หมัดเหล็กสยบขุนเขา!
หมัดสีทองแดงเข้มของฉู่ซิวซัดลงมาจากมุมอับอย่างพิสดาร หมาป่าสองหัวหมดทางหลบหลีก ได้แต่ฝืนใช้ร่างกายต้านรับหมัดนี้ไว้ตรง ๆ
พละกำลังนับพันชั่งถาโถมลงมา แม้หมาป่าสองหัวตัวนี้จะมีพลังปราณโลหิตใกล้จะทะลวงผ่านหนึ่งชั่งแล้วก็ตาม ทว่ายามนี้กลับต้องส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป
เป็ไปตามที่ทุกคนคิดไว้ แม้ขอบเขตพลังของหมาป่าสองหัวจะเหนือกว่าฉู่ซิว แต่มันกลับมิใช่คู่มือของฉู่ซิวเลยแม้แต่น้อย
ภายใต้ทักษะการต่อสู้เจนจัดของฉู่ซิว หมาป่าสองหัวทำได้เพียงตกเป็ฝ่ายถูกอัดอยู่ฝ่ายเดียว ต่อให้มันจะหนังหนาเนื้อแน่นเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานการกระหน่ำซัดหมัดระรอกแล้วระรอกเล่าของฉู่ซิวได้
“โฮก”
หมาป่าสองหัวแผดเสียงคำรามอย่างอับอาย ในที่สุดก็ต้องตกตายสิ้นใจอยู่ใต้หมัดของฉู่ซิว
หลังจากจัดการหมาป่าสองหัวเสร็จสิ้น ฉู่ซิวก็ก้าวออกจากกรงเหล็กด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วไปพบท่านเจ็ดที่โต๊ะต้อนรับ
“นี่คือเงินค่าตอบแทนของเ้าในวันนี้”
ยามท่านเจ็ดเห็นฉู่ซิวเดินเข้ามาก็โยนถุงเงินส่งให้ ทว่าเมื่อฉู่ซิวชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ คิ้วก็พลันย่นขมวดขึ้นทันที
“เหตุใดจึงมีเพียงสามสิบตำลึง? ข้าจัดการหมาป่าสองหัวได้ภายในหนึ่งเค่อเชียวนะขอรับ”
ตามกฎแล้วในศึกนี้ฉู่ซิวควรจะได้เงินอย่างน้อยหกสิบตำลึงถึงจะถูกต้อง
“แม้เ้าจะคว้าชัยได้อย่างงดงามยิ่งนัก แต่บัดนี้กลับไม่มีใครอยากดูการประลองของเ้าแล้ว”
“เมื่อไร้ซึ่งผู้ชม เงินที่พวกเราทำได้จากตัวเ้าก็ยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ ค่าตอบแทนของเ้าจึงต้องลดลงตามเป็ธรรมดา” ท่านเจ็ดแบมือเอ่ยด้วยสีหน้าเลี่ยงไม่ได้
เดิมทีฉู่ซิวเป็ที่นิยมอย่างมาก ทว่ายามการประลองของฉู่ซิวเริ่มไร้ซึ่งความผกผัน ผู้คนที่ชอบดูการประลองของเขาก็น้อยลงเรื่อย ๆ
สังเวียนสัตว์ร้ายเป็การประลองเพื่อความบันเทิงแต่แรก เดิมทีก็ไม่ได้ทำกำไรมหาศาลอยู่แล้ว ยามนี้คนดูการประลองของฉู่ซิวลดลง หากยังคงจ่ายค่าตอบแทนให้ฉู่ซิวตามกฎเดิม สังเวียนประลองใต้ดินก็คงต้องขาดทุน
“หากเ้ายังหวังจะหาเงินต่อ ตอนนี้มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น”
“ทางเลือกแรก การประลองหลังจากนี้เ้าจงพยายามยื้อเวลากับอสูรร้ายเสียหน่อย ทางที่ดีควรทำให้ตนเองได้รับาเ็ แล้วค่อยฮึดสู้เอาชนะในวินาทีสุดท้าย นั่นคือฉากละครที่ผู้ชมชอบที่สุด”
“ทางเลือกที่สอง เ้าสามารถเข้าร่วมสังเวียนเป็ตาย แม้จะมีความเสี่ยง แต่ก็ทำเงินได้มหาศาลกว่ามาก”
เมื่อได้ยินคำของท่านเจ็ด ฉู่ซิวก็ตกอยู่ในความเงียบงัน การที่เขามาขึ้นเวทีประลองก็เพื่อทำเงินจริง ๆ ทว่าเขายังไม่อยากไปฆ่าคนในยามนี้ และยิ่งไม่อยากถูกผู้อื่นฆ่า
อีกทั้งเผ่าต่างแดนบนสังเวียนเป็ตาย ฉู่ซิวในยามนี้ก็ยังไม่ใช่คู่มือของพวกมัน เขาไม่อยากแลกชีวิตของตนเองเพียงเพื่อเงินทองเล็กน้อย ดังนั้น สู้เอาเวลาไปเคี่ยวกรำตนเองบนสังเวียนสัตว์ร้ายที่ปลอดภัยกว่า ย่อมดีกว่าไปเสี่ยงบนสังเวียนเป็ตายที่ไม่รู้จัก
“ข้ายังไม่คิดจะไปสังเวียนเป็ตายในยามนี้ขอรับ” ฉู่ซิวเอ่ยตอบหลังจากครุ่นคิด
ท่านเจ็ดเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “สังเวียนประลองใต้ดินเคารพการตัดสินใจของเ้า แต่หากผู้ชมการประลองของเ้ามีไม่ถึงห้าสิบคน พวกเราจำเป็ต้องสั่งห้ามเ้าเข้าร่วมการประลองอสูรร้าย”
ฉู่ซิวพยักหน้ารับเป็เชิงเข้าใจ อย่างไรเสียสังเวียนประลองใต้ดินก็ต้องแสวงหากำไรเช่นกันไม่ใช่หรือ?
แม้บัดนี้ค่าตอบแทนจะลดน้อยลง แต่ตลอดครึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาเขาสะสมเงินได้มากกว่าสองพันตำลึงแล้ว
ยามนี้ขอเพียงได้โอสถขัดเกลากายาจากท่านผู้เฒ่า เขาก็จะสามารถเร่งความเร็วหมัดชุบกายจักรพรรดิมนุษย์ได้ ซ้ำยังมีเงินเหลือพอจะเร่งความเร็วหมัดเหล็กสยบขุนเขาได้อีกด้วย เพื่อจะได้เร่งความเร็วโดยไว หลังจากออกจากสังเวียนประลองใต้ดิน ฉู่ซิวจึงมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของเซี่ยโหวเจิ้นทันที
ผ่านการแช่น้ำยามาหลายวัน ท่านผู้เฒ่ามีความเจนจัดในวิชากายาไม่ดับสูญขึ้นมาก หากไร้สิ่งผิดพลาด คืนนี้น่าจะฝึกฝนวิชากายาไม่ดับสูญจนประสบผลสำเร็จได้แล้ว
“เ้าหนูฉู่ ข้าฝึกฝนวิชากายาไม่ดับสูญจนบรรลุขั้นแรกเริ่มได้แล้ว!”
ฉู่ซิวเพิ่งก้าวเข้าสู่ลานฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้ เซี่ยโหวเจิ้นก็วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นเต้น เขาเปลือยท่อนบน ร่างกายยังคงมีคราบน้ำยาเกาะอยู่ กลิ่นอายรอบกายของเขาแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมากนัก เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็สร้างแรงกดดันส่งมาถึงฉู่ซิวได้แล้ว
“ดียิ่งนักขอรับท่านผู้เฒ่า เพียงเท่านี้วันหน้าท่านก็ไม่ต้องกังวลเื่โรคเรื้อรังแฝงกายอีกต่อไปแล้ว” ฉู่ซิวเผยรอยยิ้มปลาบปลื้ม
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวันก็เริ่มรู้สึกผูกพัน ฉู่ซิวคล้ายจะมองชายแก่ผู้นี้เป็สหายของตนไปแล้ว ยามนึกถึงว่าเซี่ยโหวเจิ้นไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายอีก ฉู่ซิวก็รู้สึกยินดีจากใจจริง
“นี่ต้องขอบใจน้ำยาของเ้าหนูอย่างเ้าแท้ ๆ ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่มีทางเล่าเรียนวิชากายาไม่ดับสูญได้รวดเร็วปานนี้”
เซี่ยโหวเจิ้นเช็ดคราบน้ำบนตัว แล้วร้องเรียกบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เข้ามา
“นี่คือโอสถขัดเกลากายาที่ข้ารับปากเ้าไว้”
หลังจากยื่นขวดหยกส่งให้ฉู่ซิวแล้ว เซี่ยโหวเจิ้นก็นำตำราคัมภีร์เล่มหนึ่งจากมือบ่าวรับใช้
“วิชายุทธ์เล่มนี้เรียกว่าวิชาดาบ เป็วิชายุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเองเป็วิชายุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเองยามออกศึกในสนามรบ แม้จะไร้ซึ่งการแบ่งระดับขั้น แต่อานุภาพของมันมิได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย”
“หากเ้าหนูอย่างเ้าฝึกฝนมันจนบรรลุขั้นแตกฉาน การจะสอบผ่านระดับเ้าเมืองในภายภาคหน้าย่อมไม่ใช่ปัญหา”
วิชายุทธ์ที่คิดค้นขึ้นเอง!
ฉู่ซิวเผยสีหน้าตกตะลึง ต้องรู้ว่ามีเพียงผู้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งยิ่งยวดเท่านั้นจึงจะสามารถคิดค้นวิชายุทธ์ขึ้นมาเองได้ ต่อให้เป็เพียงวิชายุทธ์ระดับหวงจี๋ขั้นเก้า ก็ใช่สิ่งที่จอมยุทธ์ขอบเขตขัดเกลากายาจะเนรมิตขึ้นมาได้
หลังรับตำราวิชาดาบมาจากมือเซี่ยโหวเจิ้น ฉู่ซิวก็เปิดออกอ่านดูด้วยความกระตือรือร้นทันที
[วิชาดาบ]
[หล่อเลี้ยงดาบด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน กวัดแกว่งดาบด้วยจิตมุ่งมั่นยอมสู้ตาย สู้จนหลังชนฝา เสี่ยงตายเอาชีวิตรอด...]
เพียงแค่คำแนะนำ ฉู่ซิวก็ััได้ถึงความไม่ธรรมดาของวิชายุทธ์เล่มนี้ เหนือล้ำกว่าวิชาอย่างหมัดเหล็กสยบขุนเขาเทียบไม่ติด
“ขอบคุณขอรับท่านผู้เฒ่า ไว้ข้าสอบผ่านระดับเ้าเมืองแล้ว ข้าจะเลี้ยงสุราท่านนะขอรับ” ฉู่ซิวแย้มยิ้ม แล้วเก็บตำราวิชาดาบลงไปทันที
ทว่าสิ้นเสียงของเขา เซี่ยโหวเจิ้นก็กวักมือสั่งบ่าวรับใช้ พลางแผดเสียงก้อง “นำดาบศึกของข้ามา!”
เมื่อได้ยินคำสั่งของเซี่ยโหวเจิ้น บ่าวรับใช้ก็นำดาบถังเล่มหนึ่งออกมา โดยดาบถังเล่มนี้ยาวกว่าครึ่งตัวของฉู่ซิว แม้ดูเผิน ๆ จะธรรมดายิ่งนัก ทว่ากลับััได้ถึงกลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นคละคลุ้มออกมาจากตัวดาบ!
“วิชาดาบจำเป็ต้องมีดาบที่ดีจึงจะสำแดงอานุภาพสูงสุดออกมาได้ แม้ดาบเล่มนี้จะมิใช่ของวิเศษเลิศเลอ แต่ก็ติดตามข้าจับศึกสังหารเผ่าต่างแดนมานับไม่ถ้วน ถือได้ว่าเป็ดาบที่ดีเล่มหนึ่ง”
เซี่ยโหวเจิ้นลูบไล้ตัวดาบถัง คล้ายจะนึกถึงยามที่ตนจับศึกอยู่ในสนามรบ สายตาพลันฉายแววดุร้ายเหี้ยมโหด ทว่าไม่นานก็ปล่อยวางลงได้
“เ้าหนู ดาบเล่มนี้ข้ามอบให้เ้า ถือเสียว่าเป็ของขวัญอำลาระหว่างพวกเราก็แล้วกัน”
หลังจากบอกลากับดาบศึกครั้งสุดท้าย เซี่ยโหวเจิ้นก็โยนดาบถังส่งให้ฉู่ซิวโดยตรง
ยามกระชับดาบถังไว้ในมือ กลิ่นอายฆ่าฟันอันเฉียบคมก็พุ่งปะทะหน้าทันที หากมิใช่เพราะฉู่ซิวมีปราณและโลหิตแข็งแกร่ง กลิ่นอายสังหารของดาบถังเล่มนี้คงทำร้ายเขาจนาเ็ไปแล้ว
ดาบที่สามารถติดตามท่านผู้เฒ่าจับศึกตลอดครึ่งค่อนชีวิต ต่อให้เคยเป็เพียงดาบธรรมดา ทว่าผ่านการชโลมเืสด ๆ มานานหลายปี บัดนี้ย่อมกลายเป็ของวิเศษไปแล้ว!
ได้ยินท่านผู้เฒ่าบอกว่านี่คือของขวัญอำลา ฉู่ซิวจึงนึกขึ้นได้ว่าเขากับท่านผู้เฒ่าเป็เพียงสัญญาว่าจ้าง ยามนึกถึงว่าจะไม่ได้มาฝึกซ้อมประลองฝีมือกับท่านผู้เฒ่าอีก ในั์ตาของฉู่ซิวก็ฉายแววอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา
“ท่านผู้เฒ่า นี่คือดาบที่ติดตามท่านมาค่อนชีวิต ท่านตัดใจมอบให้จริงหรือขอรับ?” ฉู่ซิวเอ่ยถาม
เซี่ยโหวเจิ้นหัวเราะร่า ตบไหล่ฉู่ซิวอย่างแรงแล้วเอ่ย “หากไม่ใช่เพราะเ้าสอนวิชากายาไม่ดับสูญให้ข้า ครึ่งชีวิตที่เหลือของข้าคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ทุกวี่วัน ก็แค่ดาบเล่มเดียว ต่อให้ล้ำค่าเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเท่าบุญคุณที่เ้ามีต่อข้าได้หรอก” เอ่ยถึงตรงนี้ เซี่ยโหวเจิ้นก็ชะงักไปเล็กน้อย สายตาฉายแววชื่นชมเอ็นดู
“ตัวข้าไร้ซึ่งผู้สืบทอด แทนที่จะปล่อยให้มันฝังร่างลงดินไปพร้อมกับข้าในอนาคต สู้หาเ้านายใหม่ให้มันเสียยังดีกว่า ดาบเล่มนี้ย่อมต้องเปล่งประกายเจิดจรัสเมื่ออยู่ในมือของเ้าได้อย่างแน่นอน!” เซี่ยโหวเจิ้นตั้งใจมั่นแล้ว ต่อให้เอ่ยอย่างไรก็ต้องมอบดาบถังเล่มนี้ให้ฉู่ซิวให้ได้
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ฉู่ซิวก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป สะพายดาบถังไว้บนแผ่นหลังทันที
“ขอบคุณขอรับ ท่านผู้เฒ่า!”