ห้องลับสีแดงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้งหลังพายุอารมณ์และการปะทะพลังอันดุเดือดเพิ่งจะพ้นผ่าน แสงสีทองประกายที่เคยเจิดจ้าหดตัวกลับคืนเข้าสู่ร่างของลินินจนหมดสิ้น หลงเหลือเพียงแสงไฟสีแดงสลัวจากโคมไฟระย้าที่ทอดเงาทาบทับร่างสองร่างบนเตียงผ้าไหมสีดำ ร่างสูงใหญ่กำยำของกวินทร์ยังคงทับถมอยู่เหนือกายของเธอ แผ่นหลังกว้างชุ่มเหงื่อเย็นชืดและไร้การตอบสนอง ลมหายใจของเขาแ่เบาจนลินินต้องเพ่งสติฟังอย่างหนักจึงจะได้ยินเสียงฟืดฟาดอ่อนแรง
ลินินนอนนิ่งอยู่ใต้ร่างของเขา ข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึงตึงและพันธนาการแน่นด้วยเชือกผ้าไหมสีแดงที่ผูกติดกับหัวเตียงไม้โอ๊ก ความตื่นตระหนกที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่เริ่มเอ่อล้นในอก ร่างกายของเธอที่เพิ่งผ่านศึกหนักกลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือเ็ปเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกว่ามีพลังงานมหาศาลไหลเวียนอยู่ในเส้นเื มันอุ่นระอุและทำให้ประสาทััทุกอย่างเฉียบคมถึงขีดสุด
เธอได้ยินเสียงระบบปรับอากาศที่ทำงานอยู่มุมห้อง เสียงละอองฝนที่ตกลงกระทบกระจกหนาภายนอกเพนท์เฮาส์ และที่น่าใที่สุดคือ เธอสามารถได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของกวินทร์เต้นช้ากระตุก... *ตึก... ตึก... ตึก...* มันช้าและเบาลงเรื่อยๆ ราวกับถ่านไฟที่กำลังจะมอดดับ
"กวินทร์... กวินทร์!" ลินินเรียกเสียงดังขึ้นพลางขยับไหล่เพื่อดันร่างของเขาออก ทว่าร่างกายของเขากลับหนักอึ้งราวกับหินศิลาขนาดใหญ่กดยิงทับร่างของเธอไว้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและบ้าอำนาจ บัดนี้ซีดเผือด ไร้สีเื และเปลือกตาสองข้างปิดสนิท
ลินินรับรู้ได้ทันทีว่าเธอไม่อาจนอนเฉยๆ ได้อีกต่อไป หากปล่อยไว้เช่นนี้กวินทร์อาจจะเป็อันตรายถึงชีวิต และตัวเธอเองก็จะติดอยู่บนเตียงนี้โดยไม่มีใครช่วย เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิไปที่ข้อมือทั้งสองข้างที่ถูกมัดแน่น กระแสพลังงานสีทองในร่างตอบรับสัญชาตญาณเอาตัวรอด ทะลักไหลไปรวมกันที่ข้อมือจนผิวกายส่วนนั้นเปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมาในความมืด
เธอออกแรงดึง!
*เปรี๊ยะ!*
เชือกผ้าไหมสีแดงเนื้อดีที่มีความเหนียวแ่าหนับจนไม่มีทางที่มนุษย์ธรรมดาจะฉีกขาดได้ บัดนี้กลับขาดสะบั้นออกจากกันอย่างง่ายดายราวกับเส้นด้ายเก่าๆ แรงดึงทำให้ข้อมือของเธอหลุดพ้นจากพันธนาการทันที ลินินสะบัดมือเบาๆ รอยแดงรอบข้อมือที่เกิดจากแรงรัดและแรงเสียดสี ค่อยๆ จางหายไปต่อหน้าต่อตาขณะที่พลังงานสีทองเยียวยาาแเ่าั้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ลินินดันร่างไร้สติของกวินทร์ออกไปด้านข้างอย่างระมัดระวัง เธอก้าวลงจากเตียงผ้าไหมสีดำ ร่างเปลือยเปล่าผุดผ่องของเธอส่องสว่างสะท้อนออร่าสีทองสลัวในที่มืดราวกำลังเรืองแสงด้วยตัวเอง ลินินก้มลงตรวจดูอาการของชายหนุ่ม เธอแตะนิ้วลงบนเส้นชีพจรที่คอของเขา พบว่ามันเต้นเบาและอ่อนแรงจนน่าใจหาย ผิวเนื้อของเขาที่เคยร้อนจัดราวกับมีไฟแผดเผา บัดนี้เริ่มเย็นลงจนน่าใจหาย
ความรู้สึกรอบข้างแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประสาทััที่ตื่นรู้อย่างน่าอัศจรรย์ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลของลินินมองเห็นสิ่งของในห้องมืดเป็เส้นขอบแสงเรืองจางๆ เธอเห็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยเคว้งในอากาศสะท้อนกับแสงออร่าของเธอเป็สีทองระยิบระยับ หูของเธอได้ยินเสียงขยับเดินของเฟืองเข็มนาฬิกาโบราณในห้องทำงานถัดไป เสียงกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอ่อนๆ ผ่านผนังคอนกรีตหนา และเสียงสัญญาณรักษาความปลอดภัยที่ดังหึ่งๆ อยู่ภายนอก แม้กระทั่งกลิ่นเหม็นอับของพายุฝนภายนอกที่ปะปนกับกลิ่นไอของป่าไม้ดิบชื้นจากกวินทร์และกลิ่นน้ำหวานดอกลาเวนเดอร์ของเธอก็เด่นชัดจนแยกแยะได้หมดสิ้น
ลินินก้มมองเรือนร่างของกวินทร์อย่างละเอียด ภายใต้ผิวเนื้อที่เคยแกร่งตึง บัดนี้เธอมองเห็นลายเส้นสีม่วงคล้ำปนดำจางๆ ปรากฏขึ้นตามแนวเส้นเืใต้ิัของเขา โดยเฉพาะบริเวณลำคอและแผ่นอก ลายเส้นเ่าั้ขยับไหวเล็กน้อยราวกับเป็สิ่งมีชีวิตที่มีพิษ กำลังสูบกินพลังชีวิตที่เหลืออยู่อย่างหิวกระหาย ลินินจำเื่เล่าในวัยเด็กที่ยายเคยกระซิบข้างหูได้ขึ้นมาทันควัน ยายเคยเล่าถึง "ผู้ประสานพลัง" หรือ Harmonizer ผู้มีหน้าที่รักษาสมดุลระหว่างแสงสว่างและเงามืด ยายบอกว่าในโลกที่มีคำสาปมืดหมุนเวียน จะมีสายเืหนึ่งที่เกิดมาเพื่อฟอกซักเศษซากของความโหดร้ายนั้น แต่ในตอนนั้นเธอนึกว่าเป็เพียงนิทานก่อนนอนไร้สาระ
ทว่าตอนนี้ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า พิสูจน์แล้วว่ามันคือเื่จริง
ลินินตัดสินใจลองเสี่ยงดู เธอเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมผ้าไหมสีแดงที่ตกอยู่บนพื้นห้องขึ้นมาสวมใส่ชั่วคราว จากนั้นจึงก้าวกลับขึ้นเตียงและคุกเข่าลงข้างร่างของกวินทร์ มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปแตะลงบนรอยเส้นสีม่วงคล้ำที่อกแกร่งของชายหนุ่ม ทันทีที่ปลายนิ้วอุ่นของเธอััผิวของเขา พลังงานสีทองในร่างก็ไหลวาบผ่านนิ้วมือเข้าสู่แผ่นอกของเขาโดยอัตโนมัติ
*วาบ...*
รอยเส้นสีดำคล้ำใต้ิัของกวินทร์สว่างขึ้นเป็แสงสีทองและค่อยๆ จางสลายไปทีละน้อย ผิวกายของเขากลับมาดูมีเืฝาดขึ้นมาอีกนิด ชีพจรที่เคยเต้นช้ากลับมามีกำลังเต้นเป็จังหวะที่มั่นคงขึ้น ลินินผ่อนลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก แม้จะยังไม่รู้วิธีการควบคุมพลังอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ดูเหมือนร่างกายของเธอจะมีปฏิกิริยาเยียวยาเขาตามสัญชาตญาณรัก
ความสับสนปนเปในใจแล่นเข้าจู่โจมลินินอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มตรงหน้าคือคนที่พยายามจะใช้อำนาจและเงินตราควบคุมตัวเธอ คือคนที่มัดเธอไว้บนเตียงและบีบบังคับให้เธอจำยอม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่ปลุกพลังลึกลับในสายเืของเธอให้ตื่นขึ้น และยามนี้เขากลับกลายเป็ฝ่ายพ่ายแพ้หมดสภาพ นอนทอดร่างเปลือยเปล่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่ตรงหน้าเธอ
"กวินทร์... นี่มันเื่บ้าอะไรกันแน่ ทำไมคุณถึงเปราะบางขนาดนี้..." ลินินพึมพำกับตัวเองพลางลูบผมสีดำสนิทของเขาเบาๆ
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เธอััได้ถึง 'พลังงานสีดำ' ที่กระจัดกระจายและตกค้างอยู่ในห้องลับแห่งนี้ มันเป็พลังงานที่เป็พิษ เย็นะเื และให้ความรู้สึกเหมือนมีเงาดำของสัตว์ร้ายกำลังหมอบคลานอยู่ในเงามืดรอบเตียง พลังงานมืดเ่าั้พยายามจะวิ่งเข้ามาหาตัวลินินราวกับพบแหล่งฟอกพลังงานใหม่ ทว่ากลับถูกม่านพลังออร่าสีทองบางเบาที่แผ่ออกมาคุ้มครองรอบผิวกายของเธอสะท้อนกลับไปทุกครั้ง
ลินินเดินไปที่ลิ้นชักข้างเตียง หยิบขวดน้ำสะอาดและผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางไว้มาซับเหงื่อตามใบหน้าและแผ่นอกของกวินทร์อย่างเชื่องช้า ความรู้สึกชิงชังที่เคยมีค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความฉงนและสับสน สายใยบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาผ่านกิจกรรมร่วมรักและการผสานพลังทำให้เธอไม่สามารถละสายตาจากเขาได้
"คำสาปปีศาจสูบชีวิตคู่ขา..." ลินินเอ่ยทวนคำเล่าลือที่เคยได้ยินในอดีต ข้อมูลข่าวลือเกี่ยวกับผู้หญิงหลายคนที่กวินทร์เคยคบหาและหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแล่นเข้ามาในหัว สมองของเธอเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวอย่างรวดเร็ว
หากคำเล่าลือนั้นเป็จริง... หากกวินทร์เป็ปีศาจสูบพลังชีวิตจริง แล้วทำไมยามเมื่อร่วมรักกับเธอ เขากลับเป็ฝ่ายที่ล้มพังและสูญเสียพลังงานจนเกือบตายเสียเอง? และทำไมร่างกายของเธอถึงได้รับพลังงานมหาศาลนี้มาแทน?
ลินินมองที่มือของตนเองที่ส่องประกายสีทองจางๆ ในความมืด ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาดึงดูดใจเธอเหลือเกิน เธอตระหนักได้แล้วว่า ชีวิตอันเงียบสงบของมัณฑนากรฟรีแลนซ์ธรรมดาๆ บัดนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว เธอคือ Harmonizer—ผู้ประสานพลังที่กุมชะตาชีวิตของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ไว้ในกำมือ
ลินินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์และกดซับออร่าสีทองให้ค่อยๆ จางลงจนกลายเป็ผิวกายปกติ เธอนั่งลงข้างร่างไร้สติของกวินทร์ มือเรียวบางลูบไล้เส้นผมสีดำสนิทของเขาเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ รอปาฏิหาริย์หรือหนทางใดก็ตามที่จะทำให้ชายหนุ่มผู้โง่เขลาที่คิดเธอฟื้นคืนสติกลับมา เพื่อตอบคำถามทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ในใจของเธอในยามนี้
ลมหายใจของลินินยังคงไม่คงที่นัก หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำท่ามกลางเสียงสะท้อนของความเงียบรอบกาย ความรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งผ่านประตูบานใหญ่ที่ไม่มีทางปิดย้อนกลับไปได้อีกแล้ว ทุกวินาทีที่กวินทร์นอนสลบไสลอยู่นั้น ทำให้ลินินรู้สึกรับผิดชอบอย่างประหลาดในฐานะผู้คว้าเอาพลังงานชีวิตส่วนใหญ่ของเขาไป เธอประคองร่างหนาของเขา ดึงผ้าห่มสีดำสนิทขึ้นมาคลุมร่างเพื่อรักษาความอบอุ่นที่เหลืออยู่อย่างทะนุถนอม สัญชาตญาณของการเป็ผู้เยียวยาเริ่มหยั่งรากลึกเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ในค่ำคืนนี้
เธอเพ่งมองดูสัญลักษณ์โบราณที่สลักอยู่ตรงบานพับตู้ไม้โอ๊กที่เปิดค้างไว้ ด้วยสายตาที่มองเห็นชัดแม้ในที่มืด ลินินสังเกตเห็นลายเส้นประหลาดที่คล้ายรูปพยัคฆ์เงาและดวงตะวันกำลังบดบังกัน ลายเส้นนั้นสั่นระริกราวกับมีกระแสเวทมนตร์แฝงอยู่ และความรู้สึกลึกๆ ในิญญาบอกเธอว่า ตระกูลของกวินทร์และตระกูล Harmonizer โบราณของเธอนั้น มีประวัติความเกี่ยวพันที่ลึกซึ้งและดำมืดเกินกว่าที่จะเป็เพียงเื่บังเอิญ
ลินินตัดเชือกผ้าไหมส่วนที่เหลือทิ้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง ดึงผ้าห่มสีดำสนิทขึ้นมาคลุมร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของกวินทร์เพื่อรักษาความอบอุ่นที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในร่างของเขา เธอทาบฝ่ามือของเธอกับอกแกร่งของเขาอีกครั้ง ััคลื่นพลังงานสีทองของเธอที่หมุนวนช้าๆ พยายามปลุกและประคองพลังชีวิตที่ร่วงโรยของกวินทร์ให้ค่อยๆ กลับคืนสู่จุดสมดุล แม้จะยังไม่รู้วิธีส่งพลังคืนอย่างเต็มรูปแบบ แต่ความห่วงใยและพลังแห่งสายเืของเธอก็ค่อยๆ แผ่ความอบอุ่นบางเบาซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างเป็ธรรมชาติ
"ตื่นขึ้นมาสิ กวินทร์... คุณยังมีสัญญาที่ต้องตอบคำถามฉันอีกเยอะนะ" ลินินกระซิบเบาๆ ข้างหูของเขา ก่อนจะโอบประคองร่างไร้สติของชายหนุ่มไว้ในอ้อมกอดอุ่นของเธอในค่ำคืนที่พายุฝนยังคงกระหน่ำอยู่ภายนอกอย่างบ้าคลั่ง