พวกเขาเพิ่งมาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านหุบเขาของหลินเทียนเป้าฝนที่พูดกันว่าจะตกก็ตกลงมา
“หมู่บ้านเทียนเป่า” แผ่นป้ายอักษรของหน้าหมู่บ้านที่เหมยเซียวเหรินขอให้เยี่ยจือตั้งให้
ขณะที่ร่ำสุรา เหมยเซียวเหรินมือหนึ่งถือจอกเหล้าอีกมือหนึ่งถือมีดของหลินเทียนเป้า กลับเห็นว่า้าเต็มไปด้วยสนิม ต่อให้นำมาหั่นผักก็ด้านทื่อเกินไป
“มีดด้ามนี้ของเ้าก็ยังสามารถข่มขู่พวกโจรดินกลุ่มนั้นได้”
“ข้าน้อยล้างมือในอ่างทองคำ[1]นานแล้วเพราะงั้นอาหารการกินก็จะเป็เช่นนี้แหละ”
สะใภ้หลินยกอาหารไปพูดไปว่า “หากไม่ใช่เพราะใต้เท้า ตอนนี้เ้าก็คงทำเื่ไร้คุณธรรมเ่าั้ล่ะสิ”
“ใช่แล้ว แต่ก่อนพวกเรากินมื้ออดมื้อ ทั้งยังทำเื่ผิดกฎหมายที่น่าเสียใจที่สุดก็คือมีตาแต่หามีแววไม่ กลับเคยจับใต้เท้าและน้องเยี่ยมัด”
ที่หลินเทียนเป้ากล่าวถึงก็คือเื่ที่นางถูกจับระหว่างเดินทางมารับตำแหน่งในยามนั้นเหล่าโจรูเายากจนเสียจนมีข้าวกินมื้ออดมื้อ ไม่ง่ายเลยที่จะจับนางกับเยี่ยจือสองคนมาแลกเงินได้ก้อนหนึ่งแต่ว่าเงินกลับซื้อชีวิตไม่ได้
หลังจากที่นางขึ้นรับตำแหน่งก็นำเงินไปซื้อป้ายหยกพกของเยี่ยจือคืนใครจะไปรู้ว่าจะได้เจอกับสะใภ้หลินที่คลอดลำบาก ้าหมออย่างเร่งด่วน แต่ว่าหมอที่ไหนจะอยากไปซ่องโจรูเากัน
เหมยเซียวเหรินจำได้ว่าโจรูเาพวกนี้้าเพียงเงินไม่เอาชีวิตและไม่เคยทำให้นางและเยี่ยจือลำบากเช่นกัน ด้วยไม่คิดแค้นเื่ในอดีตจึงใช้ฐานะตำแหน่งนายอำเภอบังคับให้หมอมาช่วยคนที่ซ่องในหุบเขาด้วยเหตุนี้จึงช่วยชีวิตแม่ลูกบ้านหลินเอาไว้ได้
หลินเทียนเป้าระลึกถึงบุญคุณอันใหญ่หลวงของเหมยเซียวเหรินไม่เพียงให้บุตรชายนับถือเหมยเซียวเหรินเป็พ่อบุญธรรม ยังตั้งชื่อให้บุตรชายว่า ‘ซั่น (บุญกุศล)’ ทั้งยังบอกว่าจะวางมือนำเหล่าพี่น้องในซ่องบนหุบเขาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ ในที่สุดก็มีชีวิตอย่างสงบสุข
เื่เหล่านี้มีเพียงเยี่ยจือ เหมยเซียวเหรินและคนของหมู่บ้านเทียนเป่าที่รู้
สำหรับประสบการณ์ที่ถูกจับไปในตอนนั้นเหมยเซียวเหรินกล่าวเพียงว่า “เื่ในอดีตไม่ต้องยกมาพูดแล้ว”
หลินเทียนเป้าคารวะ “ต่อไปหากใต้เท้ามีเื่ให้ต้องใช้พวกเราขอให้บอกมาได้เลย พวกเราพร้อมบุกน้ำลุยไฟ”
“ข้ากลับขอให้โอกาสเช่นนี้มีน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี” เหมยเซียวเหรินยิ้มอย่างสุภาพ หลุบตาลงจิบเหล้า เหลือบตามองไปยังคนที่ยังคงรักษาความเงียบมาตลอดอย่างไม่ตั้งใจ
นางวางจอกเหล้าลงถามว่า “ไม่ทราบว่าสหายมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร มาจากที่ใด และจะไปที่ใด”
เขาตอบอย่างมีมารยาทว่า “ข้ามีนามว่าฉู่อวี้ เดินทางครั้งนี้เพื่อไปส่งมารดาที่สิ้นไปกลับไปฝังที่อำเภออวิ๋น”
ตัวเขาคล้ายมหาสมุทรที่ลึกยากหยั่งถึงแต่น้ำเสียงกลับสงบนิ่งเช่นนี้ตลอด เหมยเซียวเหรินจึงปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพ นางรินสุรายกจอกขึ้น “ที่แท้สหายฉู่เป็คนอำเภออวิ๋น อำเภออวิ๋นกับอำเภอชิวสุ่ยอยู่ใกล้กันพวกเราก็นับว่าเป็คนบ้านเกิดเดียวกันครึ่งหนึ่ง เช่นนั้นข้าขอคารวะสหายฉู่หนึ่งจอก”
บ่าวติดตามที่อยู่ด้านข้างกลับพูดว่า “ยังไม่พ้น่เวลาไว้ทุกข์ให้มารดา นายท่านของพวกเราไม่สะดวกดื่มสุราทำเื่สำราญ”
โจวหู่จมูกพ่นลมดูแคลน “ปัญญาชนเช่นพวกเ้ามันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ!”
เหมยเซียวเหรินสาดสายตาแหลมคมไปยังโจวหู่ “ข้านับถือให้เกียรติที่สุดคือปัญญาชน” พูดจบก็หันไปหัวเราะขออภัยกับฉู่อวี้“สหายฉู่ไม่สะดวกดื่มสุรา เช่นนั้นดื่มชาแทนสุราดีหรือไม่”
เขายกถ้วยชาคารวะ “เรียกข้าว่าฉู่อวี้ก็พอ”
“พี่ฉู่อวี้ เชิญ”
โจวหู่ถามอย่างอดไม่ได้ “ใต้เท้า ท่านจะจัดการพวกเดรัจฉานนั้นเช่นไรหรือขอรับ”
“เดิมคิดจะจับกลับไปที่ว่าการแล้วค่อยไต่สวน แต่ในเมื่อตอนนี้ว่างเช่นนั้นก็นำมาไต่สวนก่อน”
เหมยเซียวเหรินให้คนไปพากองโจรสองสามคนเข้ามาโดยเฉพาะรองหัวหน้าโจร แต่ไม่ให้นำหัวหน้าโจรมา มีหัวหน้าโจรที่ดุดันอยู่ด้วย เกรงว่าบางคนจะไม่กล้าพูดความจริง
ไม่มีศาล ไม่มีไม้พิพากษา เหมยเซียวเหรินจึงถามสองประโยคถูไถออกไปก่อน
รองหัวหน้าโจรเป็คนขี้ขลาด เมื่อได้พบเหมยเซียวเหรินก็หมอบลงกับพื้น “ใต้เท้าอภัยด้วย…ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย…”
“ข้ายังคงคำเดิม ต้าหนิงมีจังหวัดเป็ร้อยๆ เหตุใดพวกเ้าจึงต้องเลือกมาที่จังหวัดเสวียนโจว”
“เสวียนโจว…เป็แหล่งเงินแหล่งทอง” รองหัวหน้าโจรพูดตัวสั่นระริก
โจวหู่ร้องด่า “เหลวไหล! เมืองหลวงถึงจะเป็แหล่งเงินแหล่งทอง”
“พวกเ้าปล้นชิงทรัพย์จังหวัดเสวียนโจวกี่อำเภอ ปล้นเงินไปแล้วเท่าไหร่”
โจรสองสามคนสบตากัน ส่ายหัว “ไม่เคยนับขอรับ”
“เงินอยู่ที่ไหน”
พวกโจรสบตากันอีกครั้งแล้วส่ายหัว “ไม่รู้ขอรับ”
เหมยเซียวเหรินเปลี่ยนท่าทีสงบนิ่งก่อนหน้ากระแทกจอกในมือลงไปบนตั่งเตี้ยอย่างแรง “เ้าปิดบังข้ารึ!”
“ใต้เท้า พวกเราก็ถูกคนบีบบังคับให้บุกปล้นบ้านแทนคนอื่นเช่นกันเงินที่ปล้นมาได้ก็มอบให้เ้านาย เหลือไว้เพียงให้พวกเราพอมีข้าวกิน”
“พวกเ้ายังมีเ้านายอีกรึ”
“ใต้เท้า พวกเราทำแทนคนอื่นจริงๆ ขอรับ”
“ทำแทนให้ใคร” เหมยเซียวเหรินถาม
รองหัวหน้าโจรส่ายหัวอีกครั้ง “พวกเราเพียงมอบเงินให้ตามคำสั่ง ไม่รู้ว่า้าคือใคร”
“ไม่พูดความจริงรึ” เหมยเซียวเหรินเพิ่มระดับน้ำเสียงแต่ว่าคำพูดยังนับว่าสุภาพ
“ใต้เท้า…”
“ลากกลับไปที่ว่าการ เอาเข้าคุก!”
“ใต้เท้าอภัยด้วย…”
เหมยเซียวเหรินเล่นพัดที่อยู่ในมือ น้ำเสียงเยือกเย็น “อยากให้เปิ่นกวนไว้ชีวิต เ้าก็ต้องแสดงความจริงใจออกมา”
“ข้าน้อยไม่รู้จริงๆ ว่าข้างบนเป็ใคร รู้เพียงว่าเป็เช่นเดียวกับใต้เท้าเป็...เป็ขุนนางในราชสำนัก”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา เหมยเซียวเหรินขมวดคิ้วแน่นเยี่ยจือกับโจวหู่ล้วนใ ฉู่อวี้ที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงแม้สีหน้าจะไร้ความผิดปกติใดๆแต่มือที่ถือถ้วยชาอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง
“คนของราชสำนักหรือ” เหมยเซียวเหรินไม่กล้าเชื่อ
รองหัวหน้าโจรพยักหน้า
โจวหู่โมโห “ใส่ร้ายขุนนางของราชสำนัก เ้าพูดเช่นนี้ ไม่คิดอยากมีชีวิตแล้วรึ”
“ใต้เท้า ทุกคำพูดของข้าน้อยล้วนเป็จริง หากไม่ใช่คนของราชสำนักข้าน้อยจะกล้าทำงานให้เขาได้อย่างไร”
เื่ราวพัวพันกับขุนนางของราชสำนัก ทั้งยังมีคนนอกที่ไม่ที่มาที่ไปอยู่ที่นี่เหมยเซียวเหรินไม่ได้ไต่สวนให้ลึกขึ้น นางให้คนมัดเหล่าโจรกลับไปยังที่ว่าการเพื่อไต่สวนต่อ
ในห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะ เยี่ยจือพูดเสียงเบา “ใต้เท้า สิ่งที่ยากตอนนี้ไม่ใช่การหาความจริง แต่เป็เงินและเสบียงอาหารที่ถูกปล้นไปไม่สามารถตามกลับมาได้การกินอยู่ของชาวบ้านหมู่บ้านหลิวเปียนจะเป็ปัญหาได้ขอรับ”
เหมยเซียวเหรินถอนหายใจยาว แล้วพูดว่า “เช่นนั้นก็นำเงินในคลังส่วนตัวของข้าไปเถอะ ้าเท่าไหร่ก็เอาไปเท่านั้น”
“แล้วใต้เท้าจะทำอย่างไรขอรับ”
“ข้าจะทำอย่างไร ข้าไม่กังวลเื่เงิน” เหมยเซียวเหรินมองเยี่ยจือ มุมปากยกยิ้ม “เงินเ่าั้เดิมเป็เงินที่เตรียมให้เ้าแต่งสะใภ้ดูเหมือนว่าต้องให้เ้าลำบากรออีกสักสองสามปี”
“ใต้เท้า…”
เหมยเซียวเหรินเพียงพูดหยอกล้อเยี่ยจือนางไม่มีที่ให้ใช้เงินจริงๆ หลังจากรับตำแหน่ง นางได้รับเงินทองไม่น้อย ส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับชาวบ้านกลายเป็คุณความดีอยู่บนบันทึกความชอบ ทำเช่นนี้คุ้มค่าหรือไม่ไม่รู้ แต่เส้นทางขุนนางของนางนั้นเดินได้อย่างราบรื่นยิ่งดังเช่น กองโจรกลุ่มนี้ก็นำตนมาติดร่างแหของนางเอง
ฝนที่อยู่ด้านนอกค่อยๆ หยุดลง งานเลี้ยงสุราในหมู่บ้านบนหุบเขาก็ถึงเวลาแยกย้าย
เหมยเซียวเหรินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านหลังเมื่อออกมาคิดจะกล่าวลากับฉู่อวี้ กลับพบว่ากลุ่มของฉู่อวี้ได้จากไปเสียแล้ว
แม้ว่าฉู่อวี้จะจากไปอย่างไม่ร่ำลาสักคำแต่เขากลับทิ้งหีบไว้สองสามใบ
เหมยเซียวเหรินเปิดหีบออกก็ใ
สิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้คือหีบที่เต็มไปด้วยก้อนเงินขาวๆ!
เหมยเซียวเหรินใอยู่นานไม่ง่ายเลยกว่าจะสงบลงได้ ฉู่อวี้คนนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่ ดูแล้วเหมือนเป็ขุนนางสุดท้ายยังเศรษฐีคนหนึ่ง เป็เศรษฐีที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเสียยิ่งกว่านางในอำเภอชิวสุ่ยนี้เสียอีก
“บางทีสหายฉู่อาจได้ยินว่าใต้เท้าคิดจะควักเงินในกระเป๋าออกมาช่วยเหลือชาวบ้านจึงอยาก… ตอบแทนบุญคุณที่ใต้เท้าช่วยเอาไว้”
เหมยเซียวเหรินหยิบเงินขึ้นมากำมือนึงแล้วโยนเข้าไปในหีบ ตกตะลึงแล้วพูดว่า “นี่ช่างเป็บุญคุณเท่าหยดน้ำแทนคุณเท่าน้ำพุจริงๆ…”
เหมยเซียวเหรินให้คนนำเงินกลับไปยังที่ว่าการแต่เมื่อไตร่ตรองดูก็รู้สึกว่าการรับเงินก้อนนี้ไว้คงไม่ค่อยเหมาะสม
นางเป็ขุนนางดูแลที่นี่ การแก้ไขปัญหากินอยู่ของชาวบ้านเป็ความรับผิดชอบของนางไม่ใช่ปัญหาของฉู่อวี้ นางเป็นายอำเภอ การให้คนที่พบกันโดยบังเอิญมาออกเงินบรรเทาทุกข์ชาวบ้านของนางนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
หลังจากคิดดูแล้ว เหมยเซียวเหรินสั่งให้คนติดป้ายลงบนหีบเงิน นำไปเก็บไว้ในคลังทุกอีแปะรอคอยวันที่จะพบเขาอีกครั้ง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] ล้างมือในอ่างทองคำ อุปมาถึง การวางมือ เลิกยุ่งเกี่ยวหรือเลิกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง