ขุนเขาสี่ฤดูหลายร้อยขุนเขา
หนึ่งในขุนเขาหลายร้อยลูกบรรยากาศภายในหุบเขายังคงหนาวเย็นะเืปุยหิมะขาวโพรนยังคงหลั่งไหลเทลงมาจากฟากฟ้าไม่ขาดสายแว่วเสียงเห่าหอนฝูงสุนัขป่าดังหลอกหลอนมากับสายลมเย็นเป็ครั้งครา ด้านล่างหุบเขาเกลื่อนกลาดไปด้วยผู้คนมากมายส่งเสียงเซ่งแซ่โวยวายดังยิ่งกว่าเสียงสัตว์ร้ายถ้ามองลงมาจากยอดผาบางครั้งอาจเห็นมนุษย์ร่างใหญ่ผู้สวมใส่จิติญญาโคถึกห้อตะบึงวิ่งชนโขดหินราวคนบ้าสติเฟื่อน
เวลาได้ไหลผ่านมาสามวัน
ภายในกระท่อมโกโรโกโสแสงสว่างของผลึกแดงเพลิงยังส่องสว่างให้ความอบอุ่นร่างเพรียวบางอ้อนแอ้นยังคงหมดสติอยู่บนเตียง
“อืมมม” เสียงครวญครางแ่เบาราวกระซิบดังแว่ว สายตางามหมดย้อยเปิดขึ้นอย่างเนิบช้าก่อนจะเคลื่อนมองไปมาอย่างงัวเงียทันทีที่ั์ตาใสกระจ่างดุจดาราเริ่มมองเห็นพื้นที่โดยรอบชัดขึ้น...ชัดขึ้น
เบื้องหน้านางห่างเพียงหนึ่งฝ่ามือกลับปรากฏใบหน้าเปรอะเปื้อนของชายหนุ่มผู้หนึ่งเพียงแค่เอื้อม!
ม่านตางามสดใสสั่นสะท้านตื่นตัวพลันเบิกกว้าง!
“ท่านปู่...ดูนางฟื้นแล้ว” เสียงโหวกแหวกตื่นเต้นยินดีของบุรุษหนุ่มดัง
เพี๊ยะ! อ้ะเฮื้อ!!
โครมมมมม!!!
เสียงโครมครามดังสนั่นแรงกระแทกส่งผลให้ตู้เก็บตำราที่ทรุดโทรมพังทลายลงมาข้าวของปลิวว่อนกระจัดกระจายเศษฝุ่นตลบอบอวนคละคลุ้ง พื้นด้านล่างนอนไว้ด้วยร่างแน่นิ่งของชายหนุ่มผู้หนึ่งนิ่งไปอยู่นานราวร่างไร้ิญญา ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
“อั่กก...เ้า...ทำร้าย...ข้า...ทำไม?...แค่กๆ” หลังจากรวบรวมกำลังลุกขึ้นไป๋หยุนเฟยเอามือกุมแก้มบวมเห่อไว้ด้วยความเ็ปใบหน้าหล่อเหลาเริ่มบูดบวมครึ่งซีกราวสุกรสายตาข้างซ้ายเริ่มกลายเป็หลุมคล้ำแดงเถือกมองอย่างเอาเื่ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างแค้นเคียง
แทนคำตอบร่างอรชรพลันสะดุ้งลุกขึ้นพรวดด้วยอารมณ์ที่โหมปะทุพลังิญญาของนางะเิออกมากลายเป็เพลิงไฟสายหนึ่งพุ่งทะยานกลืนกินหลังคาโสโครกของกระท่อมจนสิ้น ตามมาด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นรุนแรง
ด้วยพลังิญญาอันมหาศาลสองขาไป๋หยุนเฟยสั่นไปมาอย่างควบคุมไม่ได้กระนั้นใบหน้าปูดบวมของชายหนุ่มยังคงท้าสู้อย่างเด็ดเดี่ยว
“ช้าก่อนแม่นาง!” ทันใดนั้นเสียงะโอย่างใของไป๋เทียนอวิ๋นดังขึ้น ก่อนจะถลากายเข้ามา
เห็นชายชราเข้ามาสีหน้าใภายใต้ผ้าคุมจ้องมองอย่างฉงน ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ของไป๋เทียนอวิ๋นถึงแม้จะดูแก่ชราเป็อย่างมากทว่าด้วยเส้นผมและดวงตาสีขาวกระจ่างน่าพิศวงรวมกับรังสีสูงศักดิ์ยากเปรียบเทียบจิตใจสตรีชุดแดงเริ่มสั่นไหวอย่างหวาดระแวงละคนตื่นกลัว
ด้วยสภาวะตื่นตัวหวาดระแวงถึงขีดสุดสตรีชุดแดงขบฟันแน่นก่อนจะเค้นพลังิญญาไปที่ฝ่ามือปรากฏลูกบอลไฟขนาดใหญ่ลุกท่วมฝ่ามืออีกครั้งส่งผลให้บรรยากาศภายในกระท่อมเริ่มร้อนระอุก่อนจะยกมือขึ้นเตรียมฟาดไปยังไป๋หยุนเฟย
“ข้าบอกให้เ้าหยุดมือ!!”
ทว่าก่อนจะปลดปล่อยเพลิงิญญาน้ำเสียงไป๋เทียนอวิ๋นตวาดดังลั่นด้วยความโกรธ
เมื่อรับรู้ได้ถึงรังสีสังหารอันเข้มข้นสุดพรรณนาร่างกายสตรีชุดแดงสั่นสะท้านอย่างแรงคราหนึ่งก่อนจะซวนเซไปมาจิติญญาที่ใช้ควบคุมพลังิญญาสั่นไหวด้วยความตื่นกลัวส่งผลให้เพลิงิญญาที่ลุกโชนสั่นไหวพรึบพรับไปมาก่อนจะเริ่มมอดดับจางหายสายตางามหยดย้อยจ้องมองไปยังไป๋เทียนอวิ๋นด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงสุดพรรณนาความรู้สึกเมื่อััรังสีสังหารของชายชราราวกับตัวตนสัตว์อสูรายืนอยู่เบื้องหน้า! คล้ายทั้งโลกถูกดูดกลืนโดยหลุมดำขนาดใหญ่!...ก่อนจะกระอักโลหิตออกมา
“ท่าน...ท่านเป็ใคร!” สตรีชุดแดงเอื้อนเอ่ยถามอย่างยากลำบากสีหน้าแตกตื่นขวัญผวาภายใต้ม่านแพรซีดขาวราวกระดาษหลังจากเอ่ยปากเสร็จนางถอยกายไปด้านหลังเพื่อพิจารณาชายชราอย่างหวาดกลัว
ด้วยขั้นพรมแดนิญญาของนางมิใช่ชั่วในผู้ฝึกญาณรุ่นเดียวกันนับว่าหาบุคคลที่แข็งแกร่งสูสีเทียบเท่านางแทบไม่ได้แม้กระทั่งผู้าุโบางคนยังโดนสตรีอายุเยาว์เช่นนางนำหน้าเหนือล้ำกว่าการที่โดนไป๋เทียนอวิ๋นปลดปล่อยรังสีสังหารใส่แล้วเป็สภาพเช่นนี้มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวคือพลังิญญาชายชรามากมายกว่านางหลายขั้นพรมแดนอย่างทาบไม่ติด! แม้กระทั่งบิดาของนางยังไม่มีความสามารถปล่อยรังสีสังหารได้เพียงครึ่งเดียวของชายชราเลยด้วยบุคคลเช่นนี้? การจะฆ่านางล้วนง่ายดายเพียงหายใจเข้าออก!
ด้วยรังสีสังหารระดับนี้ตัวตนชายชราเบื้องหน้านางฉายชัดในแววตาหญิงสาวประดุจเงาทะมึนดำมืดของขุนเขาสูงเสียดฟ้า
เห็นเหตุการณ์ผ่อนปรนไป๋เทียนอวิ๋นสลายรังสีสังหารก่อนจะก้าวเดินมาหยุดเบื้องหน้าไป๋หยุนเฟยสีหน้าชายชรากลับกลายเป็อบอุ่นดังเดิม กล่าวตอบ
“ข้าเป็เพียงชายชราผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหุบเขาลูกนี้กับหลานชายเพียงสองคนเท่านั้น” ก่อนจะถอนหายใจแ่เบา กล่าวต่อ “แม่นางน้อยเ้าโปรดสงบสติแล้วฟังคำชายชราก่อนจะได้หรือไม่? เมื่อสามมันที่แล้วด้านล่างหุบเขาเป็พวกเราเองที่ช่วยเ้าไว้และรักษาพิษในร่างกายเ้า”
“!!!”
สตรีชุดแดงตกตะลึงนิ่งค้างก่อนจะเริ่มนึกถึงเื่ราวก่อนหน้าสายตางามเ็าจ้องมองไปยังไป๋หยุนเฟยวาบอย่างปองร้าย เมื่อนึกถึงยามชายหนุ่มทำให้นางต้องแปดเปื้อนแพรขนตางอนกระตุกไปมาอย่างเจ็บแค้นทว่าเมื่อจ้องมองร่างกายสูงสง่าของไป๋เทียนอวิ๋นหญิงสาวทำได้เพียงกล้ำกลืนความแค้นอย่างหวาดกลัว ก่อนจะหลับตาเข้าสู่ห้วงสมาธิทันทีที่นางเดินพลังิญญา ร่างกายนางสั่นไหวอย่างรุนแรงคราหนึ่งเส้นชีพจรที่อุดตันเต็มไปด้วยพิษร้ายก่อนหน้าล้วนโปร่งใสทะลุปุโปร่งไร้สิ้นพิษตกค้างแต่อย่างใดถึงแม้พลังิญญาของนางจะกลับมาเพียงห้าส่วนแต่ถ้าเวลาผ่านไปอีกไม่กี่วันขั้นพรมแดนของนางจะฟื้นคืนปกติและมีความแข็งแกร่งเท่าเดิม!
ลังเลชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ร่างอรชรก้มกายคำนับด้วยท่าทีชดช้อย
“ท่านผู้าุโข้าช่างละอายใจนักด้วยความใจร้อนของข้า ข้าเกือบทำให้เป็เื่ราวใหญ่โตโปรดท่านผู้าุโยกโทษให้เสวี่ยฉีด้วย” น้ำเสียงไพเราะดุจระฆังแก้วเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิด
ได้ยินเช่นนั้นไป๋เทียนอวิ๋นยิ้มอ่อนโยนอย่างไม่นำพาทว่าก่อนที่ชายชราจะได้กล่าวคำใดออกมา
“เห่อะ!...ยกโทษให้ท่านหรือ? ชั่งเอ่ยปากขอโทษง่ายดายเสียจริงนะเื่ราวใหญ่โตหรอ? ท่านเกือบจะสังหารข้าแล้ว...มันเป็เพียงเื่ราวใหญ่โตเองเหรอหือ?!” ไป๋หยุนเฟยเว้น่หายใจ “หลังคาบ้านข้า โอ้...เ้า...อีกอย่างคำขอโทษเ้าควรจะมาขอโทษข้าก่อนดีกว่าไหม?!” ไป๋หยุนเฟยโวยวายลั่นอย่างเ็ปเท้าชายหนุ่มกระทืบพื้นไปมาอย่างขัดใจด้วยพวงแก้มบวมยุ้ยสีม่วงเตอะตอนนี้ทั่วทั้งใบหน้าชายหนุ่มเริ่มคล้ายสุกรอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
ไร้ซึ่งการสอบสนองของสตรีชุดแดงแม้กระทั่งหางตาหยดย้อยของนางยังไม่เหลือบมองไป๋หยุนเฟยแม้เพียงสักนิดราวกับว่าการจ้องมองชายหนุ่มจะทำให้สายตาของนางต้องแปดเปื้อนมลทิน
เห็นเช่นนั้นไป๋หยุนเฟยแทบคลั่ง
“แม่นางน้อยอาการของเ้าคงฟื้นตัวได้ครึ่งทางแล้วกระมังส่วนคำขอบคุณของเ้า ข้าชายชราไม่อาจรับได้?” คำกล่าวของไป๋เทียนอวิ๋นทำให้สีหน้าสตรีชุดแดงสลดชายชรายิ้มบางก่อนจะผายมือไปทางไป๋หยุนเฟย “เนื่องจากข้าไม่ได้มีส่วนช่วยเ้าแต่อย่างใด?เป็หลานชายข้าผู้นี้เองที่นำเ้าเข้ามาในหุบเขาและยังเป็คนลงมือรักษาพิษให้เ้าด้วยตนเอง!...ถ้าเ้าจะขอบคุณก็ขอบคุณเด็กหนุ่มผู้นี้เถิด’’
วาจาที่นางได้ยินประดุจสายฟ้าฟาดที่ข้างหูส่งผลให้ทั่วร่างกายนางแข็งค้างประดุจรูปปั้นน้ำแข็งสีหน้านงคราญแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดยั้งความรู้สึกเครียดแค้นชิงชังต่อชายหนุ่มสับสนวุ่นวายในจิตใจ
“อึ้ง...อ่ะ...อิ๊(อึ้งละสิ่)ฮ่ะ อ่ะๆ” เห็นท่าทางสะดุ้งใของอีกฝ่ายไป๋หยุนเฟยท้าวเอวหัวเราะอย่างสะใจ ทว่าด้วยใบหน้าที่ปูดบวมอย่างเต็มที่ริมฝีปากเจิ่งบวมประดุจปากเป็ด ทำให้เสียงหัวเราะที่ออกมาน่าขยะแขยงอย่างที่สุดกว่าตนเองจะตื่นตระหนกต่อสิ่งที่ตามมา ก็ไม่อาจจะกล่าวภาษามนุษย์ได้ราบรื่นอีกต่อไปแล้ว
เห็นหลานชายเป็เช่นนี้ไป๋เทียนอวิ๋นไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีทำได้เพียงนิ่งเงียบส่ายหัวอย่างอนาถใจ
นิ่งเงียบอยู่นานเหมือนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ใบหน้าภายใต้ผ้าคุมสั่นไหวไปมาอย่างยุ่งเหยิง สตรีชุดแดงหันกายไปทางไป๋หยุนเฟยอย่างแช่มช้างดงามก่อนจะกล่าวเสียงเ็า “เห็นแก่ผู้าุโเื่ที่เ้าทำไว้ก่อนหน้าข้าจะไม่นำพามาใส่ใจ..แต่ถ้ามีคราวหน้าจะก็...?!” คำขู่่หลังแฝงความหมายเด็ดขาดอย่างชัดเจนร่างอรชรหันกายกลับอย่างเฉยเมย ภายใต้ผ้าแพรมุมปากกระจับโค้งมนดุจจันทร์เสี้ยวขยับเฉิดฉันเล็กน้อยก่อนจะพึมพำแ่เบาราวละเมอ
“เื่ราวก่อนหน้าที่ข้าเกือบลงมือทำร้ายเ้า...ข้าขอโทษด้วย”
น้ำเสียงของนางไพเราะดุจระฆังแก้วยามเอ่ยขอโทษน้ำเสียงแฝงด้วยด้วยความซาบซึ้งจริงใจ ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นเมื่อหวนนึกถึงเื่ราวที่ชายหนุ่มได้ฉกฉวยไว้ก่อนหน้าสายตาภายใต้ผ้าแพรแดงส่องประกายอาฆาต
ด้วยใบหูที่ดีกว่ามนุษย์ของชายหนุ่มคำกล่าวแ่เบาราวกระซิบของนางล้วนได้ยินอย่างชัดแจ๋วสองรูหูสองมือไป๋หยุนเฟยแกล้งเกาศีรษะอย่างเคอะเขิน แต่ยังคงแสดงท่าทีโอหังอยู่
เห็นทั้งสองปรับความเข้าใจกันได้เล็กน้อยไป๋เทียนอวิ๋นถอนหายใจอย่างโล่งอกสายตาคมกล้าประดุจวิหกราชันจ้องเขม็งไปยังไป๋หยุนเฟยอย่างคาดโทษ กล่าว “เื่ราวที่ไม่ดีถ้าผ่านไปแล้วก็แล้วไป” ก่อนจะเลื่อนสายตาคมกล้าไปยังสตรีชุดแดงกล่าวถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง ‘’ตอนนี้เราสามคนได้ลงเรือลำเดียวกันแล้วเมื่อพวกเราตัดสินใจช่วยเ้า เ้าก็ต้องให้ความร่วมมือกับพวกเราด้วยเช่นกันข้าขอถามเ้าอย่างซื่อตรง...เ้าเป็ใครมาจากที่ใด?...แล้วทำไรพวกราชวงศ์หยางถึงไล่ล่าเ้า!”
ขบคิดเื่ราวต่างๆสายตาเ็าเริ่มทอประกายเครียดแค้นชิงชัง ทรวงอกของนางเริ่มหอบหายใจหนักหน่วงนิ้วมือเรียวงามทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนโลหิตไหลซึมออกมา ก่อนจะกล่าวอย่างเกียจชัง
“ข้าจะบอกกับท่านผู้าุโตามตรงอย่างไม่ปิดบัง...ข้าแซ่‘เฟิง’นามว่า‘เสวี่ยฉีข้าเป็บุตรธิดาของ‘ผู้นำขุนเขาเทพอัคคี’...‘เฟิงต้วนหยุน’แห่งนิกายเทพขุนเขา!”
ได้ยินเช่นนั้นั์ตาไป๋เทียนอวิ๋นสว่างวาบ แต่ยังคงสงบนิ่งเงียบขรึม
“อิ๋อายเอ้พอุ๋นเอ๋า(นิกายเทพขุนเขา)โอ้” ไป๋หยุนเฟยโพร่งขึ้นอย่างใ
เฟิงเสวี่ยฉีแค่นเสียงเ็าเหมือนสิ่งที่นางได้เล่าในชีวิตของนาง...มันไม่ได้มีความดีใจหรือภาคภูมิใจเลย “นิกายเทพขุนเขาแล้วเช่นไร? สำหรับข้ามันก็ไม่ต่างอันใดกับกรงเหล็กทองคำ! ไร้อิสระทางอิสภาพ...ไร้อิสระในการตัดสินใจไร้อิสระในสิ่งที่ข้าแสวงหาทุกอย่าง! ไม่น่าจะอยู่หรือตายชีวิตข้าไม่อาจกำหนดเอง ทำได้เพียงถูกจองจำ...รอเวลาปลดปล่อยเพื่อผลประโยชน์เห็นแก่ตัวเท่านั้น” ยามหญิงสาวเอ่ยชั่งให้ความรู้สึกชั่งโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งเหมือนไร้ซึ่งสิ่งใดค้ำจุน พร้อมที่จะพังทลายได้ทุกเมื่อสายตาเศร้าสร้อยที่เล็ดลอดผ่านม่านผ้าคุมเริ่มมีหยาดหยดน้ำตาผลิซึมออกมาราวหยาดน้ำค้างยามวสันตฤดู
จ้องมองหญิงสาวครานี้นางชั่งตัวเล็กยิ่งภายในใจไป๋หยุนเฟยอยากจะถาโถมดึงนางเข้ามาสู่อ้อมกอดยิ่ง...ทว่าความคิดส่วนความคิดในความเป็จริงชายหนุ่มทำได้เพียงละเมอเพ้อฝัน
เฟิงเสวี่ยฉีเชื่อมซึมอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเล่าต่อ “เมื่อแปดวันก่อนเหล่าสี่ขุมอำนาจใหญ่แห่งดินแดนทั้งสี่ทิศ ได้รับรายงายจากสายข่าวกรองว่าในหุบเขาสี่ฤดูได้มีกลุ่มคนขนาดใหญ่กว่าสองร้อยคนถูกสังหารโดยสัตว์อสูรทั้งหมดและคนในกลุ่มมีคนหนึ่งเป็ ‘นักจารึกศาสตรา’ ของนิกายเรา ซึ่งในร่างกายของมันถูก ‘ผนึกภาพิญญาเสี้ยวมรณา’ ฝังไว้!...ความสามารถของผนึกก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถูกฝังผนึกกำลังจะสิ้นชีพผนึกจะบันทึก่เวลาสามวิสุดท้ายก่อนสิ้นลมและส่งภาพไปยัง ‘ผนึกภาพจำลอง’ ของนิกายเรา!”
เว้น่เล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจเย็นเยือก “...และภาพที่ถูกส่งมายังผนึกภาพจำลอง...กองกำลังขั้นพรมแดนผลึกิญญากว่าสองร้อยคนถูกสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวสังหารทั้งหมด!...และอสูรตัวนั้นมีธาตุิญญาถึงสองธาตุถึงแม้จะยังไม่โตเต็มวัยแต่มันคืออสูรที่สืบสายโลหิตโบราณ...สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์?!”
ดวงตาไป๋เทียนอวิ๋นสว่างวาบอย่างสงวนชายชราผงกศีรษะเชื่องช้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“ด้วยภูมิทัศน์ที่แปลกประหลาดของขุนเขาสี่ฤดูนับว่าไม่แปลกอันใดที่จะมีสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ถึงจะเป็วัยที่ยังโตไม่เต็มที่แต่พลังของมันอย่างน้อยก็อยู่ขั้นพรมแดนหลอมรวมขั้นต้นเป็อย่างต่ำ!”
ไป๋หยุนเฟยสูดลมหายใจอย่างเย็นะเืไม่แปลกเลยที่มันสังหารกองกำลังสองร้อยกว่าคนที่อยู่ขั้นพรมแดนผลึกิญญาอย่างง่ายดาย
“หลังจากข้าแยกทางกลับกลุ่มผู้าุโข้ากลับถูกกลุ่มชายชุดดำไล่ล่าหลังจากพวกเราต่อสู้กันและข้าได้สังหารพวกมันไปหลายต่อหลายคน! พวกมันกลับใช้วิธีสกปรกขี้ขลาด ข้าได้ถูกพิษกัดกร่อนสลายิญญา...เมื่อรู้ว่าไม่อาจสู้ได้ข้าจึงได้หลบหนีมาถึงหุบเขาลูกนี้และพบเจอกองกำลังราชวงศ์หยางคิดไม่ถึงจริงๆว่าแผนสกปรกทั้งหมดจะเป็ความคิดของพวกมัน...เ้ารัชทายาทนั่น!”
เฟิงเสวี่ยฉีกัดฟันคำรามต่ำอย่างเกียจชังน้ำเสียงนางแฝงไว้ด้วยความ้าสังหารอย่างถึงที่สุด ก่อนจะเอ่ยถามไป๋เทียนอวิ๋น
“ท่านผู้าุโไม่ทราบว่าข้าหมดสติไปกี่วันข้าซาบซึ้งในพระคุณท่านยิ่งที่ได้ช่วยข้าและขับไล่พวกมันไป!”
ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นมากมายของชายชราด้วยความแข็งแกร่งผลิกคล่ำฟ้าดินนี้ การจะฆ่าสังหารหรือเพียงเอ่ยปากไล่พวกมันไม่กี่คำล้วนง่ายดายดุจผลิกฝ่ามือการจะทำให้หญิงสาวคิดเช่นนี้ล้วนไม่เกินเลย
ไป๋เทียนอวิ๋นส่ายหัวกล่าวกังวล “เด็กน้อย เ้ามองข้าผิดแล้ว? ด้วยชายชราผู้มีเส้นชีพจริญญาพิการเช่นข้าจะมีปัญญาขับไล่พวกมันไปได้อย่างไร?...ยิ่งย่ำแย่กว่าก็คือ่เวลาที่เ้าสิ้นสติไปสามวันพวกมันกลับยังไม่ล่าถอยจากไป กลับกันพวกมันกลับมีกองกำลังมาเพิ่มเรื่อยๆและปิดล้อมหุบเขาหิมะลูกนี้ทั้งหมด...จากการคาดคะเนของข้าตอนนี้กองกำลังของพวกมันมีไม่ต่ำกว่า1500คน!”
“!!!” ดวงตางามหยดย้อยภายใต้ผ้าคุมเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อในจิตใจของนางกองกำลังกว่า1500คนยังเพียงสร้างความกังวลให้จิตใจนางเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าหลังจากการตรวจสอบสิ่งที่ทำให้จิตใจของนางไม่เชื่อถือที่สุดก็คือ...ชายชราเบื้องหน้านางกลับไม่มีพลังิญญาเล็ดลอดออกมาเลยจริงๆกับเป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง...คนธรรมดาที่ปลดปล่อยจิตสังหารมากมายมหาศาลเพียงนั้นจะเป็คนธรรมดาได้เช่นไร? ก่อนหน้านี้ที่นางตรวจสอบนางคิดว่าชายชราจงใจปิดบังความแข็งแกร่งไว้เนื่องจากผู้มีพลังถึงขั้นพรมแดนิญญาสถิต...สามารถลดทอนระดับพรมแดนและปิดบังพลังิญญาได้ตามใจชอบ
“ที่ท่านพูดเป็ความจริง?...ท่านผู้าุโโปรดให้ข้าได้ตรวจสอบเส้นชีพจรท่านจะได้หรือไม่?” เฟิงเสวี่ยฉียังคงไม่เชื่อ ก่อนเอ่ยปากอย่างดันทุรัง
“เชิญ” ชายชรายื่นมือให้เฟิงเสวี่ยฉีเหยียดยื่นนิ้วขาวเรียวไปยังจุดชีพจรชายชราก่อนจะส่งกระแสพลังิญญาเข้าไปทันทีที่พลังไหลผ่านชีพจรไป๋เทียนอวิ๋นไม่ว่ากระแสพลังจะไหลผ่านไปทิศทางใดล้วนถูกกรีดกันไม่ให้ข้ามทะลุผ่านไปได้ประดุจสะพานใหญ่ขาดสะบั้น
ใบหน้าเฟิงเสวี่ยฉีเคร่งเครียดคิ้วโค้งมนขมวดยุ่งเหยิงก่อนจะตัดสินใจยื่นนิ้วมือออกมา
“เส้นชีพจริญญาท่าน...กลับพิการจริงๆ” นางพึมพำแ่เบาราวละเมอ
ไป๋เทียนอวิ๋นถอนหายใจสลดกล่าวด้วยน้ำเสียงเงียบขรึมจริงจัง
“นั่นคือสาเหตุที่พวกเราต้องแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยหุบเขาที่สูงชันและหินลื่นไคลมันเป็ไปไม่ได้เลยที่จะปีนหินผาขึ้นมาและร่องผาคือเส้นทางเข้าเพียงทางเดียวทางทิศใต้ของหุบเขาลูกนี้ซึ่งพวกข้าได้เปิดใช้ค่ายกลทั้งหมดแล้ว...ด้วยความแข็งแกร่งของพวกมันเป็ไปไม่ได้เลยที่จะทำลายค่ายกลให้เวลาอันสั้นนอกจาก...”
“นอก...จาก...อิ่งใด(สิ่งใด)...อ้านปู่” เห็นชายชราอ้ำอึ้งไป๋หยุนเฟยร้องถามถึงตอนนี้ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงบวมเปล่งราวลูกตำลึงกระนั้นอาการบวมก็เริ่มยุบตัวลงมาแล้วซึ่งกระบวนการรักษาเพียงไม่กี่นาทีทำให้เฟิงเสวี่ยฉียังแปลกใจ
“นอกจากพวกมันจะมีเคล็ดวิชาเหาะเหิน!” สิ้นสุดคำชายชรา ร่างบางเฟิงเสวี่ยฉีสั่นสะท้านอย่างนึกได้เห็นปฏิกิริยาหญิงสาว ใบหน้าไป๋เทียนอวิ๋นหมองคล้ำ “ข้าว่าพวกเราไม่มีเวลาแล้ว! ข้าได้สันนิษฐานมาตลอดแต่หลังจากได้ยินว่าสี่สำนักใหญ่มาไล่ล่าอสูรดึกดำบรรพ์การไล่ล่าอสูรที่มีความแข็งแกร่งเช่นนี้อย่างน้อยต้องมีขั้นพรมแดนิญญาสถิตขั้นกลางไม่ต่ำกว่าสองคน! สามวันที่เรานิ่งเฉยมันเป็เวลามากพอที่ผู้มีพลังขั้นพรมแดนิญญาสถิตเดินทางมาถึง!” คำกล่าวชายชราถึงแม้จะพูดเสียงเบาแต่สำหรับไป๋หยุนเฟยและเฟิงเสวี่ยฉีคำกล่าวนี้คล้ายสายฟ้าฟาดดังกังวานอื้ออึงเต็มสองหู
สำหรับพรมแดนิญญาสถิตเมื่อใดก็ตามที่คนผู้นั้นบรรลุขอบเขตพรมแดนดังกล่าวคนผู้นั้นสามารถแปรเปลี่ยนพลังิญญาให้กลายเป็รูปแบบพลังพิเศษเฉพาะให้สามารถเหาะเหินบนอากาศได้อย่างง่ายดาย
“ท่าน...อ้านปู่เราจะอำเช่นไรดี?” ไป๋หยุนเฟยถาม คิ้วโค้งม้วนยุ่งเหยิง
เงียบไปเนิ่นนานสีหน้ามืดครึ้มของชายชราสว่างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจ้องมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาเศร้าสร้อย
“ลูกเฟย...คงได้เวลาแล้ว?” ไป๋หยุนเฟยรู้สึกถึงลางสังหรณ์เลวร้ายด้วยน้ำเสียงของชายชราทำให้ชายหนุ่มมีความรู้สึกสูญเสียบิดามารดาผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ
เงียบไปเนิ่นนานคล้ายสิ่งที่จะพูดถูกอัดอั้นไว้ภายในใจจนในที่สุดไป๋เทียนอวิ๋นก็ตัดสินใจกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก
“เวลาที่เ้าจะออกไปผจญสู่โลกภายนอก!”