เสียงแรกที่คีรินได้ยินหลังความตาย ไม่ใช่เสียง์ ไม่ใช่เสียงยมทูต และไม่ใช่เสียงระบบลึกลับที่บอกให้เขาเลือกอาชีพเริ่มต้น
แต่เป็เสียงชายแก่คนหนึ่งร้องไห้เหมือนโลกทั้งใบเพิ่งพังลงตรงหน้า
“นายน้อย...นายน้อยขอรับ! ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!”
คีรินลืมตาขึ้นช้า ๆ
เพดานไม้เก่า ๆ ปรากฏอยู่เหนือศีรษะ กลิ่นยาขม กลิ่นควันธูป และกลิ่นผ้าชื้นปะปนกันจนชวนเวียนหัว แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาเป็เส้นบาง ๆ ฝุ่นลอยอยู่ในอากาศราวกับเศษเวลาที่หยุดนิ่ง
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
ความทรงจำสุดท้ายก่อนหน้านี้คือเสียงแตรรถ เสียงเบรกกรีดพื้นถนน ไฟหน้าสว่างจ้าจนแสบตา และความเ็ปที่กระแทกเข้ามาพร้อมความมืด
เขาควรตายแล้ว
ไม่สิ
เขาตายไปแล้วแน่ ๆ
คีรินพยายามขยับนิ้ว มือที่โผล่ออกมาจากผ้าห่มกลับไม่ใช่มือของเขา มันเล็กกว่า ผอมกว่า ขาวซีดกว่า และเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ
เขาขมวดคิ้ว
ชายวัยกลางคนค่อนไปทางแก่ซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงรีบโน้มตัวเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา หนวดเครายุ่งเหยิง เสื้อผ้าสีเทาซีดดูเหมือนผ่านการซักมานับร้อยครั้ง
“นายน้อย ท่านจำข้าได้หรือไม่ขอรับ? ข้าเหล่าจางเอง ข้ารับใช้ของมารดาท่าน ท่านหลับไปตั้งสามวัน ข้านึกว่า...นึกว่า...”
ชายแก่พูดไม่จบ เสียงสะอื้นกลืนถ้อยคำที่เหลือลงคอ
คีรินมองเขาเงียบ ๆ
เสื้อผ้าโบราณ เตียงไม้ฉลุลาย ห้องพักแบบจีนย้อนยุค ภาษาแปลกแต่เข้าใจได้โดยไม่ต้องผ่านสมอง และร่างกายที่ไม่ใช่ของตัวเอง
ถ้าเขายังอยู่ในโลกเดิม นี่คงเป็โรงพยาบาลที่งบประมาณด้านการตกแต่งทุ่มเทผิดทิศทางอย่างร้ายแรง
แต่เขาไม่คิดเช่นนั้น
เพราะในหัวของเขามีความทรงจำอีกชุดหนึ่งกำลังไหลเข้ามาเหมือนน้ำทะลักผ่านประตูแตก
หลินเซียว
บุตรชายคนที่สามของหลินเหวินซาน ขุนนางชั้นล่างแห่งอำเภอชิงเหอ
มารดาเสียชีวิตั้แ่เด็ก บิดาแต่งฮูหยินใหม่ มีพี่ชายต่างมารดาสองคน น้องสาวอีกหนึ่งคน ฐานะในตระกูลไม่สูงไม่ต่ำ แต่ในทางปฏิบัติใกล้คำว่า “ไม่มีใครสนใจ” มากกว่า “นายน้อย”
เ้าของร่างเดิมเป็เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ด นิสัยเงียบ ขี้เกรงใจ สุขภาพอ่อนแอ และไม่ค่อยมีปากเสียงกับใคร
จนกระทั่งสามวันก่อน เขาตกลงไปในสระบัวหลังจวนตอนกลางคืน
คนในจวนบอกว่าเป็อุบัติเหตุ
แต่ความทรงจำสุดท้ายของหลินเซียวกลับไม่ใช่ภาพตัวเองลื่นล้ม
มันคือแรงผลักจากด้านหลัง
และเสียงหัวเราะเบา ๆ ของใครบางคนในความมืด
คีรินหลับตาลง
ดีมาก
เกิดใหม่ทั้งที ร่างใหม่ก็เพิ่งถูกฆ่า
โลกนี้ต้อนรับแขกได้ประทับใจจริง ๆ
“นายน้อย?” เหล่าจางถามอย่างหวาดหวั่น “ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ? ข้าจะไปตามหมอมาอีกครั้ง”
คีรินลืมตาขึ้น มองชายแก่ตรงหน้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ข้ามีเงินเท่าไร?”
เหล่าจางชะงักราวกับถูกตบด้วยคำถาม
“...ขอรับ?”
“เงิน” คีรินพูดชัดขึ้น “ข้ามีเงินเก็บเท่าไร ทรัพย์สินส่วนตัวมีอะไรบ้าง ข้าวของที่เอาไปขายได้มีมากไหม”
เหล่าจางอ้าปากค้าง “นายน้อย...ท่านเพิ่งรอดตายนะขอรับ”
“นั่นแหละถึงต้องถาม” คีรินยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บแล่นจากหน้าอกลงถึงชายโครงจนเขาต้องสูดลมหายใจ “ถ้ารอดมาแล้วยังจน ข้าจะกลับไปตายอีกรอบ”
เหล่าจางนิ่งอึ้งไปทั้งตัว
จากนั้นน้ำตาก็ไหลหนักกว่าเดิม
“์เมตตา...นายน้อยของข้าเสียสติไปแล้ว!”
คีรินกดนิ้วที่ขมับ
“ขอบคุณสำหรับการวินิจฉัย แต่ข้ายังไม่ตาย และน่าจะยังไม่บ้า อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องดีใจ”
เขากวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง ห้องนี้ไม่ได้เล็กจนเกินไป แต่ข้าวของเรียบง่ายเกินฐานะบุตรขุนนาง เครื่องเรือนหลายชิ้นเก่า มีรอยซ่อมซ้ำ ๆ ผ้าห่มบาง กล่องไม้ข้างเตียงปิดสนิท แต่ไม่มีเครื่องประดับราคาแพงวางให้เห็น
ไม่ใช่คนโปรดแน่นอน
คีริน หรือในเวลานี้ควรเรียกว่าหลินเซียว ค่อย ๆ ยกมือแตะลำคอของตนเอง ใต้ผิวมีรอยช้ำจาง ๆ เหมือนเคยถูกบีบหรือกระแทก แต่ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมขาดหายตรงจุดสำคัญ
ถูกผลักลงน้ำ
หลังจากนั้นคือความเย็น
ดิ้นรน
สำลัก
แล้วก็มืด
หากเป็อุบัติเหตุจริง ทำไมมีรอยนิ้วบนคอ?
เขาเลื่อนสายตาไปที่เหล่าจาง
“สามวันที่ข้าหลับ มีใครมาเยี่ยมบ้าง”
เหล่าจางรีบเช็ดน้ำตา “นายท่านมาเมื่อวาน่เช้าขอรับ ฮูหยินรองส่งยามาให้ คุณชายใหญ่กับคุณชายรอง...เอ่อ...ส่งคนมาถามอาการ ส่วนคุณหนูสี่แอบมาดูท่านเมื่อคืน แต่ถูกแม่นมพากลับไปก่อน”
“ไม่มีใครอยู่เฝ้า?”
“ข้าอยู่เฝ้าขอรับ”
“ข้าหมายถึงคนในครอบครัว”
เหล่าจางก้มหน้าลง
คำตอบอยู่ในความเงียบนั้นแล้ว
หลินเซียวหัวเราะเบา ๆ เสียงแหบแห้งเหมือนกระดาษเสียดสีกัน “ดี อย่างน้อยบ้านนี้ก็ซื่อสัตย์กับความไม่สนใจของตัวเอง”
“นายน้อย อย่าพูดเช่นนั้นเลยขอรับ” เหล่าจางรีบกล่าว “นายท่านเองก็มีงานราชการมาก ฮูหยินรองต้องดูแลทั้งจวน คุณชายใหญ่กำลังเตรียมสอบ คุณชายรองก็—”
“ยุ่งกับการไม่มาเยี่ยมข้า?”
เหล่าจางเงยหน้ามองเขา สีหน้าเ็ปปนใ
หลินเซียวหยุดพูด
เขาไม่ได้ตั้งใจทำร้ายชายแก่ คนตรงหน้านี้คือหนึ่งในไม่กี่คนที่จริงใจต่อเ้าของร่างเดิม ความทรงจำบอกว่าั้แ่มารดาของหลินเซียวตาย เหล่าจางก็เป็ทั้งบ่าว คนดูแล และญาติคนสุดท้ายที่เหลืออยู่
“ช่างเถอะ” เขาพูดเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ข้าแค่เพิ่งตื่น สมองยังไม่ค่อยเรียบร้อย”
“เช่นนั้นข้าจะไปต้มยาให้ใหม่ขอรับ”
“ไม่ต้องรีบ” หลินเซียวจับขอบเตียง “ก่อนอื่นตอบข้ามา ข้าตกน้ำที่ไหน”
“สระบัวหลังเรือนตะวันตกขอรับ”
“เวลา?”
“ยามห้าย น่าจะเกือบเที่ยงคืน”
“ใครพบข้า”
“สาวใช้ของฮูหยินรองชื่อเสี่ยวถังขอรับ นางบอกว่าออกไปนำผ้าไปเก็บแล้วได้ยินเสียงน้ำ จึงเรียกคนมาช่วย”
หลินเซียวเลิกคิ้ว
กลางดึก สาวใช้ของฮูหยินรองออกไปเก็บผ้าแถวสระบัวหลังเรือนตะวันตก แล้วบังเอิญพบเขาตกน้ำ
ฟังดูสมเหตุสมผลพอ ๆ กับบอกว่ามีคนเดินเข้าป่ากลางคืนเพื่อหาเข็มเย็บผ้า แล้วบังเอิญเจอเสือกำลังสวดมนต์
“นางช่วยข้าขึ้นมาหรือ”
“ไม่ใช่ขอรับ เป็บ่าวชายสองคนที่ได้ยินเสียงนางร้อง”
“แล้วหลังจากนั้นใครแตะตัวข้าบ้าง”
เหล่าจางนิ่งคิด “บ่าวชายสองคน หมอหลิว ข้า แล้วก็...ฮูหยินรองขอรับ”
“ฮูหยินรองมาเร็วหรือ”
“เร็วมากขอรับ นางมาถึงก่อนนายท่านเสียอีก”
หลินเซียวพยักหน้า
เร็วมาก
เร็วเกินไป
เขายังไม่สรุปอะไร แต่ในโลกเดิมเขาเคยทำงานกับข้อมูลมานานพอจะรู้ว่า ความบังเอิญที่เรียงตัวสวยงามเกินไปมักไม่ใช่ความบังเอิญ มันคือใครบางคนจัดโต๊ะไว้ก่อนแล้วเชิญความจริงมานั่งผิดที่
เขาเหลือบมองประตูห้อง
“ตอนนี้มีใครรู้หรือยังว่าข้าฟื้นแล้ว”
เหล่าจางส่ายหน้า “ยังขอรับ ข้าเพิ่งเห็นท่านลืมตา ยังไม่ทันส่งข่าว”
“ดี อย่าเพิ่งบอกใคร”
“แต่...นายน้อยต้องแจ้งนายท่านนะขอรับ”
“แจ้งแน่” หลินเซียวกล่าว “แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
เหล่าจางมีสีหน้าลำบากใจ “หากนายท่านทราบว่าข้าปิดบัง...”
“บอกว่าข้ายังเพ้อจากพิษไข้ พูดจาไม่รู้เื่”
“แต่ท่านพูดรู้เื่มากนะขอรับ”
“งั้นบอกว่าข้าพูดรู้เื่เกินไป จนน่าสงสัย”
เหล่าจาง “...”
หลินเซียวมองสีหน้าของชายแก่แล้วถอนหายใจ
“ข้าตกน้ำตอนกลางคืน แต่มีคนพบเร็วพอจะช่วยชีวิต ข้าหลับไปสามวัน แต่ยังไม่ตาย คนในบ้านบอกว่าเป็อุบัติเหตุ ทั้งที่ข้ามีรอยช้ำที่คอ และข้าจำได้ว่ามีคนผลักจากด้านหลัง”
เหล่าจางหน้าซีดทันที
“นายน้อย...ท่านหมายความว่า...”
“มีคนฆ่าข้า”
คำพูดนั้นตกลงกลางห้องอย่างเย็นเยียบ
ลมจากหน้าต่างพัดให้เปลวเทียนบนโต๊ะสั่นไหว ทั้งที่เป็เวลากลางวัน เหล่าจางกลับรู้สึกเหมือนเงามืดจากมุมห้องยื่นมือเข้ามาบีบคอ
“ใครกัน...” เขาพึมพำ “ใครมันกล้าทำกับท่านเช่นนี้”
“คำถามไม่ใช่ใครกล้า” หลินเซียวพูด “คำถามคือใครได้ประโยชน์”
เหล่าจางมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
หลินเซียวค่อย ๆ เอนหลังพิงหมอน ร่างกายนี้ยังอ่อนแรงมาก แค่พูดนานหน่อยก็เจ็บหน้าอกเหมือนมีหินกดไว้ แต่สมองของเขากลับตื่นเต็มที่อย่างน่าประหลาด
อาจเป็ผลข้างเคียงของการตาย
หรืออาจเป็เพราะครั้งนี้ถ้าคิดช้า เขาจะได้ตายซ้ำโดยไม่ต้องเสียเวลาเตรียมใจ
“หลินเซียวคนเดิมมีอะไรที่ทำให้คนต้องฆ่าไหม” เขาถาม
เหล่าจางรีบตอบ “นายน้อยเป็คนอ่อนโยน ไม่เคยมีเื่กับใคร”
“อ่อนโยนกับไม่มีประโยชน์ต่อการมีชีวิตอยู่ บางครั้งก็ใกล้กันมาก” หลินเซียวพึมพำ
“นายน้อย?”
“ไม่มีอะไร” เขาโบกมือ “ข้ามีคู่หมั้นหรือไม่”
เหล่าจางชะงักไปเล็กน้อย
อาการนั้นพอแล้ว
หลินเซียวมองเขานิ่ง ๆ “มีสินะ”
“เป็สัญญาหมั้นหมายั้แ่ฮูหยินผู้ล่วงลับยังมีชีวิตขอรับ คุณหนูซูอวิ๋น บุตรีตระกูลซูแห่งเมืองชิงเหอ”
ความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นมา
เด็กหญิงในชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้ากลม ดวงตาสดใส ยื่นขนมมาให้เขาใต้ต้นไหว
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปเป็หญิงสาวงดงาม เ็า และห่างเหิน นางไม่ได้ยิ้มให้หลินเซียวอีกแล้วใน่หลายปีหลัง
ตระกูลซูรุ่งเรืองขึ้น
ตระกูลหลินยังเป็ขุนนางเล็ก ๆ
สัญญาหมั้นหมายเก่าจึงกลายเป็ของน่าอึดอัด
“เข้าใจแล้ว” หลินเซียวพูด
เหล่าจางรีบกล่าว “นายน้อย อย่าคิดมากเลยขอรับ คุณหนูซูอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่สัญญาหมั้นยังอยู่”
“ข้าไม่ได้คิดมาก ข้ากำลังคิดว่ามูลเหตุฆาตกรรมเพิ่มขึ้นมาหนึ่งข้อ”
“ฆาตกรรม?”
“หากข้าตาย สัญญาหมั้นก็จบ ตระกูลซูไม่ต้องเสียหน้า ตระกูลหลินไม่ต้องรับแรงกดดัน และใครบางคนในจวนนี้อาจได้ประโยชน์จากการยกเลิกพันธะที่ไร้ค่า”
เหล่าจางหน้าซีดกว่าเดิม
หลินเซียวมองเขาแล้วถามต่อ “พี่ชายข้ามีใครสนใจคุณหนูซูหรือไม่”
คราวนี้เหล่าจางเงียบ
ความเงียบเป็คำตอบที่ขยันกว่าคนเสียอีก
หลินเซียวหลับตาลงครู่หนึ่ง
คุณชายรอง หลินจิ้ง
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมมีภาพชายหนุ่มรูปงาม ใส่เสื้อผ้าดี มักยิ้มสุภาพต่อหน้าผู้ใหญ่ แต่ชอบพูดจาถากถางหลินเซียวเวลาลับตาคน หลินจิ้งเคยกล่าวครั้งหนึ่งว่า คนบางคนเกิดมาก็เหมือนก้อนหินขวางทาง ต่อให้ไม่ทำอะไรผิด ก็สมควรถูกเตะออกไป
ตอนนั้นหลินเซียวคนเดิมเพียงก้มหน้า
แต่คีรินไม่ใช่คนประเภทก้มหน้าให้ใครเตะ
โดยเฉพาะเมื่อคนที่ถูกเตะตายไปแล้ว
“เหล่าจาง” เขาเรียก
“ขอรับ”
“เอากระจกมาให้ข้า”
“ตอนนี้หรือขอรับ?”
“ใช่ ข้าอยากดูหน้าคนที่คนอื่นคิดว่าฆ่าได้ง่าย ๆ”
เหล่าจางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปหยิบกระจกทองเหลืองจากโต๊ะเครื่องแป้งเก่า ๆ มาส่งให้
หลินเซียวรับมา
ใบหน้าในกระจกไม่ใช่ของคีริน
เด็กหนุ่มในเงาสะท้อนมีผิวซีด คิ้วเรียวยาว ดวงตาดำลึกกว่าที่ควรสำหรับวัยสิบเจ็ด ริมฝีปากไร้สีเพราะป่วยหนัก รูปร่างซูบผอม แต่โครงหน้าดีอย่างน่าเสียดาย เหมือนภาพวาดที่ศิลปินร่างเส้นไว้สวยแล้วลืมลงสี
เขามองตัวเองอยู่นาน
จากนั้นยิ้มบาง ๆ
“หน้าตาใช้ได้”
เหล่าจางรีบพยักหน้า “นายน้อยของข้าย่อมงดงาม เอ่อ...สง่างามขอรับ”
“แต่น่าเสียดาย ดูจนเกินไป”
เหล่าจางสะอึก
หลินเซียวส่งกระจกคืน “ไปเอาเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดของข้ามา”
“ท่านจะทำอะไรขอรับ”
“ออกไปเดินเล่น”
“ไม่ได้ขอรับ!” เหล่าจางแทบกระโจนมาขวาง “ร่างกายท่านยังอ่อนแอ หมอบอกว่าต้องพักอย่างน้อยเจ็ดวัน”
“หมอรู้หรือไม่ว่าข้าถูกฆ่า”
“ไม่รู้ขอรับ”
“เช่นนั้นคำแนะนำของเขาขาดข้อมูลสำคัญ”
“แต่นายน้อย—”
“ถ้าข้านอนอยู่เฉย ๆ คนที่ลงมือจะรู้ว่าข้าฟื้น แล้วรีบหาวิธีแก้ปัญหา” หลินเซียวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบมาก “แต่ถ้าข้าโผล่ออกไปตอนที่ทุกคนคิดว่าข้ายังไม่ฟื้น คนที่ใที่สุดอาจเป็คนที่ข้า้าหา”
เหล่าจางนิ่งงัน
เขามองเด็กหนุ่มบนเตียงด้วยสายตาแปลกไป
นายน้อยของเขาเคยเป็คนอ่อนโยน เงียบขรึม และหวาดกลัวสายตาผู้อื่นเสมอ แต่คนตรงหน้าตอนนี้แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบลุกไม่ขึ้น กลับมีแววตาคมกริบเหมือนมีดที่เพิ่งถูกลับ
ราวกับหลินเซียวตายไปหนึ่งครั้ง แล้วทิ้งความกลัวไว้ใต้สระบัว
“ข้าจะไปเตรียมเสื้อผ้าให้ขอรับ” เหล่าจางกล่าวในที่สุด “แต่ท่านต้องให้ข้าประคอง”
“ได้”
“และห้ามเดินไกล”
“ได้”
“และห้ามพูดจาทำให้คนอื่นโมโห”
หลินเซียวมองเขา
เหล่าจางมองกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
หลินเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ข้าจะพยายามเลือกคำที่ทำให้โมโหน้อยที่สุด”
“นั่นไม่เหมือนรับปากนะขอรับ”
“เพราะข้าเป็คนซื่อสัตย์”
เหล่าจางถอนหายใจยาว เหมือนเพิ่งเห็นอนาคตอันวุ่นวายของตนเองเดินเข้ามาเคาะประตู
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลินเซียวในชุดคลุมสีขาวซีดปักลายไผ่ก็เดินออกจากเรือนเล็กด้านหลัง โดยมีเหล่าจางประคองอยู่ข้างกาย
จวนตระกูลหลินไม่ใหญ่เท่าจวนขุนนางชั้นสูง แต่ก็มีเรือนหลายหลัง ลานหิน สระบัว สวนไผ่ และทางเดินคดเคี้ยวตามแบบตระกูลที่พยายามดูสูงส่งกว่ารายได้จริงเล็กน้อย
บ่าวไพร่ที่เห็นเขาต่างหยุดชะงัก
บางคนเบิกตากว้าง
บางคนรีบก้มหน้า
บางคนทำถาดในมือเกือบร่วง
ข่าวว่าเขายังไม่ฟื้นคงแพร่อยู่ทั่วจวน แต่คนที่ควรนอนเป็ผักอยู่บนเตียงกลับเดินออกมาได้ แม้จะหน้าซีดเหมือนศพแต่งตัวดี คนในจวนย่อมใเป็ธรรมดา
หลินเซียวสังเกตทุกสีหน้า
ความกลัว ความประหลาดใจ ความดีใจ ความผิดหวัง
อารมณ์มนุษย์มักหลุดออกมาเร็วกว่าเหตุผลเสมอ โดยเฉพาะในวินาทีแรกที่พบเื่ไม่คาดคิด
“นายน้อยสาม...ท่านฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
สาวใช้คนหนึ่งถามเสียงสั่น
หลินเซียวหยุดเดิน หันไปมองนาง
อายุราวสิบห้า ใบหน้ากลม ผิวคล้ำแดด มือถือถาดผ้า สายตาหลบเลี่ยงมากกว่าสาวใช้ทั่วไป
“เ้าชื่ออะไร”
“บ่าว...บ่าวชื่อเสี่ยวถังเ้าค่ะ”
เหล่าจางตัวแข็งทันที
หลินเซียวมองนางนิ่ง ๆ
นี่เอง คนที่บังเอิญพบเขาตกน้ำ
เสี่ยวถังก้มหน้าต่ำ มือที่ถือถาดสั่นจนผ้าข้างในไหวเล็กน้อย
หลินเซียวยิ้มสุภาพ
“ขอบใจเ้ามาก”
เสี่ยวถังเงยหน้าขึ้นอย่างใ “อะไรนะเ้าคะ”
“ได้ยินว่าเ้าเป็คนพบข้าตกน้ำ ถ้าไม่มีเ้า ข้าคงตายไปแล้ว”
ใบหน้าของเสี่ยวถังซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยปกติ คนได้รับคำขอบคุณควรดีใจ เขินอาย หรืออย่างน้อยก็โล่งใจ แต่นางกลับดูเหมือนถูกยื่นมีดใส่มือแล้วมีคนบอกให้ยิ้ม
น่าสนใจ
“เป็...เป็หน้าที่ของบ่าวเ้าค่ะ”
“หน้าที่ของเ้าคือเก็บผ้ากลางดึกแถวสระบัวหรือ”
เสี่ยวถังสะดุ้ง
เหล่าจางกลั้นหายใจ
หลินเซียวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว ข้าแค่สงสัยว่าฮูหยินรองขยันใช้คนถึงเพียงนั้นเชียวหรือ กลางคืนก็ยังให้เ้าเดินเก็บผ้า หากเป็โลกหน้า ข้าจะร้องเรียนกรมแรงงานให้”
เสี่ยวถังไม่เข้าใจครึ่งหลัง แต่ครึ่งแรกก็เพียงพอให้นางเข่าอ่อน
“บ่าว...บ่าวเพียงทำตามคำสั่ง...”
นางพูดถึงตรงนี้แล้วรีบหุบปาก
หลินเซียวเลิกคิ้ว
“คำสั่งของใคร”
เสี่ยวถังหน้าซีดจนแทบไร้เื
ทันใดนั้น เสียงสตรีคนหนึ่งดังขึ้นจากปลายทางเดิน
“เซียวเอ๋อร์ ฟื้นแล้วเหตุใดไม่ให้คนมาแจ้งแม่เล่า”
เสียงนั้นนุ่มนวล อ่อนหวาน และพอดีเกินไป
หลินเซียวหันไปมอง
หญิงวัยสามสิบกว่าปีเดินมาพร้อมสาวใช้สองคน นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ปักลายดอกเหมย เครื่องประดับไม่มากแต่เลือกอย่างประณีต ใบหน้างดงามแบบสตรีที่รู้ว่าตัวเองควรวางสีหน้าอย่างไรต่อหน้าผู้คน
ฮูหยินรอง เฉินซื่อ
มารดาของหลินจิ้ง
แม่เลี้ยงของหลินเซียว
และเป็คนที่มาถึงสระบัวเร็วผิดปกติในคืนเกิดเหตุ
เสี่ยวถังรีบถอยไปด้านข้าง ก้มหน้าจนแทบติดพื้น
เฉินซื่อเดินเข้ามา ใบหน้ามีความใและยินดีอย่างพอเหมาะ ราวกับซ้อมหน้ากระจกมาแล้วสามรอบ
“เ้าฟื้นก็ดีแล้ว แม่เป็ห่วงแทบแย่ หลายวันนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ”
หลินเซียวมองนางครู่หนึ่ง
จากนั้นถามว่า “จริงหรือขอรับ”
เฉินซื่อชะงักเล็กน้อย แต่ยังยิ้ม “ย่อมจริงสิ เ้าเป็ลูกของนายท่าน ก็เหมือนลูกของแม่”
“เช่นนั้นท่านคงผอมลงมาก”
รอยยิ้มของเฉินซื่อแข็งไป
หลินเซียวมองนางั้แ่ศีรษะจรดเท้าอย่างสุภาพ “แต่ดูแล้วท่านยังงดงามอิ่มเอิบ สุขภาพดีนัก แสดงว่าความเป็ห่วงของท่านมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าทางกายภาพ”
เหล่าจางหลับตาทันที
เขารู้แล้วว่านายน้อยพยายามเลือกคำที่ทำให้โมโหน้อยที่สุดจริง ๆ
เพียงแต่ความพยายามนั้นอาจล้มเหลวั้แ่คำแรก
สาวใช้ด้านหลังเฉินซื่อหน้าเปลี่ยนสี ส่วนเฉินซื่อยังคงยิ้มได้ เพียงแต่แววตาเย็นลงเล็กน้อย
“เซียวเอ๋อร์ เพิ่งฟื้นก็พูดจาแปลกนัก คงเพราะพิษไข้ยังไม่หาย”
“อาจเป็เพราะข้าเกือบตาย จึงมองโลกชัดขึ้น”
“เด็กคนนี้...” เฉินซื่อถอนหายใจเบา ๆ “แม่รู้ว่าเ้าใ แต่เื่ที่เกิดขึ้นเป็อุบัติเหตุ ต่อไปต้องระวัง อย่าเดินไปใกล้สระบัวกลางค่ำกลางคืนอีก”
หลินเซียวยิ้ม
“ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ ต่อไปหากมีใครคิดจะผลักข้าลงน้ำอีก ข้าจะพยายามเลือกสระที่ตื้นกว่านี้”
รอบข้างเงียบกริบ
เสี่ยวถังตัวสั่นจนถาดผ้าในมือกระทบกันเบา ๆ
รอยยิ้มของเฉินซื่อหายไปเกือบครึ่ง
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าหมายความว่าครั้งก่อนข้าสำลักน้ำมากไป ไม่ทันได้ขอบคุณคนที่ส่งข้าลงไปแช่เย็น” หลินเซียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากมีครั้งหน้า ข้าจะพยายามจำหน้าให้ได้ จะได้เขียนป้ายิญญาถูกคน”
เฉินซื่อจ้องเขา
หลินเซียวจ้องกลับ
อากาศระหว่างทั้งสองเหมือนเส้นไหมที่ถูกดึงตึง เพียงแตะเบา ๆ ก็อาจขาด
ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังมาจากอีกทาง
“เกิดเื่อะไรขึ้น”
ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสีเข้มเดินเข้ามา ใบหน้าเคร่งขรึม คิ้วหนา ดวงตาแฝงความเหนื่อยล้าของคนที่ชินกับการมีอำนาจในบ้าน แต่ไม่ค่อยมีอำนาจนอกบ้าน
หลินเหวินซาน
บิดาของร่างนี้
ด้านหลังเขามีชายหนุ่มสองคนตามมา คนหนึ่งสุขุม รูปร่างสูง ผิวขาว ท่าทางเป็บัณฑิต นั่นคือคุณชายใหญ่หลินมู่ อีกคนแต่งกายหรูหรากว่า ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ถึงดวงตา
หลินจิ้ง
เมื่อเห็นหลินเซียวยืนอยู่ ทุกคนต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกัน
หลินเหวินซานใจริง
หลินมู่ประหลาดใจแต่เก็บอาการเร็ว
ส่วนหลินจิ้ง...
รอยยิ้มบนปากเขาหายไปเพียงเสี้ยววินาที
สั้นมาก
แต่หลินเซียวเห็น
“เซียวเอ๋อร์ เ้าฟื้นแล้ว?” หลินเหวินซานเดินเข้ามา เสียงเข้มแต่มีความโล่งใจปนอยู่ “เหตุใดไม่พักอยู่ในเรือน ออกมาเดินทำไม”
หลินเซียวค้อมศีรษะเล็กน้อย “ลูกอยากดูสถานที่ตายของตนเองขอรับ”
หลินเหวินซานหน้าตึง “พูดเหลวไหลอะไร”
“ลูกยังไม่ตายจริง จึงถือว่าเป็สถานที่เกือบตายก็ได้”
เฉินซื่อรีบกล่าว “นายท่าน เซียวเอ๋อร์เพิ่งฟื้น สติคงยังไม่แจ่มใส เขาพูดว่ามีคนผลักลงน้ำ...”
หลินเหวินซานขมวดคิ้วทันที “มีคนผลัก?”
สายตาของทุกคนหันมาที่หลินเซียว
หลินจิ้งหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินขึ้นมา “น้องสาม เ้าป่วยจนเพ้อไปหรือไม่ คืนนั้นฝนตก พื้นลื่น เ้าอาจจำผิดก็ได้”
หลินเซียวมองเขา
“พี่รองอยู่ที่นั่นหรือ”
หลินจิ้งชะงัก “ข้าย่อมไม่ได้อยู่”
“เช่นนั้นท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจำผิด”
รอยยิ้มของหลินจิ้งแข็งไปเล็กน้อย
หลินมู่เหลือบมองน้องชายต่างมารดา ดวงตาครุ่นคิด
หลินเหวินซานเสียงต่ำลง “หลินเซียว เื่นี้พูดส่งเดชไม่ได้ เ้ามีหลักฐานหรือไม่”
หลินเซียวตอบทันที “ยังไม่มีขอรับ”
เฉินซื่อถอนหายใจราวกับโล่งอก “เห็นหรือไม่ นายท่าน เด็กคนนี้เพิ่งฟื้น อาจฝันร้ายแล้วสับสน”
“แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่ได้แปลว่าไม่มีเื่เกิดขึ้น” หลินเซียวพูดต่อ
เฉินซื่อหันมามองเขา
หลินเซียวไม่สนใจนาง เขาดึงคอเสื้อลงเล็กน้อย เผยรอยช้ำจาง ๆ บริเวณลำคอ
“ข้าตกน้ำ ถ้าลื่นเองควรมีแผลถลอกที่มือหรือเข่า แต่รอยที่คอกลับเหมือนถูกจับหรือกด มีใครอธิบายได้หรือไม่”
หลินเหวินซานหน้าเปลี่ยนสี
เหล่าจางรีบคุกเข่าลง “นายท่าน ข้าน้อยไร้ความสามารถ ไม่ได้ตรวจดูให้ละเอียดั้แ่แรก ขอรับโทษด้วย”
หมู่คนเงียบลงอีกครั้ง
หลินจิ้งก้าวเข้ามา มองรอยช้ำแล้วกล่าว “น้องสาม ตอนช่วยเ้าขึ้นจากน้ำ บ่าวอาจจับผิดที่จนเกิดรอยก็ได้”
“อาจเป็ไปได้” หลินเซียวพยักหน้า “แต่แปลกตรงที่ข้ายังไม่ได้บอกว่ารอยนี้เกิดก่อนหรือหลังถูกช่วยขึ้นมา พี่รองรีบอธิบายแทนบ่าวเสียแล้ว ช่างมีน้ำใจ”
ดวงตาของหลินจิ้งเย็นวาบ
“เ้าสงสัยข้าหรือ”
“ข้าเพิ่งฟื้น ยังไม่มีแรงสงสัยเจาะจงใคร” หลินเซียวกล่าว “ตอนนี้ข้าเพียงสงสัยทุกคนเท่า ๆ กัน”
หลินเหวินซานตวาด “พอ!”
เสียงนั้นทำให้บ่าวไพร่สะดุ้งกันทั้งลาน
หลินเซียวเงียบลง แต่ไม่ได้ก้มหน้า
หลินเหวินซานมองบุตรชายคนที่สามด้วยสายตาซับซ้อน เด็กคนนี้เคยหลบสายตาเขาเสมอ แต่วันนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้า แม้หน้าซีดเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อ ดวงตากลับนิ่งจนเขารู้สึกแปลกใจ
“เื่นี้ข้าจะให้คนตรวจสอบ” หลินเหวินซานพูดช้า ๆ “แต่ก่อนจะมีหลักฐาน ห้ามเ้ากล่าวหาใครอีก”
“ได้ขอรับ”
คำตอบง่ายเกินไปจนทุกคนประหลาดใจ
หลินเซียวหันไปมองสระบัวด้านหลัง
ผิวน้ำสงบนิ่ง ใบบัวเขียวเข้มปกคลุมบางส่วน ดอกบัวสีชมพูอ่อนบานอยู่กลางสระอย่างไม่รู้เื่รู้ราว ใต้ความงามนั้นคือสถานที่ที่หลินเซียวคนเดิมสิ้นใจ
เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง
ลมพัดผ่านผิวน้ำ เกิดระลอกเล็ก ๆ
ในหัวของเขา ความทรงจำสุดท้ายของร่างเดิมฉายซ้ำอีกครั้ง
แรงผลัก
น้ำเย็น
เสียงหัวเราะ
และบางสิ่งที่เ้าของร่างเดิมกำไว้แน่นก่อนหมดสติ
หลินเซียวชะงัก
เขาก้มมองมือตัวเอง
ความทรงจำขาดหายไปมาก แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจน เขาเคยกำอะไรบางอย่างไว้ในมือ ก่อนถูกน้ำกลืนลงไป
ถ้าสิ่งนั้นยังอยู่...
เขาหันไปหาเหล่าจาง
“คืนนั้น ตอนพาข้ากลับเรือน มีใครเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้า”
เหล่าจางตอบทันที “ข้าเป็คนเปลี่ยนเองขอรับ”
“เสื้อผ้าชุดนั้นอยู่ที่ไหน”
“ข้าซักแล้วตากไว้หลังเรือน เพราะคิดว่า...”
“พาข้าไป”
หลินเหวินซานขมวดคิ้ว “เ้าจะทำอะไรอีก”
หลินเซียวหันกลับมา สีหน้าสงบนิ่ง
“หาหลักฐานขอรับ”
ไม่มีใครพูดอะไร
บางทีเพราะอยากรู้
บางทีเพราะไม่ทันตั้งตัว
หรือบางทีเพราะเด็กหนุ่มที่ควรนอนรอความตายอยู่บนเตียง กลับเดินออกมาบอกว่าจะหาหลักฐานจับคนร้ายด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังเลือกกับข้าวมื้อเย็น
พวกเขาจึงตามไปโดยไม่รู้ตัว
หลังเรือนเล็ก เสื้อผ้าชุดที่หลินเซียวใส่ในคืนเกิดเหตุถูกตากไว้บนราวไม้ ผ้าสีขาวหม่นแห้งแล้ว แต่ยังมีกลิ่นน้ำสระจาง ๆ เหล่าจางรีบหยิบลงมาให้
หลินเซียวรับเสื้อมา พลิกดูอย่างระมัดระวัง
ชายแขนเสื้อมีรอยฉีกเล็ก ๆ
กระเป๋าด้านในว่างเปล่า
เขาล้วงซอกตะเข็บด้านข้าง นิ้วแตะโดนของแข็งเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งที่ติดอยู่ในรอยพับผ้า
หลินเซียวดึงมันออกมา
เป็กระดุมหยกครึ่งซีก
หยกขาวเนื้อดี แตกตรงกลาง ขอบรอยแตกคมใหม่ บนผิวมีลายแกะสลักรูปเมฆครึ่งหนึ่ง
หลินเหวินซานหน้าขรึมลงทันที
หลินมู่มองของชิ้นนั้นอย่างพิจารณา
หลินจิ้งเงียบไป
เงียบผิดธรรมชาติ
หลินเซียวเงยหน้าขึ้น มองรอบวงด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“น่าสนใจ” เขากล่าว
หลินเหวินซานถามเสียงต่ำ “เ้าพบสิ่งนี้ในเสื้อ?”
“ขอรับ คงติดอยู่ตอนข้าดิ้นรน” หลินเซียวหมุนกระดุมในมือ “หยกเนื้อดี ลายเมฆ ฝีมือประณีต ไม่น่าใช่ของบ่าว”
เฉินซื่อรีบกล่าว “จวนเรามีคนใช้ของเช่นนี้หลายคน อาจเป็ของที่หล่นอยู่ก่อนแล้วก็ได้”
“เป็ไปได้ขอรับ” หลินเซียวพยักหน้า “ทุกอย่างเป็ไปได้ทั้งนั้นถ้าเราตั้งใจหลับตาพอ”
สีหน้าของเฉินซื่อเย็นลง
หลินจิ้งหัวเราะเบา ๆ “น้องสาม เ้าคิดจะใช้กระดุมครึ่งซีกกล่าวหาคนทั้งจวนหรือ”
“ไม่ใช่ทั้งจวน” หลินเซียวมองเขา “ข้าี้เีขนาดนั้นไม่ได้”
“แล้วเ้าจะทำอย่างไร”
หลินเซียวกำกระดุมหยกไว้ในมือ
ร่างกายเขาอ่อนแรง หัวใจเต้นหนัก หน้าอกเจ็บ และโลกตรงหน้าเหมือนจะเอียงเล็กน้อย แต่ความคิดกลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ
เขาเคยตายมาแล้วหนึ่งครั้ง
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากความตายมีไม่มากนัก แต่มีข้อหนึ่งที่สำคัญมาก
คนเราควรรีบใช้ชีวิตตอนยังหายใจ
และถ้ามีคนพยายามฆ่าเรา ก็ควรรีบทำให้เขาเสียใจที่ลงมือไม่เรียบร้อย
หลินเซียวเงยหน้าขึ้น ยิ้มให้ทุกคนอย่างสุภาพ
“ง่ายมากขอรับ”
เขายกกระดุมหยกครึ่งซีกขึ้นให้แสงแดดส่องผ่าน
“เราก็แค่หาว่าอีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่ใคร”
ลมยามเช้าพัดผ่านลานหลังเรือน
ไม่มีใครพูด
แต่ในความเงียบนั้น หลินเซียวเห็นแล้วว่าเกมแรกของเขาในโลกใหม่นี้ได้เริ่มขึ้น
และคนที่ฆ่าเ้าของร่างเดิม...
ยังอยู่ใกล้กว่าที่คิด