ส่วนชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลินลู่เฟยมีอายุราว ๆ 30 ปี รูปร่างสูงใหญ่มีหน้าตาธรรมดา แต่มีพลังปราณอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 9 และเป็นขั้นปลายสุดของขั้นที่ 9 แล้ว นับว่าเป็นผู้วิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ฉินหยางออกเดินทางมาจนถึงตอนนี้ ชายคนนี้มีนามว่า "จินเยว่" คนรับใช้ส่วนตัวที่ดูแลหลินลู่เฟยมาตั้งแต่เด็ก ๆ
หลินลู่เฟยเดินลงมาจากรถม้าด้วยใบหน้าหยิ่งผยองราวกับตนเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาปรายตามองไปที่ฉินหยางก่อนจะหันซ้ายขวามองหาคนขับรถม้าจนเขาพบว่า ชายคนขับรถม้าได้นอนหมดสติบนพื้นบริเวณหน้าข้างขวามีรอยประทับของแส้ที่ฉินหยางโจมตีใส่จนเป็นรอยแดงนูนสภาพดูน่าสังเวช
เห็นดังนั้นเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามคำถามด้วยน้ำเสียงราวกับตนเป็นกษัตริย์กำลังไถ่ถามกับสามัญชนว่า
"ผู้ใดเป็นคนทำร้ายคนของข้า? สารภาพมาซะ"
หลินลู่เฟยกล่าวออกมาเสียงกังวานพลางกวาดตามมองฝูงชนโดยรอบ
ผู้คนที่สบตากับเขาต่างรีบพากันก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยสิ่งใดเพราะเกรงว่าตนจะถูกนำไปเอี่ยวกับเรื่องราววุ่นวายดังกล่าว
"ข้าเป็นคนทำเองมีอะไรงั้นรึ?"
ฉินหยางยืนนิ่งอยู่กับที่สองมือไขว้หลังเอ่ยตอบคำถามอย่างไม่คิดปิดบัง
"เป็นเจ้า?.."
หลินลู่เฟยกล่าวพลางใช้สายตาดูถูกเหยียดหยามมองสำรวจฉินหยางตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวว่า
"เป็นเจ้างั้นรึ? ที่ลงมือทำร้ายคนของข้า?"
"ถูกต้องเป็นข้า"
ฉินหยางยังคงกล่าวตอบอีกครั้งด้วยใบหน้าเรียบเฉยดังเดิม
"ใครกันที่เป็นคนมอบความกล้าให้เจ้าทำเช่นนั้น"
หลินลู่เฟยหรี่ตาแคบลงพลางกล่าวกับฉินหยางด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ใครเป็นคนมอบความกล้าให้ข้า? แน่นอนว่าต้องเป็นตัวข้าเอง..แต่ว่าจะสั่งสอนเดนมนุษย์คนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ความกล้าด้วยรึ?"
ฉินหยางกล่าวตอบเสียงเรียบเฉยพลางทำถ้าทีงุนงงสงสัยจ้องมองหลินลู่เฟยอย่างไม่หลบสายตา
"นี่เจ้า!!!! "
"กล้าพูดกับข้าเช่นนี้ไม่รู้งั้นรึว่าข้าเป็นใคร ? คุกเข่าลงและกล่าวขอโทษข้าเสียตอนนี้ ข้าจะยอมยกโทษให้ ถ้าไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
หลินลู่เฟยรู้สึกเดือดดานเป็นอย่างมากตั้งแต่เขาเกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าตีฝีปากกับเขาไปมาเช่นนี้
แต่ว่าไม่ใช่แค่หลินลู่เฟยที่ตกใจกับการกระทำของฉินหยางแม้แต่ผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบหรือแม้กระทั่งชายเจ้าของดวงตาทั้งสองเองก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน
ถ้าจะบอกว่าหลินลู่เฟยเป็นใครละก็...ไม่มีใครที่อาศัยอยู่ในระแวกเมืองนี้ไม่รู้จักเพราะหลินลู่เฟยผู้นี้ถือเป็นผู้โด่งดังไม่น้อย
เขาคือบุตรชายของผู้ปกครองเมืองกู่ เป็นสหายกับมู่เฉินบุตรชายของมู่เหลินผู้ปกครองเมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้
ทั้งยังเป็นผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นผู้มีพรสวรรค์สามารถต่อสู้ข้ามขั้นกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้
เป็นคนที่ตระกูลหลินทั้งตระกูลตั้งความหวังไว้ว่าเขาจะเป็นคนที่จะพาตระกูลสู่ความรุ่งโรจน์นั่นจึงทำให้ผู้คนในตระกูลยกยอสรรเสริญ และประจบสอพลอจนหลินลู่เฟยหลงระเริงในตนเองจนกลายเป็นคนที่มีนิสัยดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น และมองผู้อื่นเป็นเพียงสวะไร้ค่า
"เด็กคนนี้เป็นใครกัน? เหตุใดจึงพูดจากับหลินลู่เฟยเช่นนั้น ไม่กลัวจะถูกหลินลู่เฟยทุบตีงั้นรึ?"
เสียงใครบางคนในฝูงชนกล่าวกระซิบกระซาบขึ้น
"จริงด้วยดูจากพลังปราณแล้วเด็กคนนี้น่าจะอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ ซึ่งก็ถึงว่าเป็นอัจฉริยะแต่ว่า หลินลู่เฟยเองก็ถูกกล่าวว่าเป็นอัจริยะแถมตอนนี้ยังบรรลุถึงขั้นที่ 4 ของระดับหลอมรวมลมปราณแล้วด้วย แล้วยังเป็นผู้ที่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้อีก 1 ขั้น ถ้าสู้กันขึ้นมาเด็กคนนี้ไม่มีทางชนะแน่"
เสียงอีกเสียงหนึ่งกล่าวแสดงความคิดเห็นเสริม ผู้คนโดยรอบเริ่มพูดคุยเช่นเดียวกันพลางมองฉินหยางด้วยสีหน้าเวทนา
"คุกเข่าขอโทษเจ้า? เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น? เจ้าจะเป็นใครข้าไม่สน แต่หากเจ้าคิดใช้กำลังตัดสินละก็เข้ามา"
ฉินหยางกล่าวเสียงเรียบไม่มีอารมณ์ใด ๆ แสดงออกบนใบหน้าของเขาเลยแม้แต่น้อยราวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นการเสวนากับเด็กน้อยเพียงเท่านั้น
นั่นก็แน่นอนอยู่แล้วสำหรับเขาที่เคยเป็นถึงตัวตนระดับจักรพรรดิสวรรค์จะให้มาคาราวะเด็กน้อยระดับหลอมรวมลมปราณ? เป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน
หลินลู่เฟยเห็นถ้าทีหยิ่งผยองที่ดูราวจะหยิ่งผยองกว่าตนก็รู้สึกเดือดดานไม่สบอารมณ์ก่อนจะเร่งโคจรพลังปราณซัดฝ่ามือไปทางฉินหยางอย่างฉับพลัน
"ฝ่ามือเพลิงโลกันตร์"
หลินลู่เฟยสร้างฝ่ามือเพลิงขนาดราว 3 จั้ง ขึ้นมากลางอากาศ ตรงหน้าเขาก่อนจะควบคุมให้พุ่งโจมตีใส่ฉินหยางรวดเร็ว
"ตายซะ!!!"
หลินลู่เฟยแสยะยิ้มขึ้นในใจ ถ้าที่เขาใช้ไปเมื่อครู่คือเคล็ดวิชาต่อสู้ฝ่ามือเพลิงโลกันตร์ ที่เป็นวิชาสืบทอดของตระกูลหลินของตน เขามั่นใจมากว่าฉินหยางไม่สามารถรอดจากการโจมตีนี้ได้อย่างแน่นอนเพราะเขาใช้เพลิงของผู้ที่มีพลังปราณระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ฉินหยางที่เป็นเพียงผู้วิเศษระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 1 ไม่สามารถต่อกรได้อย่างแน่นอน
แต่ในจังหวะที่หลินลู่เฟยและผู้คนโดยรอบคิดว่าฉินหยางคงไม่รอดแล้วนั้นจู่ ๆ ฉินหยางก็ขยับเคลื่อนไหวหลังจะที่ยืนนิ่งมานานเขาโคจรพลังปราณอย่างรวดเร็วก่อนจะซัดฝ่ามือที่มีรูปร่างเหมือนกับฝ่ามือที่หลินลู่เฟยปลดปล่อยออกมาก่อนหน้าไม่มีผิดเพี้ยน
"ปังงง!!!"
ฝ่ามือเพลิงทั้งสองปะทะกันกลางอากาศเกิดเป็นคลื่นกระแทกจนผู้คนโดยรอบถูกซัดให้ถอยเป็นหลายก้าว
"นะนี่มัน...เป็นไปได้ยังไงกัน"
"เป็นไปไม่ได้...!!!นี่มันเป็นไปไม่ได้!!!"
หลินลู่เฟยอุทานออกมาอีกครั้งด้วยความไม่อยากเชื่อเขาพยายามเค้นพลังเพื่อต้านฝ่ามือของฉินหยางอย่างสุดแรงจนในหน้าเริ่มมีเหงื่อผุดซึม
ปังงง!! ตู้มมมม!!
หลินลู่เฟยต้านฝ่ามือของฉินหยางอยู่ได้ไม่กี่ลมหายใจก็ลอยระลิ่วชนเข้ากับผนังของบ้านหลังหนึ่งจนเกิดรอยแตกร้าวขึ้น
"นายน้อย!!"
"นายน้อยเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"
จินเยว่คนรับใช้คนสนิทรีบพุ่งตัวเข้าไปประคองก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แต่หลินลู่เฟยเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งใดเขายังคงมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อกับเรื่องราวตรงหน้าได้แต่กล่าวอุทานว่า
"แค่ก แค่ก ปะเป็นไปไม่ได้!! เหตุใดข้าที่มีพลังระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ถึงพ่ายแพ้มันเพียงกระบวนท่าเดียวได้ มันเป็นไปไม่ได้!!ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้"
หลินลู่เฟยสบถด่าออกมาอย่างไม่อยากยอมรับความจริง
ผู้คนโดยรอบที่เดิมทีคิดว่าฉินหยางจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอนก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างเช่นเดียวกัน ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวจะคิดว่าเขาจะสามารถโจมตีจนหลินลู่เฟยได้รับบาดเจ็บได้เพียงกระบวนท่าเดียว
บรรยากาศโดยรอบกลับมาเงียบสนิทอีกครั้งก่อนจะมีเสียงของใครบางคนพึมพำขึ้นว่า
"เป็นไปได้อย่างไร เด็กคนนี้สู้ข้ามขั้นได้ 5 ขั้นงั้นรึ? นี่มันสัตว์ประหลาดแบบไหนกัน?"
ประโยคดังกล่าวเป็นเหมือนระเบิดที่ตกลงกลางใจของผู้คนโดยรอบหลังจากได้ยินต่างก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะเริ่มมีเสียงซุบซิบดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ
เจ้าของดวงตาทั้งสองที่เคยพูดคุยเกี่ยวกับฉินหยางก่อนหน้านี้เองก็อ้าปากค้าง ตกตะลึงไม่ต่างจากคนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน
"สู้ข้ามขั้นได้ 5 ขั้น ดะ..เด็กคนนี้เป็นใครกัน เขาจัดการหลินลู่เฟยได้เพียงการโจมตีเดียว เรื่องแบบนี้มัน.."
เจ้าของดวงตาคนแรกเอ่ย
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์โดยรอบคนอื่น ๆ ต่างพูดคุยเรื่องที่ฉินหยางสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ถึง 5 ขั้นกันอย่างแตกตื่น แต่ถ้าผู้คนเหล่านี้ได้รู้ว่าฉินหยางไม่ได้สู้ข้ามขั้นได้เพียงแค่ 5 ขั้นแต่สามารถสู้ข้ามระดับได้ถึง 1 ระดับใหญ่ล่ะก็พวกเขาเหล่านี้ต้องตกใจจนเป็นลมหมดสติกันอย่างแน่นอน
สิ่งที่ฉินหยางทำ ทำให้หลินลู่เฟยรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากเขากำหมัดแน่นตะโกนออกคำสั่งกับจินเยว่คนรับใช้คนสนิทว่า
"จินเยว่จัดการมันให้ฆ่าซะ ให้มันได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ทำให้ข้าคนนี้ต้องอับอายขายหน้าเช่นนี้"
หลินลู่เฟยโกรธแค้นขึ้นมาจริง ๆ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่สั่งสอนแต่เขาคิดจะให้จินเยว่จัดการปลิดชีวิตฉินหยางเสียตรงนี้เลยด้วยซ้ำ
จินเยว่คนรับใช้คนสนิทที่ยืนคอยประคองหลินลู่เฟยเมื่อได้ยินคำสั่งเขาก็พยักหน้าตอบรับก่อนจะก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าหยินลู่เฟยและหันหน้าไปเอ่ยกับฉินหยางด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า
"คุกเข่าขอโทษนายน้อยซะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน"
จินเยว่พูดพร้อมนำมือกำดาบที่แบกไว้กลางหลังไว้แน่นพร้อมทั้งจ้องมองฉินหยางอย่างดุร้ายราวกับว่าหากเจ้าไม่ฟังคำที่ข้าพูด" มีแต่คำว่า"ตาย!!" สถานเดียวเท่านั้น
"ไม่จำเป็นต้องพูดมาก หากเจ้าอยากให้ข้าคุกเข่าขอโทษละก็ ใช้กำลังของเจ้าทำให้ข้าสยบให้ได้สิ"
ฉินหยางตอบกลับเสียงดังฟังชัด ผู้คนที่ได้ยินต่างมีเสียงอื้ออึงก้องสะท้อนไปมาภายในสมอง
"เด็กคนนี้บ้าไปแล้ว!! เขาท้าทายจินเยว่ล่ะ เขาอยากตายจริง ๆ หรืออย่างไร? จริงอยู่ที่เขาสามารถเอาชนะหลินลู่เฟยได้ แต่ว่าจินเยว่มีพลังอยู่ในขั้นที่ 9 ของระดับหลอมรวมลมปราณ พลังมันต่างกันมากเกินไป ถ้าเขาคิดจะสู้ครั้งนี้เขาได้ตายจริง ๆ แน่"
เสียงชายคนหนึ่งในฝูงชนกล่าวขึ้น
จินเยว่ที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วจ้องมองไปยังใบหน้าที่เรียบเฉยของฉินหยางแม้จะมีคำถามในใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีกเขาชักดาบที่สะพายไว้กลางหลังออกมามองไปยังฉินหยางด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะกล่าวอีกครั้งว่า
"ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้ายคุกเข่าขอโทษนายน้อยของข้าซะแล้วข้าจะให้เจ้าได้ตายสบาย"
"เลิกพล่ามแล้วบุกเข้ามาเลยดีกว่าถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู"
ฉินหยางไม่สนใจคำพูดของจิเยว่เลยแม้แต่น้อยใบหน้าของเขายังมีสีหน้าดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนั้นยิ่งทำให้จินเยว่เริ่มรู้สึกเดือดดานขึ้นมาเขาปะทุพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นที่ 9 ออกมาก่อนจะรวบรวมพลังไว้ที่ตัวดาบ เตรียมพุ่งโจมตีเข้าใส่ฉินหยาง
ทางฝั่งของฉินหยางเองก็โคจรพลังเตรียมพร้อมต่อสู้เช่นเดียวกัน ใบหน้าของเขาเริ่มมีรอยยิ้มจาง ๆประดับอยู่ราวกับกำลังตื่นเต้นดีใจที่จะได้ต่อสู้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าเช่นนี้
"หยุดเดี๋ยวนี้!!! พวกเจ้าคิดจะต่อสู้กันในเมืองเเห่งนี้งั้นรึ?"
ในระหว่างที่ทั้งสองจะเข้าปะทะกัน จู่ ๆ ก็มีเสียงใครบางคนตะโกนห้ามปรามขึ้นจากมุมหนึ่ง...