“แล้วแกจะว่าไงล่ะ แม่จะไม่บังคับแกหรอกนะ แกตัดสินใจตามที่แกอยากจะทำเลย แม่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ นังนงค์ก็ถูกแม่บังคับ ถึงได้หนีไปอย่างนี้ และก็ไม่รู้จะไปตกระกำลำบากที่ไหนก็ไม่รู้ในตอนนี้ แม่จึงไม่อยากจะบังคับแกอีกคน” จันทรา เอ่ยบอกลูกสาวคนเล็กอย่างเศร้าสร้อยห่อเหี่ยวในจิตใจ
จิตรานุช มองมารดาบังเกิดเกล้าด้วยความรู้สึกที่สงสารเป็อย่างยิ่ง และทั้งกลัดกลุ้มถึงสิ่งที่ได้รับรู้มานั้น อย่างไม่รู้จะหาทางออกได้ยังไงดี
“นุชจะแต่งงานกับพ่อเลี้ยงกัณตภณจ้ะแม่” จิตรานุช กล่าวออกมาอย่างตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ถ้าจะให้เธอหนีไปเหมือนอย่างพี่สาว เธอก็คงทำไม่ได้หรอก เพราะถ้าเธอหนีไปอย่างนั้นแล้วมารดาจะทำเช่นไรล่ะ คงต้องทนทุกข์รับสภาพอยู่เพียงฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน
แต่ถ้าเธอไม่หนี แต่ไม่ยอมแต่งงานกับ พ่อเลี้ยงกัณตภณ ก็อาจจะต้องโดนรังควาน และโดนยืดบ้านและที่ดินที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนี้ ซึ่งเป็ที่มรดกสืบทอดกันมาั้แ่ปู่ย่าตายาย มารดาของเธอก็คงจะต้องทนทุกข์ระทมใจอีกอยู่ดี มีแต่ทางออกเพียงทางเดียวที่เธอจะสามารถทำได้ในตอนนี้ นั้นก็คือแต่งงานกับ พี่เลี้ยงกัณตภณ เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
“แต่ก่อนที่จะแต่งงาน นุชจะไปตกลงเื่หนี้สินกับเขาให้รู้เื่กันก่อน จะได้ไม่ต้องมีภาระผูกพันธ์กันไปไม่จบไม่สิ้น” จิตรานุช เอ่ยบอกมารดาอย่างหมายมั่น
“แกจะไปคุยอะไรกับเขาล่ะลูก เขาจะยอมฟังหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย” จันทรา กล่าวบอกลูกสาวอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ก็ต้องลองไปคุยดูก่อนแหละแม่ ถ้าเขาฟังก็ดีไป แต่ถ้าไม่ฟังก็แล้วแต่โชคชะตาก็แล้วกัน”
จิตรานุช กล่าวบอกมารดาอย่างปลงๆ เพราะเธอคิดว่าลองไปคุยก่อนจะดีกว่า เพื่อจะได้รู้เขารู้เราด้วยว่า พ่อเลี้ยงกัณตภณ นี้เป็คนลักษณะอย่างไร เพราะั้แ่ที่เธอกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านยังไม่เคยเจอตัวเป็ๆ ของเขาเลยสักครั้ง เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงกิติศัพท์อันลือเลื่องของเขาเท่านั้นเอง ที่ว่าเขาเป็คนเงียบเก็บตัว น่ากลัวน่าเกรงขาม ใครๆ ก็ไม่อยากจะไปต่อกรด้วย หากไม่จำเป็
“แล้วแกจะไปคุยกับพ่อเลี้ยงเขาเมื่อไรล่ะ?” จันทรา มองหน้าผู้เป็ลูกสาวคนเล็กนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“พรุ่งนี้จ้ะ” จิตรานุช บอกผู้เป็มารดา อย่างตั้งมั่นที่จะกระทำเช่นที่พูดออกไป
“พรุ่งนี้แม่จะไปกับแกด้วยก็แล้วกัน” จันทรา เป็ห่วงลูกสาวคนเล็ก กลัวว่าจะไปพูดอะไรไม่เข้าหู พ่อเลี้ยงกัณตภณ เข้า แล้วจะเป็เื่เป็ราวใหญ่โตเข้าไปอีก จึงจะไปกับ จิตรานุช ด้วย เผื่อว่าหากลูกสาวพูดอะไรออกมาอย่างไม่คิด จะได้ปรามกันไว้ได้แต่เนิ่นๆ
“แม่ไม่ต้องไปด้วยหรอก รอฟังผลอยู่ที่บ้านนี้แหละ แม่ยิ่งปวดขาอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าเดินเหินบ่อยๆ มันจะไม่ดีเอาได้ นุชไปคนเดียวดีกว่าจ้ะ เขาคงไม่ใจไม้ไส้ระกำทำอะไรนุชหรอกมั้ง” จิตรานุช ไม่อยากให้มารดา ต้องเดินให้เหนื่อย เพราะนางก็แก่มากแล้ว และแถมยังปวดแข้งปวดขาอยู่ด้วยอีกต่างหาก จึงได้กล่าวบอกมารดาไม่ต้องไป
“แม่ไม่ได้กลัวว่าพ่อเลี้ยงจะมาทำอะไรแก แม่กลัวว่าแกนั้นแหละจะไปทำอะไรพ่อเลี้ยง ต่างหากเล่า” จันทรา กล่าวหยอกเย้าลูกสาว
“แม่ก็ว่าไปนั้น นุชนะเหรอจะไปทำอะไรเขาได้ ขืนไปทำเขาก็เหมือนกับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงน่ะสิ” จิตรานุช ส่งค้อนให้ผู้เป็มารดาหนึ่งที ก่อนจะกล่าวย้อนกลับไป
“จะไปคนเดียวก็ตามใจ แต่แกต้องระวังเนื้อระวังตัว ระวังคำพูดด้วยล่ะ อย่าได้ไปพูดไม่ถูกหูพ่อเลี้ยงเข้าล่ะ เดี๋ยวจะทำให้มีเื่มีราวกันไปใหญ่” จันทรา กล่าวเตือนลูกสาวคนเล็ก อย่างเป็ห่วงเป็ใยเป็ยิ่งนัก
ใจหนึ่ง จันทรา ก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องไปคนเดียวหรอก แต่ทำไงได้ในเมื่อลูกสาวเอ่ยมาอย่างนั้น นางก็ต้องสุดแล้วแต่เ้าตัวเขา และก็เชื่อว่าลูกสาวคงจะเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว นางเชื่อเช่นนั้น
“จ้า นุชจะระวังเนื้อระวังตัว และก็ระวังคำพูดให้ดีๆ จะพูดพ่อเลี้ยงเ้าคะ พ่อเลี้ยงเ้าขา ยังงี้ดีไหมล่ะแม่” จิตรานุช หยอกเย้ากวนๆ มารดาเล่น ผู้เป็มารดาส่งค้อนให้อย่างขำๆ พร้อมกับส่ายหน้าให้กับความขี้เล่นของลูกสาวคนเล็กผู้นี้
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙