เมื่อได้เห็นฉากนี้ หลี่ซีเหวินก็รู้สึกว่าน่าจะมีบางอย่างผิดปกติ ก่อนที่จะทันได้มีเวลาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็รีบขึ้นไปชั้นบนและเดินไปที่บ้านทันที
เมื่อเปิดประตู เขาพบตะเกียงน้ำมันที่มีแสงไฟสลัว ๆ วางอยู่บนโต๊ะและชามข้าวผัดซีอิ๊วอยู่ข้าง ๆ โจวเหวินจิ้งนั่งอยู่ข้างตะเกียงน้ำมันและกำลังซ่อมพื้นรองเท้าอยู่ มีน้ำตาหยดลงจากคางของเธอเป็นครั้งคราว
โจวเหวินจิ้งทำงานในโรงงานผลิตถุงเท้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอมักจะเก็บเศษผ้าที่เหลือมาทำแผ่นรองเท้าเพื่อหารายได้เสริมเป็นค่าครองชีพ ฉากนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทว่าวันนี้เหมือนมีบางอย่างแตกต่างออกไป
หลี่ซีเหวินกดสวิตช์ไฟและพบว่าไฟไม่ติด แต่ไฟฟ้าที่บ้านของคนอื่นยังสว่างไสวอยู่ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจเรื่องราวได้ในไม่ช้า
“เหวินจิ้ง เจ๊อ้วนตัดไฟฟ้าของบ้านเราเหรอ” หลี่ซีเหวินเดินไปด้านข้างของโจวเหวินจิ้งและคุกเข่าลงอย่างเงียบ ๆ แต่เมื่อเขาต้องการจะเช็ดน้ำตาให้เธอ เธอกลับหลบหลีกไปทันที
“เงินที่ฉันให้คุณ คุณไม่ได้เอาไปให้เจ๊อ้วนหรือคะ” โจวเหวินจิ้งก้มหัวลงสะอื้นไห้และพูดว่า “ไม่ใช่ว่าคุณสัญญาแล้วหรือคะว่าจะจัดการมันให้เรียบร้อย”
โจวเหวินจิ้งรู้สึกผิดหวังมาก วันนี้เธอได้พบกับช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตวันหนึ่ง
เธอเพ้อฝันถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้ชายคนนี้ เพ้อฝันถึงสิ่งดี ๆ มากมาย แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่เศษโคลนย่อมไม่อาจค้ำยันกำแพงไว้ได้
“ผมขอโทษครับ ผมไม่ดีเอง”
หลี่ซีเหวินจับมือโจวเหวินจิ้งและขอโทษเบา ๆ เขาไม่ได้ให้เงินกับเจ๊อ้วนไปจริง ๆ เพราะเงิน 10 หยวนนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ นอกจากนี้เขาได้ตบเจ๊อ้วนไปด้วย ดังนั้นอีกฝ่ายน่าจะที่จะกลัวเขาสิ
แต่เขาคงไร้เดียงสาเกินไป ในยุคนี้ที่กฎหมายยังไม่สมบูรณ์แบบนัก ผู้คนมักทำอะไรโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล นอกจากนี้เขาซึ่งไม่มีทั้งเงินทองและอำนาจ แล้วจะทำให้เจ๊อ้วนกลัวเขาได้อย่างไร
เมื่อรู้สึกถึงมือที่สั่นเทาของโจวเหวินจิ้ง หลี่ซีเหวินจึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด ดังนั้นเขาจึงถามด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “เจ๊อ้วนมาทุบตีคุณหรือเปล่าครับ”
“ฉันไม่กล้าเปิดประตูให้เธอค่ะ” โจวเหวินจิ้งตอบด้วยเสียงเบา
หลี่ซีเหวินถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็สามารถจินตนาการได้ ถึงแม้ว่าเจ๊อ้วนจะเข้ามาในบ้านไม่ได้ แต่เธอจะต้องดุด่าพ่นคำพูดที่น่ารังเกียจมากมายอยู่นอกประตูแน่นอน มิฉะนั้นสหายข้างบ้านคงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันหรอก
“ฝากเรื่องนี้ไว้กับผม คุณรออยู่ที่บ้านนะครับ”
หลังจากหลี่ซีเหวินพูดจบ เขาก็หยิบขวานที่อยู่ตรงมุมห้องแล้วเดินออกไปด้วยความโกรธจัด
เมื่อได้เห็นฉากนี้ โจวเหวินจิ้งก็ตัวแข็งค้างไปด้วยความตกใจ ในอดีตเมื่อหลี่ซีเหวินประสบปัญหา เขามักจะซ่อนตัวอยู่ข้างหลังและไม่ปรากฏตัวอยู่เสมอ แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น
อยู่ ๆ โจวเหวินจิ้งก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงรีบวิ่งไล่ตามเขาออกไป “หลี่ซีเหวิน คุณจะทำอะไรคะ”
ถงจื้อโหลวเป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1980 ถึง 1990 เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก สภาพแวดล้อมและฉนวนกันเสียงระหว่างห้องจึงไม่ดีนัก ดังนั้นทุกคนจึงสามารถได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน
ทันทีที่หลี่ซีเหวินเดินไปตรงทางเดินก็มีคนเดินตามหลังมา จากนั้นจำนวนคนก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าใครเป็นหนี้ใครกันแน่
“หลี่ซีเหวิน ฉันคิดว่านายควรลืมเรื่องนี้ไปดีกว่านะ นายไม่สามารถไปยั่วยุเจ๊อ้วนคนนั้นได้นะ”
“ใช่ มันก็แค่การด่าทอเมียนายสองสามคำเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย”
“ถ้านายยังไปสร้างปัญหาอีกล่ะก็ ผัวของเจ๊อ้วนจะต้องมาจัดการนายแน่เลยนะ”
คนที่ตามมาผลัดกันเตือนเขาทีละคน แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าหลี่ซีเหวินเพิกเฉยต่อพวกเขา คนเหล่านั้นก็ได้แต่กระซิบกระซาบกันเอง
“เด็กคนนี้ไม่เคยกล้ายั่วยุเจ๊อ้วนมาก่อน แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น”
“ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีมันอาจจะเป็นแค่การแสดงก็ได้”
“ฉันได้ยินมาว่าเขาตบเจ๊อ้วนเมื่อบ่ายวันนี้ด้วยล่ะ”
“จริงเหรอ”
หลังจากที่พูดคุยกัน หลี่ซีเหวินก็มาถึงที่ชั้นหนึ่งแล้ว ห้องจ่ายไฟซึ่งอยู่ติดกับบ้านของเจ๊อ้วนมีแม่กุญแจแวววาวคล้องปิดไว้อยู่ หลี่ซีเหวินไม่ลังเลเลย เขาหยิบขวานขึ้นมาและฟันลงไปสามครั้งติดต่อกัน นั่นทำให้แม่กุญแจหลุดออกจากห้องจ่ายไฟฟ้าทันที แต่ก่อนที่เขาจะทันได้กดสวิตช์ ประตูบ้านของเจ๊อ้วนก็ถูกเปิดออกซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ไฟหน้าห้องของเธอติดพอดี
“นั่นใครน่ะ มาทำอะไรกลางค่ำกลางดึกแบบนี้ จะไม่ให้คนได้หลับได้นอนกันเลยหรือไง อยากตายมากนักใช่ไหม”
น้ำเสียงของเจ๊อ้วนดังหนวกหูขึ้นมาทันที จากนั้นร่างของเธอก็เดินออกมาอย่างช้า ๆ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนมากมายถึงมาที่นี่ล่ะ”
เมื่อได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เจ๊อ้วนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเธอมองตามสายตาของทุกคนไป ก็ได้พบหลี่ซีเหวิน จากนั้นทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้นทันที
“หลี่ซีเหวิน นายกำลังจะทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ” เจ๊อ้วนโกรธ
“ผมกำลังทำอะไรน่ะหรือ ก็กำลังจะปล่อยไฟฟ้าน่ะสิ” หลี่ซีเหวินไม่เกรงกลัวเลย เขาผลักสวิตช์ไฟฟ้าของบ้านตัวเองขึ้นโดยพลัน
เมื่อได้เห็นฉากนี้ ใบหน้าของเจ๊อ้วนก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ห้องจ่ายไฟนี้เป็นยิ่งกว่าลูกชายของเธอเสียอีก หลี่ซีเหวินจะได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนี้ได้อย่างไร ยังมีเพื่อนบ้านมากมายที่มาเฝ้าดูที่นี่อีกด้วย
“หลี่ซีเหวิน หญิงชราคนนี้ไว้หน้านายไปแล้วนะ ยังจะกล้ามาก่อเรื่องที่ประตูบ้านของฉันอีกหรือ” เจ๊อ้วนถลกแขนเสื้อขึ้นขณะที่เธอพูด
แต่เมื่อกำลังจะเริ่ม เธอก็หยุดชะงักไปเพราะรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องที่ถูกอีกฝ่ายตบเมื่อบ่ายวันนี้
แต่ถึงอย่างนั้น บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเธอกลับไม่ได้ลดลงไปเลย เธอตะโกน “ผัวจ๋า ออกมาเร็ว ๆ เข้า”
เสียงเรียกผัวของเธอ ทำให้ทุกคนตัวสั่นสะท้านเพราะทุกคนรู้ดีว่าผัวของเจ๊อ้วนไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วยได้
ผัวของเจ๊อ้วนคือ อู๋กัง ผู้ชำแหละและขายเนื้อหมู เขาสูงเกือบ 190 เซนติเมตรและมีน้ำหนักมากกว่า 200 กิโลกรัม เพียงแค่เขายืนนิ่ง ๆ ก็ดูน่ากลัวแล้ว นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออย่างกว้างขวางว่า อู๋กังเคยอยู่ในแวดวงอันธพาลมาก่อน
“เสียงดังขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ” อู๋กังเดินออกมาด้วยอาการหงุดหงิด ร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาดูเหมือนสามารถพังกรอบประตูได้เลย ต้องบอกว่ามีแต่ร่างกายของเขาเท่านั้นที่จะสามารถข่มเจ๊อ้วนเอาไว้ได้
“อะไรกัน คุณไม่เห็นหรือไงคะ ว่ามีคนมารังแกฉันถึงหน้าประตูบ้าน” เจ๊อ้วนกัดฟันกรอดพร้อมจ้องไปที่หลี่ซีเหวินอย่างดุเดือด
ใบหน้าของอู๋กังมืดครึ้มลงทันที แววตาที่ดุร้ายของเขาจับจ้องไปที่หลี่ซีเหวิน ลมหายใจที่พ่นออกมาทำเอาหัวใจของผู้คนรู้สึกตึงเครียด
“ครั้งนี้หลี่ซีเหวินจบสิ้นแล้ว”
“อู๋กังจะต้องทุบตีเขาอย่างแน่นอน”
“เป็นเรื่องปกติที่จะทุบตีเมียของเขา แต่เขากล้ามาท้าทายครอบครัวของเจ๊อ้วนได้ยังไง”
ฝูงชนพากันกระซิบกระซาบ ทุกคนต่างพากันดูแคลนหลี่ซีเหวิน
“หลี่ซีเหวิน ไอ้สารเลว! แกมาสร้างปัญหาอะไรที่บ้านของฉัน แกคิดว่าบ้านเราไม่มีผู้ชายแล้วหรือยังไง”
หลังจากที่อู๋กังพูดจบ เขาก็ก้าวไปข้างหน้า บรรยากาศอันทรงพลังของเขาดูเหมือนจะถูกบีบอัดอากาศให้หายไปทันที
“ผัวจ๋า อย่ามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่เลย รีบไปทุบเขาเลย” เจ๊อ้วนชี้ไปที่หลี่ซีเหวินและตะโกน
แต่ในขณะนั้นเอง อยู่ ๆ ก็มีร่างหนึ่งพุ่งออกมา เป็นโจวเหวินจิ้งที่เข้ามาบังอู๋กังและเจ๊อ้วนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เธอขอร้องจนตัวสั่นเทา “เจ๊อ้วนคะ พี่กังคะ วันนี้เขาเมาเหล้ามาก็เลยทำเรื่องมากมายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ พี่อย่าถือสาเลยนะคะ”
“เมางั้นเหรอ ฉันว่าเขามีสติดีนะ ทั้งยังสามารถทุบตู้เปิดสวิตช์ไฟได้อีกด้วย ไม่อย่างนั้นเธอลองถามสหายข้างบ้านดูสิว่ามีใครกล้าแตะต้องของในบ้านฉันโดยที่ผัวของฉันไม่อนุญาตบ้าง” เจ๊อ้วนเท้าสะเอวแล้วพูดอย่างโมโห
“เจ๊อ้วนคะ พรุ่งนี้ฉันจะหาคนมาช่วยซ่อมตู้จ่ายไฟฟ้าให้ สงสารฉันเถอะนะ ได้โปรดยกโทษให้เขาด้วยนะคะ!”
“นังหนูนี่ อย่ามาทำตัวน่าสงสารที่นี่นะ จะมารู้สึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว”
“รีบออกไปให้พ้น” เจ๊อ้วนพูดพร้อมผลักโจวเหวินจิ้งออกไป