ตอนที่ 21 ท่านป๋ายในตำนาน
หลังทานมื้อเช้าเสร็จ ป๋ายจิ่นก็เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ทิ้งถังอวี่ให้สู้รบกับโจ๊กเปล่าและไข่ดาวเพียงลำพัง ไม่นานก็กินหมด เขาเองก็ต้องออกไปข้างนอกเช่นกัน
แม้จะบอกว่าวันนี้พักผ่อนได้ตามอัธยาศัย แต่ก็ต้องจัดการธุระให้เสร็จก่อน
ธุระที่ต้องทำวันนี้คือ...
รับชุดนักเรียนและข้อมูลเอกสารต่างๆ
ตอนออกจากหอพักเขาส่งข้อความหาเฉิงเวย เมื่อวานพวกเขานัดกันแล้วว่าวันนี้จะไปเดินสำรวจรอบโรงเรียนด้วยกัน ในฐานะนักเรียนใหม่ การทำความรู้จักคุ้นเคยกับบริเวณโรงเรียนก็ถือเป็เื่จำเป็อย่างหนึ่ง เผื่อไว้ไม่ให้ถึงเวลาแล้วเกิดหลงทางขึ้นมา
สถานที่รับชุดนักเรียนคือหอประชุมใหญ่ ตอนถังอวี่ไปถึงก็มีคนอยู่จำนวนมากแล้ว ดูท่าทางจำนวนคนที่ได้รับคัดเลือกเข้าโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งในครั้งนี้จะมีไม่น้อยทีเดียว
เฉิงเวยยังไม่มา ถังอวี่จึงยืนรออยู่ข้างแถว แต่เพราะใส่หมวกทำให้คนอื่นมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด อีกทั้งเมื่อเห็นผมสีน้ำตาลเข้มที่แพลมออกมาก็ยิ่งไม่มีใครอยากเข้าไปผูกมิตร แม้ถังอวี่จะมีบุคลิกท่าทางอย่างชนชั้นสูงก็ตาม คนทั่วไปที่เข้าเรียนในโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่ล้วนผมสีเทาเข้ม ขณะที่ส่วนน้อยเป็คนที่มีสีผมสว่างสดใสซึ่งเป็สัญลักษณ์ของชนชั้นสูง ทว่าผมสีน้ำตาลเข้มของเขาเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนกลับโดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่นับว่าเป็คนทั่วไปและก็ไม่ถือว่าเป็ชนชั้นสูง
แน่นอนว่าทางฝั่งชนชั้นสูงเห็นเขาเป็คนทั่วไป ส่วนคนทั่วไปก็เห็นเขาเป็ชนชั้นสูง ด้วยเหตุนี้ ถังอวี่จึงกลายเป็พวกแปลกแยก
เห็นเขายืนอยู่ด้านข้างไม่มาแทรกแถว พวกนักเรียนทั่วไปก็ถอนหายใจโล่งอก ส่วนพวกนักเรียนชนชั้นสูงกลับมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
ไม่รู้ว่าข้างหน้ากำลังทำอะไรอยู่ ระดับความเร็วค่อนข้างช้า แต่น้องใหม่ก็ยังคงเป็น้องใหม่อยู่วันยังค่ำ ในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้เื่ราวชัดเจนต่อให้ไม่พอใจก็แสดงอารมณ์ออกมาไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่อาณาเขตของตัวเอง
เมื่ออยู่ว่างไม่มีอะไรทำก็ทำได้แต่พูดคุยนินทาไร้สาระ และถังอวี่ก็เริ่มเข้าสู่่เวลาที่ถูกบังคับให้ต้องฟังเื่ซุบซิบของคนอื่น
“ร้อนจะตายอยู่แล้ว จะเดือนตุลาแล้วนะ ทำไมอากาศยังไม่เย็นลงอีก รู้ไหมที่ดาวเคราะห์บ้านฉันหิมะกองท่วมแล้วด้วยซ้ำ”
“นายเห็นดาวทหารอันดับหนึ่งเป็บ้านนายหรือไง นายบอกให้หนาวก็หนาวงั้นสิ” คนหนึ่งในกลุ่มพูดติดตลก
“ไม่ถูก น่าจะต้องบอกว่าต่อให้เป็บ้านเขา เขาก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้มากกว่า”
เสียงหัวเราะสนุกสนานดังขึ้น คนที่ถูกเยาะเย้ยหน้าขึ้นสีแดงจัดแต่เขาก็ไม่กล้าพูดโต้กลับ ทั้งที่คำพูดของเขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทำไมต้องถูกพวกเขาเยาะเย้ยแบบนี้ด้วย เพราะตัวเองเป็คนธรรมดาอย่างนั้นเหรอ
ความแค้นเคืองฉายผ่านในแววตาของคนคนนั้นอย่างรวดเร็ว
“นี่! พวกนายได้ยินกันหรือเปล่า ท่านผู้นั้นของตระกูลป๋ายอยู่ที่นี่ด้วยละ!” ชนชั้นสูงคนที่หนึ่งกล่าวขึ้น
ตระกูลป๋ายเหรอ ใบหูของถังอวี่ขยับเล็กน้อย ในสมองปรากฏภาพใบหน้าของป๋ายจิ่นลอยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เช้าวันนี้ในที่สุดเขาก็ได้เห็นหน้าตาแท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว
จะว่ายังไงดี แบบว่าดูดีมาก เป็หน้าตาประเภทที่ตัวเขาเองก็อยากจะมี รูปหล่อมาดเท่ ถ้าไม่ใช่เพราะชอบทำหน้าตาเ็าอยู่บ่อยๆ ละก็ คงจะมีผู้หญิงผู้ชายมาตามจีบเต็มไปหมดแน่นอน
“รู้นานแล้วเถอะ! เื่นี้ใครๆ เขาก็รู้กัน โอเคไหม” ชนชั้นสูงคนที่สองพูด
“นับเป็เกียรติของฉันจริงๆ ที่ได้เรียนโรงเรียนเดียวกับท่านป๋าย” ชนชั้นสูงคนที่สามกล่าวคำด้วยสีหน้าหลงใหล
“มันแน่อยู่แล้ว! ท่านป๋ายอายุยังน้อยๆ ก็ได้ยศพันเอกแล้ว ฉันว่านะอีกไม่นานท่านป๋ายจะต้องได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็พลตรีแน่นอน!” ชนชั้นสูงคนที่สี่มีสีหน้าหลงใหลชื่นชมเช่นเดียวกัน
ถังอวี่ฟังแล้วก็ลอบพยักหน้าอยู่เงียบๆ ถ้าท่านป๋ายคนนั้นเป็พันเอกแล้วจริงๆ นั่นก็หมายความว่าอายุค่อนข้างน้อยจริงๆ ดังที่เขาพูด มนุษย์ในยุคดวงดาวมีอายุขัยเฉลี่ยถึงสามร้อยปี แม้จะบรรลุนิติภาวะตอนอายุแปดสิบปี แต่อายุสูงสุดสำหรับการจบการศึกษาของโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งก็อยู่ที่สามสิบปี แปลว่าอายุของท่านป๋ายคนนั้นจะต้องไม่เกินสามสิบปีอย่างแน่นอน!
เท่าที่ถังอวี่รู้ ถังอี้พ่อของเขาอายุแปดสิบกว่าปีแล้ว อยู่ในตำแหน่งพันเอกยังไม่ถึงห้าปี ถึงจะอายุแปดสิบกว่าก็ถือว่ายังหนุ่มอยู่มาก แต่ยังเทียบกับท่านป๋ายที่อายุยังไม่ทันสามสิบก็ได้ขึ้นเป็พันเอกแล้วไม่ได้อยู่ดี!
อยู่ดีๆ ถังอวี่ก็อยากเห็นหน้าท่านป๋ายในตำนานคนนั้นขึ้นมาแล้ว! ท่านผู้พันหนุ่มมากความสามารถแบบนั้น! แค่เจอหน้าก็ถือว่าเป็เกียรติมากทีเดียว
“นี่ๆ พวกนายเอาแต่พูดกันว่าท่านป๋าย ท่านป๋าย สรุปแล้วกำลังพูดถึงท่านไหนกันอยู่เหรอ” ชนชั้นสูงที่อยู่ดาวเคราะห์ค่อนข้างห่างไกลเห็นพวกเขาพูดกันท่าทางตื่นเต้นก็อดถามขึ้นไม่ได้
“บอกแล้วนายมันคนบ้านนอก! ทำชนชั้นสูงอย่างพวกเราขายหน้าจริงๆ!” นักเรียนชนชั้นสูงคนที่สองเหลือบมองเขาด้วยสายตารังเกียจ
ในบรรดาชนชั้นสูงกันเองก็ยังมีการแบ่งแยกระดับ ชนชั้นสูงคนไหนยิ่งอยู่ใกล้ดาวเมืองหลวงก็ยิ่งมีฐานะสูง ตระกูลที่อยู่ในดาวเมืองหลวงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนชนชั้นสูงที่อยู่ดาวเคราะห์ห่างไกลก็ทำได้แค่ข่มพวกสามัญชนคนทั่วไปเท่านั้น
ชนชั้นสูงคนนั้นเพียงยิ้มๆ ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจใดๆ ต่อถ้อยคำที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าคนบ้านนอก
เห็นเขารู้จักประมาณตนเช่นนี้ ชนชั้นสูงคนที่สี่ก็อธิบายให้อีกฝ่ายฟังด้วยสีหน้าประหนึ่งทำทาน “ท่านป๋ายที่พวกเราพูดถึงก็คือท่านป๋ายจิ่น! เขาเป็ลูกชายคนที่สามของตระกูลป๋ายแห่งดาวเมืองหลวง เป็คนที่มีสมรรถภาพทางกายและพลังจิตสูงที่สุด เป็ที่ยอมรับกันว่าเขาคือทายาทผู้สืบทอดตระกูลป๋ายคนต่อไป!”
ป๋ายจิ่น...
ถังอวี่ดึงปีกหมวกลง คงไม่ใช่คนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขาคนนั้นหรอกนะ
บางทีอาจจะเป็แค่คนที่ชื่อเหมือนกันแซ่เดียวกันก็ได้ ถังอวี่เริ่มหลอกตัวเองเป็การปลอบใจ
แต่เมื่อนึกถึงบ้านเดี่ยวหลังนั้น นึกถึงพื้นที่บริเวณวิลล่าขนาดใหญ่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ความคิดหลอกตัวเองของถังอวี่ก็พังทลายลงในเวลาแค่สามวินาที
ช่างหัวท่านป๋าย! เขาไม่เห็นจะอยากอยู่ร่วมกับท่านป๋ายในตำนานอะไรนั่นสักนิด!
ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้จะมีปัญหายุ่งยากอะไรอีก!
“เฮ้! ถังอวี่ ปล่อยให้รอนานเลย!”
รอยยิ้มสดใสของเฉิงเวยหยุดค้างไปทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของถังอวี่ ขณะเดียวกันก็ยังถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความหวาดกลัว
“นายจะทำอะไร”
สีหน้าของถังอวี่น่ากลัวเกินไปแล้ว! ท่าทางเหมือนจะกินเขาอย่างนั้นแหละ!
เขาต้องเปลี่ยนหอพัก! ไม่ว่ายังไงก็ต้องเปลี่ยนให้ได้!
ถังอวี่มองเฉิงเวยด้วยสีหน้าดุร้าย ต่อให้สองคนจะต้องนอนเบียดบนเตียงเดียวกันเขาไม่สนใจแล้ว!