ส่วนนกอัคคีสวรรค์นั้นถูกแยกตัวให้ไปอยู่ในสวนสวรรค์ด้านหน้าตำหนักของเง็กเซียนฮ่องเต้ ซึ่งเดิมทีสวนนั้นเคยเป็นที่อยู่อาศัยของนกอัคคีสวรรค์ ในอดีตเคยเป็นนกเลี้ยงตัวโปรดของเง็กเซียน
ซึ่งก่อนที่เฟยเจินจะถูกนำตัวไปเข้าห้องขัง นกอัคคีสววรค์ไปพบกับเฟยเจิน แอบยื่นลูกแก้วสีแดงสดลูกเล็กๆลูกหนึ่งให้เฟยเจินเก็บไว้ และกระซิบบอกกับเฟยเจินว่า นี่เป็นลูกแก้วที่นางบำเพ็ญพลังแล้วแบ่งพลังส่วนหนึ่งใส่ลงในลูกแก้ว
เมื่อถึงวันที่ฉันกลับมาที่ป่าไผ่เขียว ให้ฉันกินลูกแก้วลูกนี้จะช่วยให้ได้รับพลังจากนกอัคคีสวรรค์ แม้จะเป็นพลังเพียงเล็กน้อยแต่ก็ช่วยให้อยู่รอดได้ในป่าอัคคี ที่เต็มไปด้วยอันตราย อีกทั้งยังช่วยให้ฉันมีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไป
เฟยเจินรับลูกแก้วมาเก็บไว้ด้วยใบหน้าหม่นเศร้ารู้สึกผิด กล่าวขอโทษที่เขาผิดคำพูดว่าจะอยู่ดูแลรับใช้นกอัคคีสวรรค์ตลอดไป แต่ตอนนี้เขามิอาจอยู่ดูแลรับใช้นกอัคคีสวรรค์ได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังคิดกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับฉันที่โลกมนุษย์
นกอัคคีสวรรค์พูดกับเฟยเจินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า จงอย่าคิดว่าเป็นความผิดของตน แต่จงลงไปใช้ชีวิตอิสระและมีความสุขตามที่ใจปรารถนา นางจะเฝ้ามองและยินดีกับความสุขของเฟยเจินอยู่ในสวนสวรรค์
นกอัคคีสวรรค์มองหน้าเฟยเจินแล้วยิ้มให้ด้วยแววตามีความสุข และพูดอีกว่านางเองต่างหากที่รู้สึกอิจฉาเฟยเจิน ที่มีโอกาสได้โบยบินใช้ชีวิตอย่างอิสระกับพวกพ้อง
แม้จะเป็นพวกพ้องที่ชอบทำตัวห่ามๆ ชอบทำอะไรนอกกฏเกณฑ์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้นางมีความสุขและสนุกมาก อยากได้ใช้ชีวิตและออกไปผจญภัยด้วยกันอีก แต่น่าเสียดายที่เวลาแบบนั้นสำหรับนางหมดลงแล้ว
แต่ถ้านางรักษาตัวเองให้แข็งแรงได้เมื่อไหร่ จะบินลงไปเยี่ยมเยียนทุกคนที่ป่าไผ่เขียว และยังพูดด้วยแววตาเพ้อฝันมีความหวังอีกว่า อยากจะชวนเฟยเจินกางปีกโบยบินไปให้ทั่วท้องนภาด้วยกัน
แต่แล้วทหารสวรรค์ เดินเข้ามาเตือนนกอัคคีสวรรค์ว่าหมดเวลาพูดคุยแล้ว เขาจะต้องพาเฟยเจินเข้าที่คุมขัง เฟยเจินจึงค้อมตัวก้มหัวทำความเคารพนกอัคคีสวรรค์ ด้วยความรักและเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจ จากนั้นจึงเดินตามทหารสวรรค์เข้าไปคุก
○
○
....ณ เวลาปัจจุบัน....
เฮือก!!! ฉันสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียง ด้วยดวงตาทึ่ยังมีน้ำตาไหลพราก และยังคงร้องไห้ให้กับความฝันอันแสนเศร้าปนสุข ยังไม่สามารถออกจากความรู้สึกเจ็บปวดในใจที่มีต่อความฝันนั้นได้ ช่างเป็นความฝันที่แปลกมากๆแต่เหมือนเกิดขึ้นจริงเหลือเกิน
กระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูและได้ยินเสียงแม่เรียกอยู่ที่หน้าประตูห้อง แม่ถามฉันว่ายังไม่ตื่นอีกเหรอ ใกล้เวลาพระจะเดินมาบิณฑบาตรหน้าบ้านแล้วนะ ฉันปาดน้ำตาที่ยังไหลอาบแก้ม พยายามทำเสียงให้เป็นปกติแล้วตอบแม่ว่าตื่นแล้วเดี๋ยวจะลงไป
จากนั้นก็รีบเดินลงไปล้างหน้าแปรงฟัน รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่ยังไม่ได้อาบน้ำ เพราะต้องรีบออกไปยืนรอพระกำลังเดินมาใกล้ถึงหน้าบ้าน ซึ่งพอใส่บาตรพระตอนเช้าเสร็จ กำลังสวมใส่รองเท้า และกำลังจะเก็บถาดข้าวถาดอาหารเข้าบ้าน
จู่ๆก็มีหญิงสูงอายุคนหนึ่งเดินถือถาดขายลอตเตอรี่เข้ามาหา ทำเอาฉันกับแม่แปลกใจว่าป้าขายลอตเตอรี่เดินมาตอนไหน ป้าคนนั้นยิ้มให้แล้วขอให้ฉันช่วยซื้อลอตเตอรี่หน่อย
จึงมองดูในถาดเห็นมีลอตเตอรี่เหลืออยู่ประมาณสิบกว่าใบ กำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธไม่ซื้อ แต่แม่กลับพูดให้ฉันซื้อไว้สักคู่สิ เพิ่งใส่บาตรเสร็จอาจมีโชคก็ได้ อีกทั้งพรุ่งนี้ยังเป็นวันออกสลาก
ป้าคนขายก็พูดว่าลอตเตอรี่เหลืออยู่ไม่กี่ใบ ป้าอยากกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว ช่วยเหมาซื้อหน่อยได้ไหม เดี๋ยวจะลดราคาให้และพูดทีเล่นทีจริงว่า มีรางวัลที่หนึ่งอยู่ในนี้ด้วยนะ ฉันกับแม่ก็หัวเราะที่ป้าเอารางวัลที่หนึ่งมาล่อ แต่แม่ก็ยุให้ซื้อเพราะแม่ค้าอุตส่าห์ลดราคาให้
ฉันจึงเดินกลับเข้าไปหยิบเงินในบ้านเพื่อมาจ่ายค่าลอตเตอรี่ ปล่อยให้แม่ยืนพูดคุยกับป้าคนขายที่คุยกันอย่างถูกคอ และได้ยินทั้งสองพูดคุยกันถึงเรื่องสุขภาพ ซึ่งป้าคนนั้นพูดว่าสุขภาพของตนไม่ค่อยแข็งแรง สามวันดีสี่วันไข้
ไม่นานฉันก็นำเงินมายื่นให้ป้าแม่ค้าที่หน้าบ้าน ป้าก็ยื่นลอตเตอรี่หลายใบใส่มือให้ พร้อมกับใช้สองมือเอื้อมมาจับที่มือฉันจนตกใจแต่ยังไม่ได้ชักมือออก เพราะป้าแกพูดอวยพรว่า
“ขอให้ถูกรางวัลที่หนึ่งสมใจปรารถนา จะทำให้ครอบครัวมีกินมีใช้มั่งคั่งตามที่อยากได้ ป้านำมาให้แล้วมันเป็นรางวัลที่ควรจะได้รับจากการกระทำที่ผ่านมา”
จากนั้นป้าก็ดึงลอตเตอรี่ในมือฉันยื่นให้แม่ และกำชับแม่ว่าให้เป็นคนเก็บไว้จะได้ไม่หายเวลาที่ฉันออกไปข้างนอก ทำเอาเราแม่ลูกขำกับคำพูดและการกระทำแปลกประหลาดของป้าแม่ค้า แล้วป้าก็ยิ้มให้อย่างกับคนเคยรู้จักกันมาก่อน จากนั้นป้าก็เดินจากไป
เราจึงเดินกลับเข้าไปในบ้านและพูดกันเล่นๆว่า พรุ่งนี้เราจะถูกรางวัลใหญ่หลายสิบล้าน แต่ถ้าไม่ถูกรางวัลก็ไม่เป็นไร เพราะสลากที่ได้มาสิบกว่าใบแต่ซื้อมาแค่ห้าร้อยบาทเอง
แม่จึงยื่นลอตเตอรี่คืนมาให้ แต่ฉันบอกว่าให้เก็บไว้ที่แม่นั่นแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตรวจสลากแล้ว อีกอย่างช่วงบ่ายๆฉันจะออกไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ลืมความฝันอันหดหู่เมื่อคืนเสียหน่อย
ช่วงบ่ายฉันนั่งรถโดยสารสาธารณะมาลงที่หน้าห้างสรรพสินค้า เดินขึ้นไปชั้นบนสุดซึ่งเป็นชั้นโรงหนัง เลือกซื้อตั๋วดูหนังตลกเบาสมองนั่งดูสักเรื่อง หลังจากนั้นก็ไปเดินดูของช็อปปิ้งอีกนิดหน่อยแล้วค่อยกลับบ้าน ซึ่งมันก็ได้ผลทำให้คลายความหดหู่ในใจลงได้บ้าง แต่ทว่าความฝันนั้นยังคงจำได้อยู่ลืมไม่ลงสักที
จึงเดินข้ามถนนจะไปรอเรียกรถแท็กซี่ที่ป้ายหยุดรถตรงข้ามหน้าห้าง แต่แปลกมากที่วันนี้ไม่มีใครมายืนรอรถที่ป้ายนี้เลย กระทั่งฉันเดินก้าวเท้าเข้าไปในศาลารอรถ ทันใดนั้นเกิดความรู้สึกวูบวาบมึนงงแปลกๆเหมือนเดจาวู
เหมือนว่าฉันเคยมายืนรอรถตรงนี้ อีกทั้งยังมีกระเป๋าเป้สะพายหลังที่มีของบางอย่างอยู่ข้างใน มันวางรวมอยู่กับถุงขยะสีดำถุงใหญ่วางอยู่ข้างถังขยะ ฉันรู้สึกวูบยืนเซรู้สึกว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์แบบนี้และมันเคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่แล้วก็มีเสียงระเบิดดังบึ้มมม!!! สนั่นลั่นจนหูอื้อ ทุกอย่างดับมืดลงทันทีจนมองไม่เห็นอะไร แต่ร่างกายกลับรู้สึกล่องลอยอยู่ในความมืด จนกระทั่งเริ่มเห็นแสงสว่างจุดเล็กๆข้างหน้า แล้วมันก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเหมือนกำลังจะพุ่งออกปากอุโมงค์
ในที่สุดตัวฉันก็พุ่งออกมาจากอุโมงค์อันมืดสนิม แต่เบื้องหน้าคือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ใจมันหายวาบตัวชาแทบช็อคจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและโผล่ออกมาบนฟ้าได้ยังไง
แต่ในขณะที่ร่างกำลังร่วงสู่พื้นเบื้องล่าง แหกปากร้องกรี๊ดด้วยความหวาดกลัว ทันใดนั้นมีชายหนุ่มหน้าหล่อสี่คน โผล่มาจากไหนไม่รู้แต่ที่แน่ๆพวกเขากำลังลอยตัวอยู่บนฟ้า พุ่งตัวเข้ามารับพร้อมทั้งโอบกอดฉันแน่นพร้อมกันทั้งสี่คน ปากก็พร่ำพูดกันว่าคิดถึงเหลือเกิน คิดถึงมาก รอมานานเหลือเกิน
แม้จะรู้สึกงุนงงว่าพวกเขาเป็นใคร บินมาบนฟ้าได้ยังไง และอีกสารพัดความสงสัยที่คิดอยู่ในหัว แต่แปลกตรงที่ฉันกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวพวกเขาเลยสักนิด และที่น่าตื่นเต้นแปลกใจมากกว่านั้นคือ พวกเขาสามารถพาฉันลอยลงมายืนบนพื้นได้อย่างนิ่มนวล โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลยแม้แต่นิดเดียว
อีกทั้งที่ด้านล่างยังมีกลุ่มผู้ชายหลายคนยืนอยู่ ซึ่งในจำนนวนนั้นมีหญิงสาวหน้าตาดียืนอยู่ด้วยคนหนึ่ง แต่ทั้งหมดแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดโบราณ รวมถึงหนุ่มหล่อทั้งสี่ด้วยที่แต่งกายชุดโบราณไว้ผมยาว แต่ดูหรูหรากว่าคนอื่นๆ เหมือนหลุดออกมาจากยุคโบราณยังไงยังงั้น
พวกเขารีบเดินเข้ามาห้อมล้อมตัวฉัน เหมือนยืนรอกันอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนออกอาการดีใจ ถามว่าฉันหายไปไหนมาพวกเขารอฉันตั้งหนึ่งวันเต็มๆและเป็นห่วงมาก
ฉันได้แต่ยิ้มงุนงงกับคำถามอย่างกับว่าเราเคยรู้จักกัน ทั้งๆที่เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกเหมือนเคยเห็นคนพวกนี้ที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในกลุ่ม เห็นฉันยืนงุนงงจึงเชื้อเชิญให้ฉันเข้าไปนั่งดื่มน้ำชาในเรือน ทั้งยังถามด้วยว่าหิวมั้ยในครัวมีบะหมี่หมูสับกับถังหูลู่ที่ฉันชอบกิน เพิ่งทำไว้ร้อนๆเดี๋ยวจะยกออกมาให้กิน
หนุ่มหล่อคนที่อายุน้อยที่สุดตอบแทนฉันว่า ให้ไปยกทั้งสองอย่างออกมาเลย และให้ยกเหล้าออกมาด้วย จะฉลองให้การกลับมาของน้องห้า ฉันก็ยิ่งงงข้าไปอีกใครกันหว่าน้องห้า หรือว่าหมายถึงฉัน แล้วเราไปเป็นพี่น้องกันตอนไหน
จากนั้นหญิงสาวกับชายหนุ่มที่แต่งกายเหมือนคนงาน พากันเดินเข้าไปในครัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจ ส่วนผู้ชายร่างกำยำที่เหลือต่างไปช่วยกันยกเหล้าดูขะมักขะเม่น และมีบางคนพูดว่าจะออกไปล่ากวางกับหมู่ป่ามาไว้กินแกล้มเหล้า
หนุ่มหล่อทั้งสี่เดินประกบหน้าหลัง ควงแขนแทบจะหิ้วฉันเข้าไปนั่งที่เรือนไม้โบราณ แม้สภาพเรือนจะดูเก่าแต่มันก็สวยงามร่มรื่นน่าอยู่ และที่สำคัญสถานที่แห่งนี้มันดูคุ้นตาอีกแล้ว
จึงถามหนุ่มหล่อทั้งสี่ด้วยความตื่นเต้นว่า ที่นี่คือที่ไหน พวกเขาบินได้ยังไง และอีกหลายคำถามที่ยังงุนงงสงสัย หนุ่มหล่อทั้งสี่ทำสีหน้ากับน้ำเสียงน้อยใจที่ฉันจำพวกเขาไม่ได้ แต่หนุ่มหล่อคนที่หน้าตาคมท่าทางสุขุมใจดี พูดขึ้นว่าฉันเพิ่งกลับมาคงยังมีอาการมึนงงอยู่ เดี๋ยวให้กินอาหารให้เสร็จก่อนค่อยเอายาเม็ดนั้นให้กินเดี๋ยวก็จำได้
แม้ฉันจะไม่รู้สึกกลัวและไม่รู้สึกว่าพวกเขามีพิษภัย แต่ถึงยังไงก็ต้องระวังตัวเองไว้ก่อน ยิ่งเรื่องอาหารหรือน้ำอย่ารับจากคนแปลกหน้ามากินเด็ดขาด ยิ่งเอาความหล่อบาดใจมาล่อ ยิ่งอย่าไว้ใจต้องไม่รับอะไรจากพวกเขาทั้งนั้น
จึงโกหกพวกเขาว่ากินอาหารมาแล้วจะไม่กินอะไรทั้งนั้น แต่จะขอตัวกลับบ้านเพราะตอนนี้เย็นแล้ว ซึ่งพอดีกับผู้หญิงคนนั้นกับผู้ชายคนงานเดินยกชามบะหมี่ กับผลไม้เคลือบน้ำตาลสีแดงสด เสียบไม้อยู่ในจานมาวางลงตรงหน้า แต่บะหมี่เส้นสีเหลืองนวลในน้ำซุปร้อนๆกำลังส่งกลิ่นหอมฉุยน่ากินเนี่ยสิ ทำเอากลืนน้ำลายอยากกิน
หนุ่มหล่อทั้งสี่เห็นฉันไม่กล้ากิน จึงบอกให้หญิงสาวไปยกชามบะหมี่มาให้พวกเขากินด้วยคนละชาม แล้วพูดอีกว่านานแล้วที่เราไม่ได้นั่งกินบะหมี่ด้วยกัน ฉันจึงเลือกคว้าบะหมี่ชามใหม่ที่หญิงสาวเพิ่งยกมา แล้วเลื่อนชามที่อยู่ตรงหน้าฉันให้ชายหนุ่มหน้าตาทะเล้นที่นั่งอยู่ตรงข้าม
จากนั้นชายหนุ่มทั้งสี่หยิบตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ใส่ปากซู๊ดเส้นเสียงดัง จากที่ระแวงไม่กล้ากิน ตอนนี้กลับกินบะหมี่ซะเกลี้ยงหมดชาม ทั้งยังหยิบถังหูลู่รสชาติหวานอมเปรี้ยวกรอบอร่อยมากินตบท้าย จนอยากเก็บใส่ถุงเอากลับไปฝากแม่ฝากน้องกินที่บ้าน
เมื่อกินอาหารจนอิ่มฉันก็คิดจะชิ่งหนีกลับบ้าน จึงพูดกับพวกเขาด้วยท่าทีเกรงใจว่า ขอบคุณที่เลี้ยงบะหมี่กับถังหูลู่ แต่ตอนนี้เย็นมากแล้วต้องขอกลับบ้านก่อน ไว้มีโอกาสจะแวะมาเที่ยวมาทักทาย
แต่ชายหนุ่มหน้าอ่อนอายุน้อยที่สุด พูดว่าที่นี่แหละเป็นบ้านของฉันและเป็นบ้านของพวกเราที่อาศัยอยู่ด้วยกัน หนุ่มหล่อหน้าหยิ่งชุดขาวสะอาด เรียกหนุ่มน้อยคนนั้นว่าเฟยเจิน ให้เอายาของนกอัคคีสวรรค์ให้ฉันกิน จะได้หายอาการมึนงงจำอะไรได้สักที
หนุ่มน้อยที่ชื่อเฟยเจินจึงยื่นเม็ดยาเหมือนลูกแก้วสีแดงเล็กๆมาให้ แต่ฉันปัดมือเขาออกไม่ยอมกิน และกำลังจะลุกหนีเพื่อกลับบ้าน แต่ถูกพวกเขาช่วยกันรุมจับตัวฉันไว้ แล้วจับให้เงยหน้าอ้าปากกว้างๆ
เด็กหนุ่มเฟยเจินก็หย่อนยาใส่ปากฉันทันที สุดท้ายเม็ดยาก็ผลุบลงไปในคอจนฉันต้องกลืนยาเม็ดนั้นลงไป ทำให้เกิดอาการร้อนวาบภายในร่างกาย ในหัวปรากฏภาพเหตุการณ์ที่ฉันเคยอยู่กับพวกเขาที่นี่ จนรู้สึกวิงเวียนทรุดตัวลงไปนั่งเพื่อตั้งสติ