเพียงใด?”กลองข้างหลังรัวไปอีกเจ็ดแปดครั้ง
“ฮูหยินของเ้าเมืองข้องใจยิ่งจึงแอบไปดูในยามค่ำคืนว่าสามีของตนอยู่อย่างไร?สามคืนแรกก็เห็นว่าเขาอาบน้ำแล้วเข้านอนตามปกติ นางก็ยังไม่ถอดใจเพราะคิดว่าสามีตนเองต้องไม่อาจซ่อนเื่ที่แอบทำไว้ได้นานคืนที่สี่ฮูหยินและสาวใช้คนสนิทก็ยังพากันไปแอบดูซ้ำอีกครั้งคราวนี้นางถึงกับตาสว่างเมื่อได้เห็นสามีของนางลงอ่างไม้อาบน้ำพร้อมกับทาสชายคนหนึ่งทั้งสองหยอกล้อต่อกระซิกกันราวกับสามีภรรยา ที่น่าใยิ่งกว่านี้สามีของนางเข้าฟอนเฟ้นร่างกายของทาสชายอย่างหลงใหลและร่วมรักกับคนผู้นั้นในอ่างน้ำ”เขาผ่อนลมหายใจและทอดน้ำเสียงเนิบช้า
“ฮูหยินแทบจะลมพับลงไป ทว่าสาวใช้ของนางประคองร่างเอาไว้ได้พร้อมกระซิบให้นางดูให้จบ” กลองรัวอีกเจ็ดแปดครั้งเร่งเร้าให้คนฟังทั้งหลายตื่นเต้น
หงซือซือนิ่งขึงนางฟังด้วยใจลุ้นระทึกเื่นี้เกี่ยวพันกับครอบครัวนางโดยตรงวิชาแปลงโฉมนี้หากมิใช่ครอบครัวนางแล้ว ยังมีผู้ใดอีกเล่าที่นางไม่รู้?
*****************
