“ดีเดออะไรกัน ก็เพราะกฎเกณฑ์ ค่านิยมสังคม และทัศนคติเช่นนี้อย่างไรเล่าถึงทำให้สังคมยุคศักดินาให้ความสำคัญกับบุรุษด้อยค่าสตรีอย่างรุนแรง ปีละหนึ่งตำลึงสำหรับชาวบ้านธรรมดา นับว่าไม่น้อยเลย หากเป็นเช่นนี้ ใครหน้าไหนจะอยากได้บุตรสาว มิน่าเล่าถึงได้พูดกันว่าบุตรสาวเป็นสินค้าขาดทุน สงสัยจะสืบทอดมาตั้งแต่ยุคสมัยของพวกเขานี้เป็นแน่!”
“พี่หญิง ท่านพูดอะไรน่ะ” หมิงเป่าอวี้ถาม
เสียงของหมิงเป่าจูเบามากจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบแม้แต่หมิงเป่าอวี้ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่ค่อยได้ยิน แต่หลี่ไหวฺอวี้กลับได้ยินชัดทุกคำ
เดิมทีหลี่ไหวฺอวี้ก็คอยให้ความสนใจหมิงเป่าจูอยู่แล้วประกอบกับฝึกยุทธ์มาหลายปี หูตาจึงไวเป็นพิเศษ ย่อมได้ยินถ้อยคำที่นางพึมพำออกมาโดยไม่ตกหล่นสักคำจึงอดที่จะยิ้มอยู่เงียบๆ ไม่ได้
“ยังมีเด็ดกว่านี้อีกนะ” หลี่ไหวฺอวี้ลุกขึ้น เดินมาข้างกายสองพี่น้อง แต่สายตาทอดมองไปยังเบื้องหน้าห่างไกลอันเป็นทิศทางที่หัวหน้าหมู่บ้านจากไป
“ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือหมู่บ้าน ต่างก็ใช้จำนวนบุรุษเป็นเกณฑ์ในการลดหย่อนภาษี”
กล่าวคือยิ่งมีบุตรชายมากเท่าไร ยิ่งลดหย่อนภาษีได้มากเท่านั้น ภาษีน้อยลงภาระของผู้คนก็ย่อมเบาลง ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ต้องขัดสนมากนัก
วัตถุประสงค์ของการออกกฎหมายนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันหากวันใดวันหนึ่งเกิดศึกสงคราม จะได้มีทหารเกณฑ์อย่างเพียงพอ
บัดนี้มอบผลประโยชน์ให้เมื่อถึงเวลาย่อมมีคนมากมายเต็มใจเข้าร่วมกองทัพ
หากไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไรเพียงแค่นำเงินที่ได้รับตลอดหลายปี มาคืนให้ครบถ้วนก็พอ
ทว่าผู้ที่ได้รับเงินส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้านยากจนไหนเลยจะมีเงินมากถึงเพียงนั้น สุดท้ายก็ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอยู่ดี
หมิงเป่าจูเงยหน้าขึ้นกะทันหันที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...
เมื่อก่อนเคยได้ยินท่านป้าจงเล่าให้ฟังว่าอาจารย์ของตนเคยช่วยชีวิตบุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านไว้ต่อมาเมื่อหวังซื่อมาหาเรื่องที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง หัวหน้าหมู่บ้านจึงให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ
ตอนนั้นนางยังฉงนไปชั่วขณะกว่าจะรู้ตัวว่าเรื่องที่ตนเองแต่งขึ้นมา ทำให้ทั้งสองคนเข้าใจผิด ก็ผ่านไปพักใหญ่แล้ว
แต่ก็ดีเหมือนกันมีหัวหน้าหมู่บ้านคอยช่วยเหลือ พวกนางก็ลดปัญหาลงได้ไม่น้อย
เรื่องที่แต่งขึ้นมามีแต่นางเท่านั้นที่รู้จนถึงตอนนี้ หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังคงคิดว่านางเป็นศิษย์ของผู้มีพระคุณของเขา
แต่จะมีค่าอันใดเล่าเมื่อผลประโยชน์มาอยู่ต่อหน้า บุญคุณก็ไม่มีราคาสักอีแปะเป็นเพียงเรื่องราวในอดีตอันเลือนรางเท่านั้น
“พี่หญิงน่าจะพูดตรงๆ ไปเลยว่าไล่สองคนนั้นออกไป ดูซิว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะหาทางลงอย่างไร!”
ในเมื่อแสร้งทำเป็นมาถามความคิดเห็นก็ต้องเตรียมใจยอมรับผลลัพธ์ทั้งสองแบบเอาไว้!
“เป่าอวี้ ไม่จำเป็นต้องขุ่นเคืองกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เลย”
หมิงเป่าจูจับมือของน้องชายที่กำเอาไว้แน่น“เหตุผลที่พี่ไม่สนใจ ก็เพราะอีกไม่นานพวกเราจะย้ายไปอยู่ในเมืองแล้วไม่ว่าสองคนนั้นจะอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไป หรือไปอยู่หมู่บ้านอื่น ก็ไม่มีผลกระทบใดๆกับพวกเรา”
เป่าอวี้ก็เป็นบุรุษอีกไม่กี่ปีก็จะอายุครบสิบห้าแล้ว การที่พวกเขาต้องย้ายออกคือสิ่งที่แน่นอนแล้ว แม้หัวหน้าหมู่บ้านจะพยายามทัดทานหลายครั้งก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของนางได้ดังนั้นเขาจึงไม่อาจปล่อยให้หมู่บ้านต้องสูญเสียบุรุษไปมากกว่านี้
เมื่อทั้งสองตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าต้องไปก็ไม่จำเป็นต้องทำลายผลประโยชน์ของคนทั้งหมู่บ้านเพื่อพวกเขาสองคน เมื่อคิดเช่นนี้การกระทำของหัวหน้าหมู่บ้านก็นับว่าไม่ผิด
แต่ไม่นึกว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามคาดหัวหน้าหมู่บ้านได้สมดังใจยังไม่ถึงสองวัน ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในหมู่บ้านทำให้หมิงเป่าอวี้ได้สมความปรารถนา
“นี่ๆ พวกเจ้าจะรีบไปไหนกัน”หลิวเถี่ยหนิวเอ่ยถามหลี่กุ้ยเฟินด้วยความสงสัย
“ตายแล้ว เจ้ายังไม่รู้หรือ หมิงเถี่ยจู้กับจ้าวจินจือถูกหวังซื่อจับชู้ได้คาเตียงหวังซื่ออาละวาดจะเอาชีวิต ข้าต้องรีบไปดูเสียหน่อย” หลี่กุ้ยเฟินวิ่งอ้อมผ่านหลิวเถี่ยหนิวไปร่วมชมความครึกครื้น
หลิวเถี่ยหนิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหลี่กุ้ยเฟิน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกหมิงเป่าอวี้วิ่งออกมาอย่างเบิกบาน พลางร้องถาม “ใครน่ะ มาแล้ว!”
เช้าขนาดนี้ใครจะมาที่บ้านของพวกเขา เสียงนี้ไม่ใช่ท่านป้าจง ยิ่งไม่ใช่ท่านลุงกู้
“เอี๊ยด”ประตูไม้เก่าคร่ำคราถูกเปิดออก หมิงเป่าอวี้มองเห็นคนข้างนอกก็อดแปลกใจไม่ได้“พี่เถี่ยหนิวมาหาหมอหรือ”
“เป่าอวี้นี่เอง ไม่ใช่ ข้ามิได้มาหาหมอ ข้าได้ยินมาว่า...”
ทันใดนั้นหลิวเถี่ยหนิวก็ทำหน้านิ่วรู้สึกว่าตนเองผลีผลามเกินไป ยังไม่ทันไตร่ตรองให้ดีก็วิ่งมาเสียแล้ว เรื่องโสมมเช่นนี้ไม่ควรเล่าให้เด็กสองคนรับรู้
“พี่เถี่ยหนิว” หมิงเป่าจูได้ยินเสียงก็เดินออกมาเช่นกันใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยเช่นเดียวกัน
“เฮ่อ!”
หลิวเถี่ยหนิวถอนหายใจในเมื่อมาถึงที่แล้ว จะมัวอมพะนำไปไย บอกไปเสียก็สิ้นเรื่อง!
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็เล่าเรื่องที่ได้ยินจากหลี่กุ้ยเฟินออกมาทั้งหมด
“พวกเจ้าอยากไปดูหรือไม่” หลิวเถี่ยหนิวถาม
หมิงเป่าจูยังอึ้งอยู่ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องนี้ “ขอบคุณท่านมากที่อุตส่าห์มาบอก พวกเราจะตามไปดูทีหลัง”
“ได้ ข้าไม่มีอะไรแล้ว ไปก่อนนะ” หลิวเถี่ยหนิวถอนหายใจอย่างโล่งอกในที่สุดก็ไม่ได้ทำเรื่องดีๆ ให้กลายเป็นเรื่องร้าย
“พี่หญิง ท่านจะไปดูจริงๆ หรือ”
ไม่นึกว่าพี่สาวจะไปร่วมชมความครึกครื้นกับผู้อื่นด้วยเขาคิดว่าพี่สาวไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เสียอีก
“ไปสิ ไยจะไม่ไปเล่า ไปดูกันว่าคราวนี้หัวหน้าหมู่บ้านจะจัดการอย่างไร”หลี่ไหวฺอวี้ซึ่งยืนพิงกรอบประตูอยู่พลันยืนตัวตรง ก่อนเดินเข้ามา
หมิงเป่าจูแย้มยิ้มน้อยๆแสดงว่าเขาคิดเหมือนกันกับนางสินะ
เดิมทีนางไม่สนใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแม้จะเป็นเรื่องน่าอัปยศของหมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อ นางก็ไม่อยากไปยุ่ง
แต่หลังจากเกิดเรื่องเมื่อสองวันก่อนนางกลับอยากรู้ว่าคราวนี้หัวหน้าหมู่บ้านผู้ทุ่มเทกายใจให้กับหมู่บ้านเป็นสำคัญ จะตัดสินลงโทษอย่างไรจะยังคงทำเป็นมองไม่เห็นอีกหรือไม่
ส่วนหมิงเป่าอวี้ไม่ต้องพูดถึงกระดี๊กระด๊าใคร่เห็นสองคนนั้นอับอายขายหน้าเต็มแก่ พอได้ยินว่าพี่สาวกับพี่ไหวฺอวี้จะไปก็รีบเดินนำหน้าไปก่อนอย่างกระตือรือร้น
“ข้าจะฆ่าเจ้า ไอ้เฒ่าเดียรัจฉานไร้ยางอาย บังอาจไปคบชู้รึ!”
ไอ้หยา!ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบพากันตกใจจนผงะ รีบหลีกทางให้หวังซื่อด้วยเกรงจะโดนลูกหลงไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ
เห็นหวังซื่อถือมีดทำครัวอยู่ในมือไล่ฟันหมิงเถี่ยจู้ไปทั่วลานบ้าน ทั้งสองวิ่งไล่กวดกันไปมา จนกระทั่งออกไปนอกประตูทำเอาคนที่มาชมความสนุกต่างอกสั่นขวัญแขวน
หมิงเถี่ยจู้เพิ่งดึงกางเกงขึ้นมาเสื้อยังไม่ทันได้สวม วิ่งเปลือยอกหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย
จะไม่ให้วิ่งอย่างไรได้เล่าในเมื่อด้านหลังมีภรรยาที่กำลังบ้าคลั่งวิ่งไล่กวดอยู่เขาอดคิดไม่ได้ว่าหากนางพลั้งทำหลุดมือ มีดกระเด็นมาเสียบแผ่นหลังของตนเองจะเป็นเช่นไรนึกแล้วก็หนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
หัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลนักได้ยินข่าวก็เร่งรุดมาทันทีหมิงเถี่ยจู้ราวกับได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ รีบกระโจนเข้าไป
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ช่วยข้าด้วย นางหญิงบ้าคนนี้จะสังหารข้าแล้ว!”
หมิงเถี่ยจู้ไปหลบอยู่หลังหัวหน้าหมู่บ้านตัวสั่นระริก ไม่รู้ว่าเพราะความหนาวหรือความกลัว
“ไร้กฎเกณฑ์สิ้นดี! หวังซื่อ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นทั้งสองวิ่งไล่ตะโกนด่ากันเสียงดังก็โกรธจนคิ้วตั้งเครากระดิก ตวาดลั่นในทันที
ทว่าหวังซื่อกำลังเลือดขึ้นหน้าโกรธจนขาดสติ ไม่ยอมหยุดแม้แต่น้อย พุ่งปราดเข้าหาหัวหน้าหมู่บ้านอย่างไม่เกรงกลัว
ชาวบ้านต่างพากันสูดหายใจเฮือกสะท้านในอกทั้งสองยังคงไล่กวดอยู่รอบตัวของหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งหวุดหวิดจะถูกแทงอยู่หลายครา
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นมีดทำครัวที่ส่องประกายวาวอยู่ตรงหน้าก็เข่าอ่อนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
ทันใดนั้นเองจู่ๆ ก็มีก้อนหินลอยละลิ่วมากระทบเข้ากับมีดทำครัวในมือของหวังซื่อจนหลุดกระเด็นไปปักอยู่ที่ต้นไม้อีกฝั่ง เข้าเนื้อไม้ลึกถึงสามชุ่น[1]
[1] ชุ่น(寸)หรือนิ้วจีน เป็นหน่วยวัดของจีน มีค่าประมาณ 3.33 เซนติเมตร