บทที่ 9
เขาทอดร่างลงบนเตียงเพราะรู้สึกว่ามันน่าจะสบายกว่าที่จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น พยายามใช้ความคิดไตร่ตรองสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสังเกตเห็นอยู่ แต่ถึงแม้ยามบ่ายจะเคลื่อนคล้อยไปช้าๆ จนในที่สุด ยามตะวันรอนแสงก็ได้คืบคลานเข้ามาแทนที่ ไม่เพียงแต่เขาจะคิดอะไรไม่ออกเท่านั้นความพิศวงสงสัยดูจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำเขาดึงนาฬิกาพกออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก ขณะนี้ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว..! มันทำให้เขาบังเกิดความกังวลขึ้นมาอีก ว่ายังจะต้องรออยู่อย่างนี้อีกนานเท่าใด กว่าจะปลอดภัยพอที่จะสอบลงไปที่โรงม้าผูกม้าแล้วก็ควบขี่จากไปทันใด..เขาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เป็นเสียงเบาๆ ทว่า ก็ยังชัดเจน เป็นเสียงที่ดังมาจากบันได เขารีบลุกขึ้น อย่างกระตือรือร้น ในที่สุด มันก็ยังมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเขารีบเดินไปเปิดประตู เสียงที่ได้ยินยังคงดังอยู่ แต่ครั้งนี้มันแปลกเปลี่ยนไป และแล้ว เขาก็ได้เห็นผู้ที่หยุดยืนอยู่ตรงซาลาเล็กๆ ..นาน่า..ไม่ใช่จอร์เจีย“อา..ท่านออกมาพอดีเลย..” นางเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งตะกร้าใบที่ถืออยู่ในมาให้ เป็นตะกร้าใบเดียวกับที่จอร์เจียนำอาหารมาให้เขาเมื่อตอนกลางวัน “อาหารมันออกจะน้อยไปหน่อย แต่อิฉันคงจัดให้ท่านได้แค่นี้ เพราะไอ้พวกคนใช้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นมันพล่านไปทั้งครัว มันตอมอิฉันอย่างกับแมลงวันตอมน้ำนมเชียวเจ้าค่ะ” นาน่าทำเสียงกระซิบกระซาบ และดยุคก็ตอบด้วยเสียงเบาใกล้เคียงกัน“ขึ้นมาบนห้องก่อนเถอะ ผมมีเรื่องอยากคุยกับป้า“อิฉันไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ พวกนั้นจะต้องถามหาอิฉันแน่..แค่ที่อิฉันแอบเอาอาหารมาให้ก็อันตรายมากพออยู่แล้ว..”“ผมเข้าใจ..” ดยุคตอบ “และผมก็ขอบใจป้าเรื่องอาหารอย่างมากทีเดียว” เขาพูดพร้อมกับก้มลงดูสิ่งที่บรรจุอยู่ในตะกร้า แต่บริเวณนั้นมืดเกินกว่าที่จะเห็นว่ามีอะไรอยู่บ้าง“ในนั้นมีแค่ไข่ต้มกับเนยแข็งเท่านั้น อิฉันต้องขอประทานโทษด้วยใจจริงเจ้าค่ะ อิฉันรู้ว่าสุภาพบุรุษควรจะได้รับประทานอาหารขนาดไหน อิฉันไม่ได้รับใช้พวกผู้ลากมากดีมาตลอดชีวิตโดยไม่รู้อะไรเลยหรอกนะเจ้าคะ“สุภาพบุรุษคนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก” ดยุค กล่าวปนหัวเราะ“อิฉันดื่มน้ำมาให้ท่านด้วย” นาน่าพูดต่อ “แต่อิฉันไม่กล้าแบกขึ้นมา บันไดนี่ถ้าตกลงไปน่ากลัวคอหัก อิฉันก็เลยแอบเขาอ่างน้ำสอดเข้ามาทางช่องข้างผนัง ตอนที่พวกคนรับใช้กำลังตั้งโต๊ะอาหารกันอยู่ ช่องที่ว่านั้นอยู่ตรงตีนบันไดเองเจ้าค่ะ”“ซึ่งผมยิ่งต้องขอบใจป้ามากเข้าไปอีก เพราะผมอยากโกนหนวดเคราเต็มที“อิฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันเจ้าค่ะ” นาน่าตอบ “ในตะกร้านี่ท่านจะพบมีดโกนหนวดกับผ้าขนหนูของมิสเตอร์ชาร์ลส เจ้าค่ะ”“โอ..ป้าช่างเอาใจใส่ดูแลไปเสียหมดทุกอย่าง..” ดยุคพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง “ผมว่ามิสจอร์เจียหรือที่ถูกผมควรจะเรียกเธอว่า มิสเทรส เบลลาย เป็นสาวน้อยที่โชคดีมากที่มีป้าเป็นผู้ดูแลเธอ“มิสจอร์เจีย..เอ้อ..ฉันมักจะลืมชื่อแต่งงานของเธออยู่เรื่อย คือฉันไม่ชินกับชื่อนั้นเลยเจ้าค่ะ” นาน่าตอบ “ดิฉันยอมรับว่ารักเธอเหมือนกับลูกแท้ๆ ของตัวเอง เป็นความรู้สึกแท้จริงเหมือนที่อิฉันมายืนอยู่ตรงหน้าท่านตอนนี้ละเจ้า“ผมถึงต้องขอย้ำอีกครั้งไงล่ะ ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีมาก” ดยุคพูดยิ้มๆ“แต่เหตุการณ์ที่มันกำลังเป็นอยู่ขณะนี้..อิฉันแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย..” นาน่าพูดเสียงเบา ราวกับนางกำลังพูดอยู่กับตนเอง “มันไม่เหมือนเมื่อครั้งที่เซอร์ เฮคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่หรอกเจ้าค่ะ”“เซอร์ เฮคเตอร์..ใครกัน..? ” ดยุคถามอย่างแปลกใจ “ผมรู้จักแต่ชื่อแต่งงานของมิสเพรส เบลลายคนเดียวเท่านั้น“ชื่อเต็มของท่านคือเซอร์เฮคเตอร์ เกรซบลู๊ค” นาน่าพูดเป็นเชิงอธิบาย “ท่านเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้วเป็นคนชื่อสัตย์ตรงไปตรงมา..พระเจ้าทรงรู้ดีว่า ถ้าท่านไม่ได้ลงไปอยู่ในหลุม ท่านจะคิดยังไงกับทุกสิ่งที่มันกำลังเกิดอยู่ในเวลานี้”ดยุคสัมผัสได้..มากกว่าจะมองเห็นว่า ขณะนี้ สตรีสูงวัยกำลังทำมือไม้อย่างไรอยู่ และแล้ว นางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แปลกเปลี่ยนไป“มิสจอร์เจียสั่งความมาเจ้าค่ะ ว่าเธอจะมารับตัวท่านเองทันทีที่บรรยากาศปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้น เธออยากให้ท่านเตรียมตัวไว้ให้พร้อม กว่าจะหลบออกไปกันได้ก็คงหลังเที่ยงคืนแล้วละเจ้าค่ะ”“ผมจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม” ดยุคให้คำมั่น “แม้ใจจริงแล้วผมเองก็ไม่อยากทิ้งป้าไว้กับเรื่องวุ่นวายทั้งหลายแหล่ที่มันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้“เรื่องยุ่งวุ่นวายที่สุดนะเป็นคำพูดที่ถูกต้องที่สุดเลยละเจ้าค่ะ และไม่ว่ามิสจอร์เจียจะมีความรู้สึกยังไงแต่สำหรับอิฉันน่ะเสียดายเหลือเกินที่ท่านจะจากไป คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้หรอกเจ้าค่ะว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว พูดจาก็ไพเราะอ่อนโยน เกิดมาในตระกูลผู้ที่แท้จริง..ถ้าจะไม่คิดถึงที่ท่านพาตัวเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องร้ายๆ นั่นด้วย”“เรื่องของผมมันเรื่องเล็ก” ดยุคยืนยันให้นางอุ่นใจ“อิฉันดีใจเจ้าค่ะที่ได้ยินท่านพูดอย่างนั้น” นาน่าว่า “หวังแต่เพียงว่าตัวเองจะสามารถพูดคำนี้ในกรณีของมิสจอร์เจียได้บ้างเท่านั้น..โอ ท่านเจ้าคะ..อิฉันกลัวแทนเธอเสียเหลือเกิน”ดยุคจับสำเหนียกความวิตกกังวลอย่างหนักที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของแม่นมชราได้“ผมอยากให้ป้าพยายามเกลี้ยกล่อมเธอให้มาก ช่วยเตือนเธอด้วยว่าอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องโง่ๆ แบบนี้เลย..” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงบ “สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ขณะนี้มันไม่ใช่งานของผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะคนที่เกิดมาในตระกูลผู้ดีอย่างเธอ“นี่ท่านคิดว่าอิฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้กับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลยหรือเจ้าคะ..? ” นาน่าถามอย่างมีอารมณ์ “ท่านไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ ว่ามันมีเหตุผลมากมายหลายประการที่อิฉันไม่สามารถเปิดเผยได้ ก็เหตุผลทั้งหลายเหล่านั้นแหละเจ้าค่ะ ที่ทำให้มิสจอร์เจียต้องทำอะไรแบบนี้ สิ่งที่ฉันเฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกคืนวันก็คือ อะไรจะเป็นจุดยุติของมันเท่านั้น..? ”“นี่เรื่องมันร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ? ” น้ำเสียงของดยุคบอกความประหลาดใจแท้จริงนาน่าทอดถอนใจ เสียงที่หลุดลอดออกมาราวเสียงคราง“เวลานี้ อิฉันเฝ้าแต่ถอดหัวใจอธิษฐาน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้เราปลอดภัยด้วยเถอะ”ดยุคขยับจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่นางเอื้อมมาแตะแขนเขาไว้เป็นสัญญาณให้เงียบ ก่อนที่นางจะโน้มตัวไปข้างหน้า ทำท่าเหมือนกำลังเงี่ยหูฟังอะไรบางอย่างตรงรอยต่อของช่องประตู ที่นางเปิดเข้ามาสู่บันไดนี้“มีคนอยู่แถวนี้เจ้าค่ะ” นางกระซิบบอกดยุคพยายามเงี่ยหูฟังบ้าง แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย..มือของนาน่าแตะลงตรงบานประตู มันเผยอออกช้าๆ เป็นเพียงช่องแคบๆ ที่ออกจะยากเย็นอยู่สักหน่อยสำหรับนางที่จะบีบตัวลอดเข้าไป ในช่วงเวลาดังกล่าว ดยุคฉวยโอกาสมองออกไปทางช่องดังกล่าว ก็ได้พบว่ามันเป็นห้องโถงทางเดินยาวเหยียด และเพียงครู่สั้นๆ ประตูบานที่นาน่าลอดตัวออกไปก็ปิดใส่หน้าเขายังคงรอเวลาอยู่จนแน่ใจแล้วว่านาน่าเดินไปไกลพอสมควร จึงค่อยๆ ใช้มือคลำๆ ไปบนแผ่นไม้ที่ปิดสนิทมือสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร แต่มันมีความเคลื่อนไหวเกิดอยู่ตรงบานประตูนั้น เขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะเปิดให้กว้างออก จึงดึงให้มันปิดกลับเข้ามาขณะเดียวกัน ก็บังเกิดความรู้สึกโล่งใจไม่น้อยเมื่อได้ตระหนักว่า นับแต่นี้ เขาไม่ใช่เชลยของมิสจอร์เจีย เบลลายอีกต่อไปเขาจะออกจากที่นี่เมื่อไรก็ย่อมทำได้อยู่แล้วเขาเดินถือตะกร้าอาหารกลับขึ้นไปยังห้องลับชั้นบนเอาวางลงบนโต๊ะ นอกจากไข่ต้มที่เย็นเยือกแล้ว มีขนมปังอบใหม่ๆ อีกหนึ่งปอนด์ใหญ่ เนยเหลวสีทองกับเนยแข็งชิ้นใหญ่ และที่ซ่อนอยู่ใต้อาหารคืออุปกรณ์ในการโกนหนวดเคราที่จัดมาเป็นชุดและวางเรียงอยู่ในกล่องอย่างประณีตตอนแรก ดยุคคิดว่านาน่าลืมเรื่องผ้าขนหนูที่นางพูดอยู่ แต่แล้วก็ได้พบว่า มันพับรองอยู่ใต้ตะกร้าเรียบร้อยเขาเอาอาหารออกมาวางเรียงบนโต๊ะ แต่ก็คิดว่าควรจะลงบันไดไปเอาอ่างน้ำอุ่นที่นาน่าอุตส่าห์เตรียมมาให้ ขึ้นมาบนห้องเสียก่อนจะดีกว่าเขาตระหนักดี ว่าการสวมรองเท้าเดินลงไปตามขั้นบันได เสียงฝีเท้าอาจจะลอดไปถึงหูใครบางคนได้ดังนั้นแม้จะเป็นความยากลำบากอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยังพยายามถอดรองเท้าออกเหลือแต่เพียงถุงเท้าขนสัตว์ แล้วจึงเริ่มลงบันไดไปอย่างเงียบกริบ ช่องบันไดแคบๆ นั้นมืดสนิท เขาอดตำหนิตัวเองไม่ได้ที่ลืมขอเทียนไขจากนาน่าไว้จุดส่องทางสักแท่งหนึ่ง ทั้งแสงสว่างจากดวงเทียนยังจะช่วยให้เขาสามารถมองเห็นหนวดเคราที่จะโกนได้ชัดขึ้นด้ว