หลินเสวี่ยจู๋รอจนกระทั่งทุกคนในกลุ่มเข้าใจกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการร่วมมือกันที่นางกำหนดขึ้น จากนั้นก็ให้เหยียนต้าพาสามพี่น้องสกุลหูไปแบ่งเนื้อวัวกระทิงส่วนนางเองก็ไปหาเครื่องเทศบนรถม้า
เนื่องจากได้พยายามตามหาวัตถุดิบมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง คลังเครื่องเทศของครอบครัวนางจึงค่อนข้างอุดมสมบูรณ์แล้วหลังจากนางหยิบเครื่องเทศออกมา ก็หยิบจากมิติมาเพิ่มอีกเล็กน้อยจากนั้นก็หาครกกับสากมานั่งบดเครื่องเทศอยู่ข้างกองไฟเพียงลำพัง
“คุณหนูเสวี่ยจู๋เครื่องในวัวกระทิงเราจะเอาหรือไม่ขอรับ?” เหยียนต้าถามขึ้นพร้อมกับใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าผาก
“เอาสิแน่นอนว่าต้องเอา!” หลินเฉิงจางตอบตกลงทันทีโดยไม่รอให้หลินเสวี่ยจู๋ตอบ
ครั้งที่แล้วที่ย่างเครื่องในหมูป่าทั้งครอบครัวต่างติดอกติดใจในรสชาติ ครั้งนี้เป็นวัวกระทิงเชียว เป็นสัตว์ที่แม้ว่าจะมีเงินก็ไม่แน่ว่าจะซื้อกินได้เช่นนี้จะพลาดได้อย่างไรกัน!
หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางน้ำลายสอของบิดา
หลินเฉิงจางขยับเข้าไปใกล้นางแล้วพูดด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มเป็นอย่างยิ่ง “น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีใบไม้แบบที่กินกันครั้งที่แล้วหากมีด้วยคงจะสมบูรณ์แบบมากทีเดียว”
วิธีการกินเนื้อสัตว์แบบห่อด้วยผักนั้นเป็นสิ่งที่บุตรสาวของเขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมามันช่วยเพิ่มรสชาติกับช่วยแก้เลี่ยน นับเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่ผักป่าเก็บรักษาได้ยากจะได้กินหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋เห็นบิดามีสีหน้าเคลิบเคลิ้มก็อดไม่ได้ที่อยากจะทำให้เขาสมหวังนางครุ่นคิดแล้วยื่นครกกับสากให้บิดา “ท่านพ่อช่วยบดเครื่องเทศให้ลูกทีนะเจ้าคะ ลูกจะออกไปดูว่ามีผักป่าที่กินได้หรือไม่”
ในมิตินางมีผักป่าที่กินได้อยู่กองใหญ่แต่เพื่อให้ดูว่ามีแหล่งที่มาชัดเจน นางก็ได้แต่ทำทีเป็นเดินเข้าป่าสักรอบ
นางพลันนึกถึงเรื่องที่ลู่โม่ออกไปตามหาหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ทำให้นางอดเป็นห่วงไม่ได้ นางจึงหยิบตะกร้าขึ้นมาใบหนึ่งแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น
ระหว่างทางนางพบต้นหอมอยู่จำนวนหนึ่งจึงรีบย่อตัวลงเก็บทันที ส่วนที่เก็บไม่หมดนางก็ย้ายเข้าไปไว้ในมิติ
ต้นหอมเหล่านี้มีรสเผ็ดเล็กน้อยสามารถกินสดๆ แทนกระเทียมได้ อีกทั้งยังนำไปดองเกลือได้อีกด้วย เป็นผักป่าที่ดูแล้วไม่สะดุดตาแต่กลับมีประโยชน์ยิ่งนัก เนื่องจากมันขึ้นอยู่ใต้ดิน ทั้งยังมีรสชาติค่อนข้างฉุนสัตว์กินพืชจึงไม่กินมัน
หลินเสวี่ยจู๋ถือตะกร้าเดินต่อไปอย่างมีความสุข
ไม่นานนางก็พบต้นผักจือหมา[1]อีกจำนวนหนึ่งแม้ว่าจะไม่มากเท่าต้นหอม ทั้งยังมีร่องรอยถูกสัตว์กัดแทะแต่หลินเสวี่ยจู๋ก็เลือกเก็บต้นที่สมบูรณ์ไปจำนวนหนึ่ง ส่วนต้นที่เหลือนางเก็บเข้าไปในมิติทั้งหมด
ไม่สำคัญว่าพืชผลที่นางเก็บมาจะมีลักษณะอย่างไรขอเพียงเข้าไปอยู่ในมิติ ผ่านไประยะหนึ่งมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่ หรือไม่ก็เจริญเติบโตกว่าเดิม
เช่นเดียวกับผิงกั่วป่าหรือลูกท้อป่าที่ตอนแรกทั้งเล็กทั้งเขียว ทั้งเปรี้ยว แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เมื่อรดด้วยน้ำพุจิตวิญญาณ มันก็กลายเป็นผลไม้ที่ทั้งแดงทั้งใหญ่ ทั้งหวาน
หลินเสวี่ยจู๋หยิบใบงาจำนวนหนึ่งจากมิติใส่ลงในตะกร้าจากนั้นก็เดินไปพลางมองหาพืชที่กินได้หรือมีประโยชน์ไปพลาง นางไม่ได้ออกมาเก็บเกี่ยวทรัพยากรหลายวันพอออกมาแล้วก็รู้สึกเหมือนหยุดไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อหันกลับไปมองพื้นที่ภูเขาที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ ตอนนี้กลับดูเหมือนศีรษะล้านๆเพราะถูกนางเก็บเกี่ยวจนหมด หากนางยังไม่หยุดมือภูเขาลูกนี้อาจจะถล่มลงมาก็เป็นได้
หลินเสวี่ยจู๋จึงรีบหยุดมือแล้วเดินต่อไปข้างหน้าอีกสักพัก
“หลานสาว!” จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงคนเรียก
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นได้ยินแล้วก็นึกถึงท่านอาที่มักจะตื่นเต้นอยู่เสมอ
หลินเสวี่ยจู๋มองไปตามเสียงก็พบหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงทั้งสองต่างแบกตะกร้าที่ดูหนักอึ้ง พลางโบกมือเรียกนางด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ไม่ต้องถามก็รู้ว่าต้องเจอของดีเข้าให้แล้วแน่ๆหลินเสวี่ยจู๋จึงรีบเดินเข้าไปหา
“หลานสาวพวกเราเจอของดีเข้าแล้ว”
ไม่รอให้หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยปากหลินเฉิงเหยาก็เป็นฝ่ายรายงานก่อน จากนั้นก็ยื่นตะกร้าให้หลินเสวี่ยจู๋ดู
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าภายในตะกร้ามีสมุนไพรสารพัดชนิดบางชนิดนางรู้จัก บางชนิดนางก็ไม่รู้จัก นางจึงถามออกไป “อันไหนคือของดีที่ว่าหรือเจ้าคะ?”
หลินเฉิงเหยาทำท่าทางลึกลับ “ลองค้นดูสิ”
หลินเสวี่ยจู๋ทำตามทันที นางล้วงมือเข้าไปในตะกร้าจากนั้นก็สัมผัสเข้ากับบางสิ่งที่แข็งและทิ่มมือเล็กน้อย
นางไม่คิดที่จะหยิบมันขึ้นมาดูเพราะไม่อยากทำให้สมุนไพรเสียหาย จึงได้แต่ถาม “สิ่งนี้คืออันใดหรือเจ้าคะ?”
หลินเฉิงเหยาหัวเราะจนตาหยีเป็นเส้นตรง“มันคือรังนกนางแอ่นอย่างไรเล่าถือเป็นยาบำรุงชั้นเลิศเชียว”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ฟังก็นิ่งอึ้งไปนางรู้ว่ารังนกนางแอ่นเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างแท้จริง
หากบอกว่าเจอโสมหรือเห็ดหลินจือในภูเขาลึกเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกแต่รังนกนางแอ่นอยู่บนหน้าผาสูงชัน หากไม่มีเครื่องมือที่ใช้เก็บก็ได้แต่มองตาปริบๆเท่านั้น
“ท่านอาท่านเอามันมาได้อย่างไรเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งคนบางคนช่างโชคดีอะไรเช่นนี้
หลินเฉิงเหยาชี้นิ้วไปทางด้านหลัง “ตรงนั้นมีถ้ำอยู่บนเพดานถ้ำมีรังนกนางแอ่นอยู่สิบกว่ารัง เดิมทีข้าเองก็เอามันลงมาไม่ได้แต่น้องชายลู่โม่มาถึงก็ใช้ก้อนหินปาจนหล่นลงมาอันหนึ่ง แต่ที่เหลือสูงเกินไปแม้แต่เขาก็ยังปาไม่ถึง”
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจแล้วที่แท้ไม่ใช่เพราะท่านอาจู่ๆ ก็มีทักษะสุดโกง แต่เป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากคนที่มีทักษะสุดโกงต่างหาก
“แล้วลู่โม่เล่าเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋ถาม
หลินเฉิงเหยาตอบ “เขายังคิดหาวิธีที่จะเอารังนกนางแอ่นลงมาอยู่เลยเขาบอกว่าจะเอากลับไปบำรุงร่างกายให้ทุกคน ข้ากับอาสะใภ้ของเจ้าจึงวางแผนว่าจะกลับไปที่ค่ายเพื่อหาเครื่องมือให้เขา”
“ใช้แท่งไม้ไผ่ก็ได้เจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋กล่าว “เพียงเหลาแท่งไม้ไผ่ให้เป็นร่องเฉียงๆแล้วนำมาประกบกันสองแท่ง แล้วใช้เชือกป่านมัดให้แน่นก็ใช้ได้แล้ว”
“หลานสาวของข้าช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ” หลินเฉิงเหยาพูดด้วยรอยยิ้ม ท่าทางดูมีความสุข “พวกเรารีบกลับกันเถิด จะได้ให้พวกเหยียนต้ารีบทำให้เสร็จเร็วๆ”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า “ข้าไปหาลู่โม่ก่อนแล้วกันเจ้าค่ะ”
เจี่ยงฉีซวงคว้าแขนของหลินเสวี่ยจู๋เอาไว้แล้วกำชับ “เส้นทางไปยังถ้ำนับว่าลำบากนักหลานสาวเจ้าระวังตัวด้วย อีกอย่างข้าเห็นว่าในป่าบริเวณนั้นมีผักกูดอยู่ไม่น้อย จึงกำลังจะไปเรียกทุกคนมาช่วยกันเก็บอยู่พอดี”
“อย่าเพิ่งเรียกเลยเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋พูด “รอให้พวกเราเอารังนกนางแอ่นลงมาได้ก่อนแล้วค่อยกลับไปบอกทุกคนก็ยังไม่สาย”
รังนกนางแอ่นเป็นของล้ำค่าหากผู้อื่นมาพบเข้าย่อมต้องเกิดการแย่งชิงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ นางเองก็ไม่ใช่แม่พระอะไรไม่อาจแบ่งปันสิ่งที่ครอบครัวตนหามาได้ให้กับคนอื่นไปเสียทุกอย่าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงก็เข้าใจในทันทีพวกเขาจึงรีบกลับไปที่ค่าย ระหว่างเดินกลับก็ตัดสินใจว่าประเดี๋ยวตอนที่ให้พวกเหยียนต้ามาที่นี่ต้องอย่าทำตัวกระโตกกระตาก อย่าให้ผู้อื่นสงสัยเป็นอันขาด
เมื่อบอกลาท่านอากับท่านอาสะใภ้แล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็เร่งฝีเท้าเดินต่อไปข้างหน้า
เดินไปประมาณสองเค่อในที่สุดก็พบถ้ำมืดๆ ถ้ำแห่งนี้ถูกซ่อนอยู่ในป่าทึบ หากมองผ่านๆก็ยากที่จะสังเกตเห็น
ท่านอากับท่านอาสะใภ้ช่างโชคดีจริงๆ
ทันทีที่หลินเสวี่ยจู๋เดินเข้าไปในถ้ำก็เห็นลู่โม่กำลังปีนผนังถ้ำอยู่เขาพยายามที่จะปีนขึ้นไปด้านบน
“น้องชาย” หลินเสวี่ยจู๋เรียกเบาๆ ด้วยกลัวว่าจะทำให้เด็กหนุ่มตกใจ
“พี่สะใภ้” ลู่โม่ได้ยินเสียงของหลินเสวี่ยจู๋ก็ไถลตัวลงมาจากผนังถ้ำทันที
“อย่าปีนเลยต่อให้เป็นของมีค่าเพียงใดก็ไม่คุ้มที่จะเอาตนเองไปเสี่ยงอันตรายเช่นนี้” หลินเสวี่ยจู๋เห็นเขากระโจนลงพื้นอย่างปลอดภัยก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ลู่โม่ก้มหน้าลง พลางพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ “พี่สะใภ้ ข้ารู้ขอบเขตดีจะไม่ทำให้ตนเองบาดเจ็บขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋อ่อนใจได้แต่กัดฟันเอ่ย “เจ้าเคยได้ยินประโยคที่ว่าว่ายน้ำเป็นก็จมน้ำตายได้หรือไม่?”
.............................
[1] ผักจือหมาหมายถึง ผักร็อกเกต