แพทย์ทหารวิปลาส

    บทที่ 34 ลับลับล่อล่อ

    บทที่ 34: ลับลับล่อล่อ มอเตอร์ไซค์ที่คันเล็กอยู่แต่เดิมอยู่แล้ว หลิงเอ๋อร์นั่งลงอย่างเร่งรีบ เนินอกก็ไปแนบติดอยู่กับแผ่นหลังของหลินเซียวโดยไม่หลงเหลือช่องว่างชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความนุ่มที่แผ่นหลัง ต่อไป หลินเซียวเลยไถมันอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าของหลิงเอ๋อร์พลันแดงก่ำขึ้นมา“พี่ทำอะไรของพี่?” หลิงเอ๋อร์อับอายอย่างมาก พลันกระโดดลงจากที่นั่ง อับอายเสียจนใบหน้าลำคอแดงก่ำ ใบหน้าเล็กบอบบางของเด็กสาว แทบจะคั้นเอาสีแดงหยดลงมาได้“แค่ก! เธอจะขึ้นมานั่ง ยังจะถามฉันอีกเหรอ?” หลินเซียวติดเครื่องยนต์ “จะขึ้นมาไหม? ไม่ขึ้นฉันจะไปแล้วนะ”บรื้น!มอเตอร์ไซค์เร่งความเร็วไปด้านหน้า หลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความร้อนรน หลังจากผ่านไปพักหนึ่งก็ขึ้นไปนั่งอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันก็เอ่ยขึ้นว่า: “ฮึ่ม! วันนี้คุณหนูคนนี้จะยอมให้นายก่อน”“นั่งลง!” มุมปากของหลินเซียวยกโค้งขึ้นเล็กๆ ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายเจิดจ้า ชายหนุ่มบิดข้อมือขวา จักรยานยนต์ก็พลันพุ่งออกไปในทันที“อ๊า!” หลิงเอ๋อร์แทบจะจับราวจับไม่ทันและร่วงหงายหลังลงไป ด้วยความเร่งรีบ แขนทั้งสองของเธอเลยโอบกอดร่างของหลินเซียวเอาไว้แน่นตอนนี้ พวกเขาทั้งสองยิ่งแนบชิดเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม ไร้ซึ่งช่องว่างใด กลิ่นอายรุนแรง ทำให้หลิงเอ๋อร์หน้าแดงก่ำหัวใจเต้นรัวกับกลิ่นอายความเป็นชายที่กระแทกเข้าที่หน้า ทำให้เธอมึนงงแทบสิ้นสติเหล่ยหลิงนั้นไม่ว่าจะเป็นพ่อ หรือลุงเตา ล้วนแล้วแต่ได้กลิ่นคล้ายคลึงกัน ทว่ามีเพียงกลิ่นของหลินเซียวเท่านั้น ที่มีกลิ่นหอมฟุ้งของยาบางทีอาจเป็นเพราะว่าคลุกคลีอยู่กับยาสมุนไพรมาเป็นปีๆ เรียนรู้วิชาแพทย์ ร่างกายของหลินเซียวจึงได้มีกลิ่นของพวกมันติดอยู่โดยไม่เต็มใจ เหล่ยหลิงเข้าใกล้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึก หัวใจของเธอพลันเต้นตุบ ราวกับกวางมากระโดดโลดเต้นอยู่ในอกอาเซว่กระโจนทะยาน มีความรวดเร็วอย่างมาก ไม่ว่าหลินเซียวจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาบนถนน มันก็ยังสามารถติดตามมาได้อย่างง่ายดาย ดูราวกับกำลังเดินอยู่ ไม่ต้องพยายามแต่อย่างใดสำหรับสุนัขล่าเนื้อที่รวดเร็วที่สุดในโลก ไม่ต้องเอ่ยถึงมอเตอร์ไซค์เลย กระทั่งรถเมอร์ซีเดสเบนซ์ มันก็ยังไล่ทันอย่ามองว่ามอเตอร์ไซค์คันนี้มีสภาพย่ำแย่ แบตเครื่องยนต์ของมันยังดีอยู่มาก นั่งไปหนึ่งคน ยังทำความเร็วไปมากถึงห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเสียงของสายลมพัดผ่านร่าง พัดพาเส้นผมของเหล่ยหลิงให้ปลิวสไว“ตอนนี้เรากำลังไปที่ไหนกัน?” เหล่ยหลิงตะโกนใส่หูของหลินเซียว“บ้านของจ้าวจื่อซาน!”จ้าวจื่อซาน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของเครือบริษัทจ้งซาน แน่นอนว่าย่อมเป็นหนึ่งในชนชั้นปกเสื้อทองของเมืองหลงเถิง รายรับต่อปีมากเกินกว่าล้านหยวน ขับรถยนต์หรูหรา อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่โดยปกติแล้วเขาเป็นคนระมัดระวังและละเอียดรอบคอบ ขยันขันแข็ง มักจะได้รับความไว้วางใจจากหลี่เยว่เหยาอยู่เสมอ นั่นเป็นสาเหตุที่เขาได้รับหน้าที่ที่สำคัญนี้  คาเไม่ถึงว่าจะหันหลังให้ในก้าวสุดท้าย แทบจะทำให้หลี่เยว่เหยาล้มลงอย่างสมบูรณ์หลินเซียวค่อนข้างเป็นกังวล เขากลัวว่าใครบางคนจะชิงลงมือก่อนเพื่อให้เป็นต่อ กำจัดจ้าวจื่อซานไป ถ้าอย่างนั้นเวลาสามวันที่เขาได้รับมาย่อมไร้ค่าการที่ทำตามสัญญาไม่ได้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร การที่หลี่เยว่เหยาจมดิ่งอย่างสมบูรณ์คือสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด มันหมายความว่าเธอจะยิ่งห่างไกลออกจากการสืบทอดเครือบริษัทจ้งซานมากเข้าไปเรื่อยๆหลินเซียวย่อมไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าด้วยอะไรบางอย่าง เขาเห็นสีหน้าซึมเศร้าและความฝืนยืดหยัดนั่นแล้ว ก็รู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กๆ“จ้าวจื่อซานนี่ อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ด้วยระดับเงินเดือนของเขา คงต้องเก็บเงินอย่างน้อยสิบปี ดูเหมือนว่าปกติแล้วจะไม่ละเลยการหาผลประโยชน์ใส่ตัวเลย” หลินเซียวยืนอยู่หน้าสวนสวยงาม มองไปยังสวนเปิดที่ชั้นบนสุด เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ“น่าเบื่อจัง พี่มาทำอะไรที่นี่เนี่ย?” หลิงเอ๋อร์ไขว้มือไว้ด้านหลัง เตะก้อนกรวดที่ริมถนน เอ่ยกระซิบกับริมฝีปาก“อาเซว่ มานี่!”หลินเซียวกวักมือ อาเซว่พลันพุ่งตัวเข้าไปหาในทันที มันแล่บลิ้นออกมาเลียนิ้วของเขา จากนั้นจึงเงยศีรษะของมันขึ้น หอบหายใจอย่างตื่นเต้น คาดหวังกับคำสั่งต่อไปของเขาเขารู้สึกราวกับคุ้นเคยกับภาพนี้ หลินเซียวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ส่งสัญญาณมือโดยไม่รู้ตัว อาเซว่พลันหมอบตัวลงกับพื้น“เอ๋?” หลิงเอ๋อร์เบิกตากว้าง “อาเซว่ไม่เคยฟังฉันแบบนั้นเลย พี่แค่ทำมือ มันก็นั่งแล้วเหรอ?”“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน!” หลินเซียวกระพริบตา ยกนิ้วโป้งขึ้นด้วยท่าทีราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ แล้วจึงคว่ำมันลงวูบ!อาเซว่พลันกระโดดขึ้นสูง มันกระโดดสูงเกินกว่าสองเมตร แรงกระโดดของมันน่าตื่นตะลึงอย่างมากหลินเซียวยิ่งรู้สึกเคลือบแคลงมากยิ่งขึ้น มันมีความสัมพันธ์บางอย่างที่ยากจะอธิบายระหว่างเขากับอาเซว่จริงๆอย่างแรก หลินเซียวได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อหกเดือนก่อน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหลิน จนกระทั่งถึงวันนี้และอาเซว่ถูกค้นพบและเอาไปเลี้ยงโดยเหล่ยหลิงเมื่อไม่กี่เดือนก่อน พวกเขาต่างก็ปรากฏตัวขึ้นคล้ายๆ กันอย่างที่สอง ท่าทีของอาเซว่เมื่อมันมองเห็นหลินเซียว มันเป็นท่าทียินดีอย่างมากของสุนัขที่พบเจอเจ้าของชัดๆ ไม่มีท่าทีปิดบังเลยแม้แต่น้อยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหลินเซียวเห็นอาเซว่ เขามักจะรับรู้ได้ถึงความเจ็บหน่วงในใจ ความรู้สึกนั้น มันราวกับเห็นลูกของตนเองต้องทุกข์ทรมานอย่างมาก ทว่าไม่อาจทำอะไรได้นอกจากโทษตนเอง“อาเซว่! เธอรู้รึเปล่าว่าฉันเป็นใคร?” หลินเซียวพลันย่อตัวลง กอดศีรษะของอาเซว่เอาไว้ เอ่ยถามขึ้นอย่างซึมเศร้า“หงิ๋ง……” อาเซว่ครางตอบรับเขา“เธอพาฉันไปในที่ที่ฉันควรอยู่ได้ไหม?” หลินเซียวสูดลมหายใจเข้าลึก มองไปยังอาเซว่อย่างคาดหวัง หวังว่าจะได้รับการตอบรับที่น่าพึงพอใจทว่า ดวงตากลมโตของมันกลับมองนิ่งไร้ชีวิตชีวา มันส่ายศีรษะ นิ่งไปอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนที่จู่ๆ จะพลันเกิดท่าทีหงุดหงิด หันหลังให้กับหลินเซียว จากนั้นจึงส่งเสียงคำรามต่ำราวกับเสียงของหมาป่าออกมา“อาเซว่!” เหล่ยหลิงตื่นตระหนก รีบพุ่งเข้าไป โอบแขนของเธอไว้ พาอาเซว่เข้ามาไว้ในอ้อมแขนของเธอ เอ่ยขึ้นกับหลินเซียว พร้อมกับปลอบโยนอาเซว่ไปด้วย “มันจะป่วย! อาเซว่! อย่ากลัว นี่ฉันเอง ฉันหลิงเอ๋อร์เอง เด็กดี!”“กรร……” ฟันแหลมคมในปากของอาเซว่ขบกัน ปรากฏเสียงครางน่าพรั่นพรึงออกมาจากปากของมัน“อาเซว่!” หลิงเอ๋อร์กอดคอของมันแน่นบางทีมันอาจจะกลัวว่าตนเองจะเผลอทำร้ายหลิงเอ๋อร์ อาเซว่ส่ายศีรษะของมันอย่างแรง จากนั้นจึงมีสภาพดีขึ้นมาก นอนเงียบๆ อยู่บนพื้นไม่ขยับ สามารถมองเห็นเหงื่อเย็นเยียบบนแผ่นหลังของมันได้บางๆ“ทำฉันกลัวไปหมด!” หลิงเอ๋อร์ตบอกตนเอง เอ่ยขึ้นกับหลินเซียวด้วยความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลือ “ทุกครั้งที่ฉันถามว่าบ้านของอาเซว่อยู่ที่ไหน มันก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ แปลกจริงๆ มันดูเหมือนกับว่าพวกพี่สองคน…… จะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกัน”กระทั่งคนโง่ยังมองออกว่าอาเซว่และหลินเซียวนั้นสามารถเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก ราวกับสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ“เฮ้อ!” หลินเซียวถอนหายใจออกมา แย้มยิ้มขมขื่น “ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน!”“เฮ้! ฉันได้ยินมาว่าพี่ไม่ได้เป็นคนของหมู่บ้านหลิน? พี่มาจากไหนเหรอ?” หลิงเอ๋อร์ยันตัวลุกขึ้น เอ่ยถามด้วยท่าทีสงสัย“ฉันไม่รู้!” หลินเซียวยังคงเอ่ยประโยคเดิม“ลึกลับจริง!” หลิงเอ๋อร์มุมปากกระตุก สายตาเปลี่ยนทิศทาง ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็พลันทอประกาย รีบตีแขนของหลินเซียว เอ่ยขึ้นเสียงเบา “พี่ดูนั่น! มีคนทำตัวลับลับล่อล่ออยู่ตรงนั้นด้วย ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่”“โอ้?” หลินเซียวตะลึงไป พลันเลื่อนสายตาของเขาไป แน่นอนว่าได้เห็นชายสามคนสวมแว่นกันแดด ชายหนุ่มทั้งสามอยู่ในเสื้อยืดสีเทาเหมือนกันนอนคว่ำอยู่ด้านหน้าประตูของตึกสูง ท่าทีแนบเนียนทันใดนั้น เสียงแหลมก็ดังขึ้น จากห้องรักษาความปลอดภัยของตึก จากนั้นพนักงานรักษาความปลอดภัยสองคนก็รีบเดินออกมา ตะโกนไปยังคนทั้งสามด้านนอกประตู“พวกนายทำอะไร? เป็นพวกนายสามคนอีกแล้ว!”“อย่าวิ่ง!”“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”  ..