สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 140 ระวังคนบุกเรือนจำ

            ราชามู่ฉางเยียนทรงสบพระเนตรไทเฮาแวบหนึ่งอย่างระมัดระวังถึงแม้จะทรงเตรียมตัวสำหรับการต่อต้านไทเฮาแล้ว แต่ทุกครั้งที่ประทับต่อหน้าพระพักตร์ไทเฮาในพระทัยก็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที นั่นเป็นความกลัวที่อยู่ลึกในพระทัยและยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่ทุกครั้งที่ทรงนึกถึงพระพักตร์ไทเฮาก่อนบรรทม พระองค์ก็จะทรงรู้สึกกลัวจนพระวรกายสั่นเทา

     

            ซูไทเฮาประทับนั่งบนพระแท่น มีหลี่ชางหลี่และสาวใช้สองคนยืนอยู่ด้านข้างหลี่ชางหลี่ก้มหน้าก้มตาพลางเงยขึ้นมามองสีพระพักตร์ของไทเฮาเป็นระยะ

     

            ในห้องมีกลิ่นหอมที่รุนแรงมากไปหน่อยส่วนผ้าม่านที่หน้าต่างและที่พระแท่นบรรทมเป็นสีม่วงที่แลดูแปลก ความแปลกแบบนี้ทำให้ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกกังวลพระทัยพระองค์มักจะทรงรู้สึกว่าห้องนี้ถูกตกแต่งไม่ต่างไปจากหอนางโลมเลย เพราะมันมีกลิ่นอายแห่งความยั่วยวนอยู่มาก

     

            แน่นอนว่าทรงไม่กล้าตรัสออกมา

     

           “เจ้าจะจัดการคนของกรมพิธีการรึ?”

     

            ไทเฮาค่อย ๆ ลืมพระเนตรขึ้นแล้วตรัสถาม

     

            “ครั้งนี้คนของกรมพิธีการทำผิดกฎราชสำนักอย่างหนักละเว้นไม่ได้ หากมีการสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูจริง ไม่จัดการก็คงไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

     

            ซูไทเฮาพยักพระพักตร์ “อ้อ เช่นนั้นก็สืบไปเถอะ”

     

           ท่าทีของไทเฮาเกินความคาดหมายนัก เดิมทีราชามู่ฉางเยียนทรงคิดว่าไทเฮาจะทรงมีท่าทีคัดค้านเพราะถึงอย่างไรคนในกรมพิธีการก็เป็นคนของพระนางทั้งนั้น

     

            “เสด็จแม่มีอะไรจะชี้แนะหรือไม่?” ราชามู่ฉางเยียนตรัสถามขึ้น

     

            ซูไทเฮาส่ายพระพักตร์เล็กน้อย“เจ้ามีความสามารถมากพอจะปกครองแคว้นเราให้ดีได้แล้ว ข้าในฐานะมารดาเจ้า สิ่งที่ควรช่วยก็ช่วยหมดแล้วและสิ่งที่ทำได้ก็ทำจนจะหมดแล้ว ต่อไปเจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกันไม่มีอะไรที่ข้าจำเป็นต้องเตือนเจ้าอีก หากข้ายังต้องคอยกังวลแทนเจ้าทุกเรื่องอย่างนั้นเจ้าจะเป็นราชาที่ดีของแคว้นเยี่ยนได้อย่างไร?”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไป ในพระทัยคิดว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?ทำไมท่าทีของไทเฮาถึงต่างไปจากตอนแรก?

     

            ซูไทเฮาทรงเงียบไปครู่หนึ่งก็ตรัสขึ้น“จะว่าไปกรมพิธีการก็ไม่ค่อยเอาไหน ควรเปลี่ยนแปลงระบบภายในเสียทีที่ชาวโยวมาในครั้งนี้ หากกรมพิธีการเข้มงวดกว่านี้สักหน่อยแคว้นเยี่ยนเราคงไม่สูญเสียมากถึงเพียงนี้ ท่านเสนาบดีของกรมพิธีการตายในคืนนั้นอย่าไปลากคนในครอบครัวเขามาเกี่ยวข้องเลย ส่วนการทำงานของรองเจ้ากรมติงวู่ก็ไม่เลวข้าว่า เก็บเขาเอาไว้คอยจัดการเรื่องภายในก็ดี ส่วนคนอื่น ๆ เจ้าอยากจัดการอย่างไรก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงสับสนขึ้นมา ไม่เข้าพระทัยว่าทำไมวันนี้ไทเฮาทรงมีท่าทีผิดแปลกไป“เรื่องพวกนี้ต่างเป็นเรื่องเล็ก...”

     

           ซูไทเฮาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นสางพระเกศา“เรื่องใหญ่คือการทำสงครามทางตะวันตก แค้นนี้...อย่างไรก็ต้องล้มล้างแคว้นโยวให้ได้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแต่งตั้งฟางจือจี่เป็นแม่ทัพใหญ่?”

     

            ราชามู่ฉางเยียนตรัสตอบ “พ่ะย่ะค่ะฟางจือจี่อยู่แถบชายแดนตะวันตกมาตลอด รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดีอีกทั้งยังมีวิธีการควบคุมทหารด้วย”

     

            ซูไทเฮาพยักพระพักตร์ “ซูโจ้งคนนี้น่ะเป็นคนที่ไร้ความสามารถเสียจริง”

     

            ราชามู่ฉางเยียนรีบตรัสขึ้น“แม่ทัพซูก็เก่งกาจไม่เบาพ่ะย่ะค่ะ แต่ทว่ายังไม่มีโอกาสได้ไปแถบชายแดนจึงไม่คุ้นชินกับพื้นที่”

     

            “อย่างนั้นก็ให้เขาไปฝึกกับฟางจือจี่สิ”

     

            สีพระพักตร์ราชามู่ฉางเยียนเปลี่ยนทันทีในพระทัยคิดว่าที่แท้ก็มีเรื่องแอบแฝงอยู่จริงด้วย ไม่แปลกเลยที่แสดงท่าทีพระทัยกว้างเรื่องกรมพิธีการนอกจากปกป้องติงวู่แล้วก็ไม่ได้สนพระทัยใครเลยที่แท้ก็อยากเข้ามาวุ่นวายเรื่องในหน่วยทหารนี่เอง...ซูโจ้งคนไร้ประโยชน์หากให้เขาได้นำทัพ ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องวิบัติเช่นไรบ้าง

     

           ราชามู่ฉางเยียนทรงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตรัสขึ้น“ลูกคิดว่า หากเทียบแม่ทัพซูกับแม่ทัพฟางแล้วข้อดีของแม่ทัพฟางก็คือการออกรบในเวลากะทันหันและยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ส่วนข้อดีของแม่ทัพซูอยู่ที่...อยู่ที่...การจัดแจงรายละเอียดหากเสด็จแม่คิดว่าจะส่งเขาไปแถบชายแดน ลูกก็คิดว่าดีต่อแม่ทัพฟางเหมือนกัน”

     

            เมื่อตรัสไปได้ครึ่งหนึ่งก็ทรงเปลี่ยนพระราชดำรัสเดิมทีทรงอยากตรัสว่าข้อดีของซูโจ้งอยู่ที่การแจกแจงรายละเอียดและมั่นคงต่อเบื้องหลังของหน่วยทหารแต่ทรงเกรงว่าหากให้ซูโจ้งควบคุมเบื้องหลัง ฟางจือจี่คงถูกเขาบีบจนตายแน่ถึงตอนนั้น คนที่ตายคงไม่ใช่เพียงแม่ทัพฟางคนเดียว แต่มันคือทหารกว่าแสนคน

     

            ฉะนั้นจึงทรงเปลี่ยนพระราชดำริทันที ในพระทัยทรงคิดว่าควรส่งซูโจ้งไปเป็นทหารแนวหน้า

     

            ฟางจือจี่คนนี้เพียงแค่ไม่อยู่เมืองฟางกู้ การจะกำจัดซูโจ้งก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างนั้น ที่แท้...ซูไทเฮาเพียงทรงอยากให้ซูโจ้งไปแบ่งกำลังทหารเท่านั้นฉะนั้นจึงพยักพระพักตร์ “อย่างนั้นก็ตามพระทัยฝ่าบาทเถอะ หากเขาคิดว่าทำได้อย่างนั้นก็ให้เขาไปแบ่งเบาภาระของแม่ทัพฟางจือจี่ที่ชายแดนเขาไม่มีประสบการณ์นำทัพ ฉะนั้นให้เขาไปเป็นขุนศึกดีหรือไม่?”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงลอบด่าในพระทัยให้ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์มาเป็นขุนศึก และยังมีอำนาจมากกว่าผู้นำทัพเสียอีก แล้วอย่างนี้จะสู้รบได้อย่างไร?

     

            “กระหม่อมคิดว่า เป็นรองแม่ทัพจะเหมาะสมกว่า”

     

            ซูไทเฮาทรงเงียบไปครู่หนึ่ง “ก็ดี”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไป ในพระทัยคิดว่าพระองค์เองตกหลุมพรางอีกแล้วซูไทเฮาทรงรู้ดีว่าซูโจ้งไม่มีความสามารถเป็นขุนศึก ที่ทรงให้ซูโจ้งไปเป็นทหารแนวหน้าก็เพื่อสร้างผลงานให้เขาซูไทเฮาทรงรู้ความหมายของสงครามนี้ดี หากแพ้ขึ้นมาแคว้นเยี่ยนต้องพังทลาย พระนางยังทรงอยากใช้ชีวิตในตำแหน่งไทเฮาและเสวยสุขเป็นไปไม่ได้ที่จะทรงตัดสินพระทัยแบบนั้น เดิมทีเป้าหมายแรกของพระนางก็คือให้ซูโจ้งเป็นรองแม่ทัพตอนนี้กลับเป็นพระองค์ที่ออกพระโอษฐ์เอง ช่างน่าโมโหเสียจริง

     

            เมื่อครู่ที่ทรงเล่นละครกับเฉินไจ่เหยียนดูจากภายนอกเหมือนทรงยอมหลีกทางให้หนึ่งก้าว แต่สิ่งที่ควรได้ก็ได้แล้วตอนนี้เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นอีกครั้งที่ตำหนักจิงเซี่ยว แต่ซูไทเฮาเพียงพระองค์เดียวก็สามารถจัดฉากนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเดิมทีซูไทเฮาก็ทรงอยากให้ซูโจ้งเป็นรองแม่ทัพ ตอนนี้สมดังพระประสงค์แล้ว ทั้งยังเป็นพระองค์ที่ออกพระโอษฐ์ขึ้นเองด้วยราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกว่าพระองค์เองโง่เง่าเกินไปแล้ว

     

            ซูไทเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยน“เจ้าโตแล้ว หลายเรื่องก็สามารถตัดสินใจเองได้ ฉะนั้น ต่อไปข้าจะคอยตักเตือนเจ้าแค่เรื่องที่เจ้าไม่ไหวจริงๆ จะไม่ตัดสินใจแทนเจ้าอีก”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงคิดในพระทัยว่าใครจะไปเชื่อไม่แน่พระองค์เองอาจสิ้นพระชนม์อย่างอนาถก็ได้

     

            บทสนทนาเมื่อครู่ทำให้พระองค์ทรงมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปทรงรู้ว่าต้องค่อย ๆ นำอำนาจกลับคืนมา จะไม่ทรงเป็นเต่าในกระดองอีกแล้ว

     

            “เสด็จแม่ ทางด้านของกรมราชทัณฑ์ ทรงให้หลี่ชางหลี่ไปถามสถานการณ์หน่อยเถอะ”

     

           หลี่ชางหลี่ที่ยืนอยู่ด้านข้างสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

     

            แต่สีพระพักตร์ซูไทเฮากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย“ไปเถอะ ๆ หลี่ชางหลี่...เจ้ามีเรื่องอะไรก็จัดแจงให้ชัดเจนมีใครที่รับเงินมาจากชาวโยวหรือไม่ ใช่เจ้าที่สมรู้ร่วมคิดกับชาวโยวหรือไม่?”

     

            หลี่ชางหลี่คุกเข่าลงทันที “กระหม่อมไม่บังอาจเช่นนั้นไทเฮา...กระหม่อมจงรักภักดีต่อแคว้นเยี่ยนอย่างที่สุด กระหม่อม...กระหม่อมรับเงินจากชาวโยวจริงๆ แต่กระหม่อมไม่รู้มาก่อนว่าชาวโยวจะมาเพราะเหตุนี้ กระหม่อมมีความผิด กระหม่อมสมควรตาย!”

     

            เขาโขกศีรษะอย่างต่อเนื่องเพียงไม่นานหน้าผากก็นูนขึ้นแล้ว

     

            ไทเฮาตรัสขึ้น “บ้านมีกฎบ้านเมืองมีกฎเมือง เจ้าทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ แต่ถึงกระนั้น...วันนั้นเจ้าคุ้มครองข้าจึงมีคุณงามความดีข้าว่ามันสามารถลบล้างกันได้ เจ้าไปเถอะ ดูว่ากรมราชทัณฑ์จะว่าอย่างไร อะไรที่ควรพูดก็พูดไม่ว่าโทษจะหนักแค่ไหนหรือต้องรับโทษอย่างไร เจ้าต้องรับมันอย่างไม่มีเงื่อนไข”

     

            พระนางทรงหันไปตรัสกับราชามู่ฉางเยียน “หากเขารับโทษที่ควรรับแล้วก็ส่งเขากลับมาตำหนักจิงเซี่ยวข้ายังต้องลงโทษเขาเหมือนกัน”

     

            ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ลูกจะทำตามที่เสด็จแม่รับสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาในพระทัยหลี่ชางหลี่เป็นเหมือนสุนัขที่จงรักภักดีต่อไทเฮาเรื่องการติดต่อคนนอกวังต่างให้หลี่ชางหลี่ไปจัดการทั้งนั้น หากกำจัดคนคนนี้ได้นั่นก็เท่ากับตัดพระกรไทเฮาไปหนึ่งข้างแล้ว แต่ตอนนี้พระองค์ไม่มีทางกำจัดหลี่ชางหลี่ได้เพราะทางกรมราชทัณฑ์ไม่มีทางขัดพระประสงค์ของไทเฮา จะประกาศศึกต่อไทเฮา?แต่ทว่ามันก็ยังไม่ใช่เวลา

     

            “ลูกยังต้องกลับไปสะสางเรื่องในตำหนักอีกลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” ทรงประทับยืนขึ้นแล้วถวายคำนับ

     

            “จริงด้วย” ไทเฮาเงยพระพักตร์ขึ้น“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าจะแต่งตั้งอันเจิงเป็นยศปั๋ว?”

     

            นี่เป็นเพียงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นทว่าไทเฮาก็ทรงรู้ได้อย่างละเอียด ฉะนั้นราชามู่ฉางเยียนจึงทรงเชื่อว่า ข้างกายพระองค์ต้องมีใครคนหนึ่งที่เป็นไส้ศึกแน่ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร ก็เป็นไปได้มากว่าจะเป็นคนที่ไทเฮาทรงจัดเตรียมเข้ามา

     

            “พ่ะย่ะค่ะ”

     

            ซูไทเฮาพยักพระพักตร์ “เด็กหนุ่มนั่นไม่เลวแต่งตั้งเป็นปั๋วก็ทำไปเถอะ อีกหน่อยก็ให้เขาเข้าวังบ่อย ๆหากมีของดีอะไรก็ให้ส่งให้ข้าดูหน่อย”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงตอบกลับ“ลูกจะสั่งการตามนั้น”

     

            ซูไทเฮาโบกพระหัตถ์ “เจ้าไปเถอะ...อีกอย่างเงินในกรมครัวเรือนก็อย่านำมาใช้ในตำหนักจิงเซี่ยวอีกเลย สงครามกำลังเร่งด่วนหากยังล้มล้างแคว้นโยวไม่ได้ ตำหนักจิงเซี่ยวของข้าก็ไม่ต้องมาซ่อมแซม”

     

            คำนี้ช่างเกินความคาดหมาย ทรงถวายคำนับอีกครั้ง“ขอบพระทัยเสด็จแม่!”

     

            ซูไทเฮาประทับนอนลงบนพระแท่น“ข้าเหนื่อยแล้ว ยังตกใจกับเรื่องเมื่อคืนไม่หาย เจ้าไปก่อนเถอะหากมีเรื่องอะไรก็ตัดสินใจไปเลย ไม่ต้องมาหาข้าที่นี่อีกชายชาตรีต้องมีความเป็นผู้นำ จะร้องหามารดาตลอดไม่ได้”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงถวายคำนับแล้วเสด็จออกไปไฟร้อนในพระทัยแทบจะปะทุออกมา

     

            ใครกันแน่ที่ซ่อนตัวอยู่ข้างกายพระองค์?เรื่องที่เกิดขึ้นในศาลาเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงพระกรรณซูไทเฮาแล้วเรื่องนี้ใครเป็นคนพูดกันนะ?

     

            อันเฉิง?

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงหันไปทอดพระเนตรอันเฉิงที่เดินตามพระองค์มาติดๆ จากนั้นก็ทรงคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่อันเฉิงก็เป็นคนที่ไทเฮาส่งมาตั้งแต่แรก ดูจากภายนอก เขารายงานทุกเรื่องกับไทเฮาฉะนั้นไทเฮาจึงเชื่อใจเขาอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่เมื่อก่อนอันเฉิงก็คอยช่วยพระองค์แบกรับบางอย่างไปเช่นกันช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เป็นเรื่องจริงที่อันเฉิงช่วยจัดการปัญหาต่าง ๆ เสมอ

     

            นอกจากอันเฉิงแล้วยังมีใครอีก?

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกว่า พระองค์ต้องทรงหาข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนคนรอบตัวออกไปบ้างแล้ว

     

            “อันเฉิง วันนั้นที่คนของแคว้นโยวลงมือมีเพียงเจ้าที่อยู่ข้างกายข้า เหล่าองครักษ์คนอื่นหนีไปกันหมด...คนขี้ขลาดพวกนี้อย่าเก็บไว้ข้างกายข้าอีกเลย”ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น

     

            อันเฉิงพยักหน้า “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะสั่งให้เฉินเซ่าป๋ายเปลี่ยนตัวองครักษ์ทั้งหมดอย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่เชื่อใจได้”

     

            ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์“เราไปที่คุกกัน”

     

            “หา...?”

     

            อันเฉิงชะงักไป “ไปคุก?ฝ่าบาท นี่อันตรายเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”

     

            ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์ “ไม่เป็นไรเหลือแค่ร่างที่ไร้ประโยชน์แล้ว ยังจะทำอะไรข้าได้ ข้าแค่อยากไปดูทานซงนั่น อยากถามเขาหน่อยว่าทำไมถึงต้องเสี่ยงมากขนาดนี้”

     

            ขณะนี้เองมีขันทีวิ่งเข้ามา “ฝ่าบาทฉางซินปั๋วส่งคนมาขอบพระทัย”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไป“ฉางซินปั๋วคือใคร?”

     

            อันเฉิงทูลเตือน “คืออันเจิง...”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงตบพระเศียรตัวเองเบา ๆ“ดูความจำข้าสิ ให้เขาเข้ามาหาข้าได้”

     

            นี่เป็นครั้งแรกที่ชวีเฟิงจื่อได้เจอบุคคลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ถึงแม้หลังจากติดตามอันเจิงเขาจะเจอโลกกว้างมามาก แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าเฝ้าราชาของแคว้นฉะนั้นเวลาที่ชวีเฟิงจื่อพูดจึงราวกับหดคอลงบ้าง และขาทั้งสองข้างก็สั่นเทา

     

            หลังจากราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรเห็นท่าทางของชวีเฟิงจื่อแล้วก็แย้มพระโอษฐ์จากนั้นก็ทรงพระดำเนินไปพลางตรัสขึ้น “อันเจิงให้เจ้ามาขอบคุณ?”

     

            ชวีเฟิงจื่อเดินตามมาด้านหลัง “พ่ะย่ะค่ะ...แต่ถึงกระนั้นที่อันเจิงให้กระหม่อมมา ความจริงมีจุดประสงค์อีกอย่าง”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรไปรอบด้าน“เดินไปแล้วพูดมา พยายามพูดเบาหน่อย”

     

            ชวีเฟิงจื่อหยิบกระดาษในกระเป๋าแล้วถวายให้ราชา“นี่เป็นของที่อันเจิงฝากให้ข้านำมาถวายฝ่าบาท”

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงคิดว่าอันเจิงเป็นคนที่รอบคอบรู้ว่าในวังต้องมีคนแอบฟังอยู่ ทรงหยิบกระดาษมาเปิดทอดพระเนตร ด้านในมีตัวหนังสือเขียนอยู่สั้นๆ

     

            ระวังคนบุกเรือนจำ

     

            ระวังคนบุกเรือนจำ?

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงชะงักไปครู่หนึ่ง ทรงไม่เข้าพระทัยความหมายของมันหรือเป็นเพราะชาวโยวที่อยู่ในเมืองฟางกู้ยังตายไม่หมด?ต่อให้จะยังฆ่าไม่หมด คนพวกนั้นจะกล้าบุกเรือนจำมาช่วยทานซงหรือ?

     

            อันเจิงอยากเตือนอะไรกันแน่?

     

            ราชามู่ฉางเยียนทรงพระดำเนินไปอีกระยะหนึ่งทันใดนั้นก็ทรงเข้าพระทัยทันที จากนั้นก็ทรงพระสรวลขึ้นอย่างอดไม่ได้

     

            “ใช่แล้ว ต้องระวังหน่อยแล้วชาวโยวต่ำช้าพวกนั้นยังไม่ตายใจ พวกมันต้องไม่ยอมง่าย ๆ แน่ อันเฉิง...เจ้าไปคุกกับข้าหน่อยดูว่าควรเพิ่มการคุ้มกันหรือไม่” อันเฉิงไม่ได้เห็นข้อความบนกระดาษนั้นเห็นเพียงแค่ราชาที่ทรงพระสรวลอย่างสำราญพระทัย