บทที่ 7 ภัยคุกคามปริศนา พาร์ท 2
ในระหว่างทางกลับที่เมืองเศียรัของอาคอนและลูน่ามีข่าวจากดาลัสส่งมาถึงมาถึงเขาและก็มีข่าวจากทางสมาคมอีกหลายฉบับเช่นกันที่ถูกส่งถึงอาคอนหลังจากอ่านเสร็จเขาก็เก็บมันไว้ในหนังสือเล่มสีดำของเขาเช่นเคย มีเพียงฉบับแรกที่ถูกส่งจากดาลัสเท่านั้นที่ถูกเผาทิ้งทันทีหลังจากที่อาคอนอ่านเสร็จ
“มีปัญหาอะไรที่สมาคมงั้นเหรอ”หลังจากที่อาคอนได้รับจดหมายหลายฉบับเธอก็พอจะเดาสถานการณ์คร่าวๆได้เธอเข้าใจว่าเพราะความสำคัญของเธอยังไม่สูงพอสำหรับทางสมาคมทางสมาคมจึงไม่ได้แจ้งข่าวใหญ่ๆที่สำคัญๆ อะไรให้กับเธอเลย ที่เธอเข้าใจเช่นนั้นก็เพราะข่าวแรกที่ถูกส่งมาอาคอนเผาทิ้งทันทีทำให้เธอคิดว่ามันเป็ข้อมูลลับที่เธอยังไม่สามารถรับรู้ได้ในปัจจุบันและเลือกส่งคำถามกว้างๆไปแทน
“อืมม..ปัญหาใหญ่จริงๆพวกเราต้องเร่งกลับไปที่เมืองแล้ว”อาคอนกล่าวหลังจากที่ได้ยินคำถามของลูน่าเมือลูน่าได้ยินเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้เซ้าซี้อีกต่อไปความจริงทั้งหมดนั้นเธอจะได้รู้หรือไม่นั้นมันขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเธอเองเป็ปัจจัยหลักหากเธอยังไม่มีสิทธ์รู้นั่นแสดงว่าเธอยังไม่แข็งแกร่งพอก็เท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเดินทางไปได้สักพักกลับมีอีกเอกสารอีกฉบับที่ถูกส่งมาถึงอาคอนและคราวนี้มันมีของเธอด้วย นั่นทำให้เธอทั้งประหลาดใจและดีใจอย่างมาก
ลูน่าเปิดอ่านเอกสารหลังจากนั้นแล้วก็ได้พบว่าเอกสารดังกล่าวเป็เอกสารที่เรียกตัวเธอกลับไปที่เมืองเศียรัอย่างเร่งด่วนนั่นทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าสถานการณ์ในเมืองปัจจุบันนั้นจะรุนแรงเกินจินตนาการ
“ทางสมาคมคงจะเรียกตัวเธอกลับไปสินะ..ฝากดูแลยัยหนูของฉันด้วย” เมื่อกล่าวเสร็จอาคอนก็เปลี่ยนเส้นทางไปอีกทางเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วแยกออกจากเธอไม่ใช่ทิศทางของเมืองเศียรัเธอสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมและไม่ได้มีความคิดที่จะตามอาคอนไปด้วยเนื่องจากเธอพอจะเดาได้ว่ามันเป็ภารกิจใหญ่ที่อาคอนต้องไปจัดการในตอนนี้ซึ่งอาจจะถูกระบุมาผ่านจดหมายที่ถูกส่งถึงเขา
และเธอเองก็พอจะเดาได้เช่นกันว่าภารกิจของเธอต่อจากนี้คืออะไร‘แนวป้องกันรอบเมือง’ นั่นคือสิ่งที่เธอพอจะนึกออกหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายจริงๆ
เมื่อลูน่ากลับมาถึงเมืองในปัจจุบันเวรยามต่างๆก็แ่าเป็อย่างมากมีกระทั่งนักล่าระดับ A ที่ถูกจัดเป็เวรยาม และยังมีการตรวจสอบที่เข้มงวด ประกอบกับเด็กๆในวิทยาลัยนักล่าที่ออกไปนอกเมืองนั้นถูกเรียกตัวกลับทำให้ในปัจจุบันนั้นนั้นมีแถวตรวจเช็คสำหรับการเข้าเมืองค่อนข้างยาวและเธอเข้าใจดีว่ามาตรการเช่นนี้จะไม่สามารถถูกผ่อนปรนเพราะเธอเป็นักล่าระดับ S ได้จนกว่าการยืนยันตัวตนของเธอจะแน่ชัดเธอจึงรอคอยอย่างใจเย็น
ทว่าโรบุสผู้ซึ่งยืนรอคอยเธออยู่เรียกเธอเข้าไปและให้สิทธ์เธอในการยืนยันตัวตนก่อนดังนั้นเธอจึงสามารถผ่านเข้าไปได้
*ตูมม**
เสียงกำแพงะเิไล่หลังเธอมาหลังจากที่เธอก้าวเข้าไปหลังกำแพงได้เพียงไม่กี่ก้าวเธอรีบหันหลังและชักดาบออกมาทันที อย่างไรก็ตามความกังวลทั้งหมดของเธอก็หายไปหลังจากนั้นเพราะคนที่พุ่งทำลายกำแพงเข้ามาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากดาลัส
หากพิจารณาจากระยะทางที่เขาเดินทางมาจากสุดขอบแดนใต้ของทวีปแล้วการที่เขาเดินทางกลับมาถึงได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็เื่ที่น่าทึ่งอย่างมาก แต่ในปัจจุบันนั้นผู้คนทุกคนไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชมแต่มองเขาด้วยสายตาแปลกๆและหวาดกลัวแทน
“ท่านสามารถเข้ามาดีๆก็ได้นะขอรับไม่เห็นจำเป็ต้องพังกำแพงเข้ามาเลยขอรับ”โรบุสกล่าวกับดาลัสเพราะดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ไปเช่นนั้นเรื่อยหากยังไม่มีคนทำอะไร
เขาสามารถเดาได้ว่านั่นคือดาลัสโดยไม่ต้องยืนยันตัวตนแต่อย่างใดอย่างไรก็ตามเพราะลักษณะนิสัย พลังทำลายล้างและบ้าคลั่งนั้นเป็แบบเดียวกันหากไม่ใช่ก็คงไม่มีใครในเมืองที่จะสามารถต้านทานชายตรงหน้าได้ยกเว้นคาลี่ย์ที่อยู่ในวิทยาลัยนักล่าไม่มีใครกล้าหยุดเขาที่มีรูปลักษณ์ พลังและความดุร้ายเช่นนี้แม้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าอาจจะเป็ศัตรูปลอมตัวมาก็ตาม
“แกจะบ้ารึไงกัน!!สมาคมติงต๊องข้าเดินทางมาจากทางใต้แต่ยามที่ประตูทางใต้ดันบอกว่าห้ามเข้าจากทางด้านใต้แล้วให้ข้าอ้อมเมืองมาเข้าประตูทางเหนือปัญญาอ่อนสุดๆ” และนั่นคือเื่ที่ทำให้ดาลัสหัวเสียจนพุ่งชนกำแพง
ความจริงก็คือนักเรียนและผู้คนส่วนใหญ่นั้นเดินทางมาจากทางเหนือทำให้คนที่อยู่ที่ประตูทางเหนือเป็จำนวนมากเมื่อมีคนเป็จำนวนมากก็ต้องรับมือโดยใช้คนจำนวนมากเช่นกันดังนั้นผู้คน เวรยามอุปกรณ์ส่วนใหญ่จึงถูกโอนมาที่ประตูทางเหนือทั้งหมดแม้มันจะดูเป็แผนที่เปิดช่องโหว่ที่ประตูด้านอื่นๆหากเกิดการโจมตีแต่ทางสมาคมก็ตัดสินใจที่จะเสี่ยง และประเมินว่านี่คือทางเลือกที่เสี่ยงน้อยที่สุด
จะเป็ยังไงหากผู้คนฝั่งศัตรูนั้นแฝงเข้ามาได้โดยผ่านปนมากับผู้คนจำนวนมากนั่นจะอันตรายกว่าในมุมของสมาคม ทางสมาคม้าจะ”ทราบ” ถึงภัยคุกคามไม่ใช่เตรียมการป้องกันกับมันพวกเขาเชื่อว่าพวกเขามีพลังมากพอที่จะกำจัดศัตรูั้แ่ต้นอยู่แล้วด้วยคาลี่ย์ที่ยังคงอยู่ในเมืองอย่างไรก็ตามปัญหาจะเกิดหากพวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่าศัตรูคือใครกันแน่ ดังนั้นจึงไม่แปลกหากสมาคมมีตัวเลือกเช่นนี้
โรบุสไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีคนข้องใจอะไรอีกความจริงควรบอกว่าไมมีใครกล้าข้องใจอะไรมากกว่านั่นจึงทำให้เื่การะเิกับแพงของดาลัสจบไป
**********************
เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วแต่สำหรับผู้คนที่ต้องรอเพื่อผ่านประตูทางเข้านั้นมันช้าจนเหมือนเวลาแทบจะหยุดเดินแต่อย่างน้อย ทุกคนก็สามารถผ่านเข้าเมืองได้ในเวลารุ่งสางของวันใหม่เป็การรอคอยที่ยาวนานเกินไปสำหรับคนบางคนนั่นทำให้เกิดความเครียดประกอบกับการที่ผู้คนนั้นจะเข้าออกเมืองยากลำบากมากขึ้นทำให้ไม่ค่อยมีใครเลือกที่จะออกจากเมือง เศรษฐกิจสถานบันเทิงหรือร้านเหล้าภายในเมืองในปัจจุบันจึงคึกครื้นขึ้นอย่างมากมันอาจจะดูเหมือนผลดีอย่างไรก็ตามเมื่อมีคนเมาก็จะมีปัญหาที่พวกคนเมาก่อขึ้นมาอีกนั่นทำให้นอกจากมีเงินสะพัดในเมืองเพิ่มขึ้นปัญหาในเมืองก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
โทบี้เป็หนึ่งในเด็กจรจัดในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและทันสมัยแห่งนี้แน่นอนเขามีความฝันเช่นเดียวกับเด็กอีกหลายๆคน เขาตั้งใจอยากจะเป็นักล่าปัญหาก็คือ เขาไม่ได้มีผู้สนับสนุนไม่ได้มีทักษะอะไรเป็พิเศษ ไม่มีข้อดีอะไรเลยนั่นทำให้เขาไม่ถูกเลือกเป็ลูกศิษย์ของนักล่าคนใดเลย
และ่เวลาเหมาะสมสำหรับการฝึกฝนร่างกายและจิตใจก็ผ่านไปแต่เขาก็ยังไม่ได้ทิ้งความหวังเขาทำงานเก็บเงินและส่งตัวเองเพื่อเข้าไปเรียนในวิทยาลัยนักล่าเช่นกันและเขาก็เป็หนึ่งคนที่เห็นสิ่งที่ดาลัสทำเมื่อวาน ชายตัวโตพุ่งตัวเข้าชนกับแพงและะเิกำแพงอย่างง่ายดายนั่นทำให้เขาทึ่งอย่างมากและมีเป้าหมายสำหรับวัดพลังอาวุธของเขาเพราะเขาเชื่อว่านักล่าระดับสูงทุกคนจะมีความสามารถในการทำเช่นนั้นได้และถ้าหากเขา้าจะเป็นักล่าระดับสูง อาวุธของเขาก็ต้องมีพลังที่จะทำเช่นนั้น
เขาเข้าศึกษาในศาสตร์ของรูนมาสเตอร์เพราะรูนมาสเตอร์นั้นไม่ได้มี่เวลาจำเป็สำหรับร่างกายที่แน่ชัดกล่าวคือไม่มีข้อจำกัดร่างกายในการเป็รูนมาสเตอร์ แต่ด้วยความที่ศาสตร์รูนมาสเตอร์นั้นจำเป็อย่างยิ่งที่จะต้องมีทรัพย์สินมหาศาลเพื่อสามารถฝึกฝนและทำให้เก่งได้เพราะสัญลักษณ์รูนจะผูกติดอยู่กับอาวุธหรือสิ่งต่างๆที่จารึกรูนไปตลอด ดังนั้นเขาจึงต้องมีเงินเพื่อซื้ออาวุธมากมายมหาศาลวัตถุดิบและข้าวของมากมายมหาศาล โทบี้เลยทำทุกวิถีทางเพื่อจะหาเงินรวมถึงการรับจ้างเพื่อเป็ช่างซ่อมกำแพงด้วย
เขาแอบเก็บอิฐกำแพงหินที่เสริมเวทมนตร์เพื่อกลับมาทดสอบศักยภาพอาวุธจารึกรูนของเขาด้วยเขาจะทดสอบมันจนกว่าจะสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดายเช่นที่ดาลัสทำ
“ดาบเสริมความแข็งแกร่งและความคมและรูนะเิ ลองเ้านี่ก่อนแล้วกัน” เขาเริ่มทดสอบอาวุธรูนของเขา รูนเป็ศาสตร์หนึ่งของเวทมนตร์ที่ต่างกันก็เพียงแค่รูนนั้นคล้ายเครื่องจักรเวทมนตร์ มันดึงพลังเวทจากแหล่งอื่นมาใช้ไม่ใช่ดึงออกมาจากตัวผู้ใช้ในกรณีของเครื่องจักรเวท มันดึงพลังเวทย์จากแกนเวทย์มนตร์ แต่รูนนั้นดึงมาจากธรรมชาติโดยรอบ
นี่คือการจารึกรูนระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะอาวุธที่สามารถจารึกรูนไว้สามชนิดได้ผู้จารึกจะต้องมีความสามารถเป็อย่างมาก และนั่นก็บ่งบอกว่าเขาก็เป็นักเรียนระดับสูงโชคร้ายที่ไม่ค่อยจะมีผู้ใดที่ชัดเจนถึงความสามารถและพลังของดาลัส ประกอบกับการที่ไม่มีนักล่าที่ไหนลองพยายามจะพุ่งเข้าเมืองโดยการชนกับกำแพงทำให้เขาประเมินความจริงคลาดเคลื่อนไปมากโขเขาฟันเข้าเต็มแรงก่อนที่จะเห็นว่าไม่มีรอยขีดข่วนในหินอิฐเลย และยังมีรอยบิ่นเล็กๆในดาบของเขาอีกด้วยและเขาก็ได้ข้อสรุปว่าทักษะรูนของเขายังไม่ดีพอ อย่างก็ตามเมื่อถึงเวลาที่เขามองว่าทักษะรูนของตนดีพอตอนนั้น เขาก็คงมีพลังพอๆกับสุดยอดนักล่าระดับ S อย่างแมนติสหรือลูน่าแล้ว
*****************************
หลังจากที่ลูน่ากลับเข้ามาในเมืองเธอก็ได้รับแจ้งจากโบรุสว่าเธอจะต้องไปประชุมในอีกสองวันในตอนนี้เธอควรจะใช้เวลากับลูกศิษย์ของตัวเองให้มากเพื่อเตรียมพร้อมกับแผนการในอนาคตของสมาคมจากนั้นเขาจึงหันไปคุยกับดาลัสซึ่งเป็เื่ที่เธอไม่สามารถรับรู้ได้
เธอกลับมาที่บ้านของเธอซึ่งอยู่ที่ประตูทางฝั่งตะวันออกและอยู่ข้างๆบ้านของอาเรียลูกศิษย์ของเธอทั้งสองคนนั้นตอนนี้กลับมาจากไปทำภารกิจแล้ว ส่วนลูคัสนั้นยังคงาเ็อยู่จากที่มีปัญหากับอาเรียทำให้ตอนนี้ศิษอาจารย์อยู่กันพร้อมหน้าเธอจึงถือโอกาสนี้กล่าวกับศิษย์ทั้งสองถึงการเตรียมตัวสอบที่กำลังจะมาถึง(สองคนเพราะลูคัสยังทำอะไรไม่ได้)และให้กำลังใจทั้งคู่จากนั้นเธอจึงไปเยี่ยมอาเรียที่บ้านอยู่ข้างๆ
เมื่อเข้าไปในบ้านเธอก็พบกับอาเรียที่กำลังทำอาหารหม้อเล็กๆสำหรับทานคนเดียวอยู่เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวมาก่อนดังนั้นเธอจึงไม่ได้มีปัญหาเท่าใดนักในการอยู่คนเดียวทำให้ลูน่าหมดห่วงกับอาเรียและเพียงไม่นานสองวันก็ผ่านไป เธอต้องไปประชุมที่สมาคมในขณะนี้
เธอค่อนข้างประหม่ากับการประชุมกับระดับสูงของสมาคมเพราะครั้งสุดท้ายที่เธอเข้าไปเธอเป็เพียงยัยโง่ที่ไม่ได้รู้เื่ราวอะไรเลยเธอหวังว่ามันจะต่างกันในครั้งนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าบทสรุปมันจะออกมาไม่ต่างไปจากเดิม
เมื่อเธอมาถึงที่สมาคมก็มีคนนำเธอไปที่ชั้นสามของสมาคมเช่นเคยอย่างไรก็ตามในครั้งนี้มันไม่ใช่ห้องของประธานสมาคมเหมือนครั้งก่อนแต่เป็ห้องอีกห้องที่อยู่ด้านข้าง
เมื่อเธอเข้าไปเธอก็ได้พบกับคนอีกสองคนที่รออยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งก็คือคาลี่ย์ส่วนอีกคนเธอไม่รู้จักว่าเขาเป็ใคร
หากอาคอนหรืออาเรียมาเห็นทั้งคู่ก็คงจะจำชายคนนี้ได้ทันทีเขาคือคุณลุงอายุ 25 ปี สแลชนั่นเองแต่เพราะสแลชนั้นอันดับต่ำเกินไปจึงทำให้ลูน่านั้นไม่รู้จักเขาอย่างไรก็ตามเธอก็ยังไม่ได้แสดงความเห็นใดๆกับชายคนนี้เพราะเธอเชื่อว่าคนที่ถูกเรียกเข้ามาทุกคนจะเป็คนที่มีฝีมือระดับสูง
หากจะบอกว่าลูน่าตื่นเต้นแล้วสแลชนั้นตื่นเต้นกว่ามากเขาไม่ได้มีโอกาสพิเศษที่ได้ลากตัวเองขึ้นมาชั้นสามของสมาคมบ่อยๆครั้งนี้เป็ครั้งแรกของเขา มันทำให้เขารู้สึกประหม่าและเขายังเป็คนแรกที่มารอั้แ่ก่อนสำนักงานของสมาคมเปิดทำการเสียอีกและเมื่อเขาพบว่าคนที่เรียกเขามาพบคือหนึ่งในสุดยอดนักล่าอย่างคาลี่ย์นั่นยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกในตอนนี้
คาลี่ย์นั้นมีชื่อเสียงที่ดีกว่ามากหากเทียบกับเพื่อนเขาอีกสองคนเขาเพียงถูกมองว่าไร้พลังจากคนอื่นๆเท่านั้นนั่นทำให้เขาไม่ได้รับความนิยมแม้จะมีชื่อเสียงที่ดีกว่าแต่สำหรับสแลชที่เป็ตาลุงอ่อนแอนั้นแน่นอนว่าคาลี่ย์คือไอดอลสำหรับเขา
“ในเมื่อทั้งสามคนมาครบแล้วข้าก็จะขอแจ้งกำหนดการณ์ต่างๆของสมาคมและภารกิจของพวกเ้าเลยแล้วกัน” คาลี่ย์กล่าว ลูน่าและสแลชดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อยกับการที่คาลี่ย์กล่าวว่ามีสามคนแต่ก็ยังคงฟังไปต่อโดยไม่ได้พูดอะไร
“กำหนดการณ์ของสมาคมต่อจากนี้ก็คือการจัดงานเตรียมสอบสำหรับวิทยาลัยนักล่าทางวิทยาลัยจะแจ้งบททดสองที่สามารถทำให้สำเร็จได้ภายในเมืองโดยสร้างเป็การแข่งขันของเหล่าเด็กๆจะมีการนับคะแนนสำหรับพวกเขาเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสนำคะแนนมาแลกสิ่งต่างเพื่อพัฒนาตัวเองแทนอย่างที่พวกเ้าบางคนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าเรามีปัญหาใหญ่เราจึงไม่สามารถให้เด็กๆออกไปข้างนอกได้กำหนดการณ์จึงจะถูกเปลี่ยนไปให้เป็เช่นนี้และพวกเ้าทั้งสามจะเป็คนที่คอยรักษาความปลอดภัยและเฝ้าจับตาเหล่าเด็กๆของเราในยามจัดงานและต่อจากนี้ พวกเ้าทั้งสามคนจะถูกยกให้เป็กลุ่มหลักกลุ่มเดียวที่รับเื่ของทายาทัทั้งหมดห้องนี้จะเป็ศูนย์บัญชาการของทีมพวกเ้ารายละเอียดอื่นๆของภารกิจทายาทัสำหรับคนที่ยังไม่รู้ให้ถามจากเพื่อนร่วมทีมเองแค่นี้แหละ” จากนั้นคาลี่ย์ก็เดินออกจากห้องไปและทิ้งคนอื่นๆไว้ในห้องนี้ไม่นานก็มีเงาของชายคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมห้อง
“ภารกิจทายาทัก็ยังคงเกินกำลังพวกเราอยู่ดีเราคงไม่สามารถแยกกันทำภารกิจเหมือนผู้รับผิดชอบชุดเก่าได้คงหนีไม่พ้นที่จะต้องไปกันทั้งสามคนเมื่อได้รับภารกิจ” เป็แมนติสนั่นเองลูน่าและสแลชไม่เคยรู้เลยว่าเขาอยู่ตรงนั้นมาตลอดเวลาที่คาลี่ย์คุยกับพวกเขา