ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนลงลับเหลี่ยมเขา ทิ้งแสงตะวันสีส้มทองระเรื่อปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าดูงดงามจับตา
วันนี้บ้านหลี่กินมื้อเย็นั้แ่ตะวันยังส่องแสงจ้า จึงยังมีเวลาทำอย่างอื่นหลังจบมื้ออาหารแล้ว
เห็นย่าเถียนถือกระดูกออกมา หยุนซีที่นึกขึ้นได้จึงรีบวิ่งตามผู้เป็ย่าเข้าไปในครัว
ในยุคที่เธอจากมา กระดูกสันหลังของหมูหรือเอียวเล้ง มีราคา 15 หยวนต่อกิโล ส่วนคาตั๊งหรือกระดูกหน้าแข้งชิ้นใหญ่แบบนี้มีราคา 3 หยวนต่อชิ้น แถมหาซื้อยากมากเพราะถูกร้านอาหารเหมาไปจนหมด (เป็ราคาสมมุติ)
ทุกวันนี้ สำหรับหยุนซีแล้วการกินเนื้อเป็เื่รอง สิ่งที่สำคัญคือสารอาหารจำเป็ที่ร่างกาย้าต่างหาก
น้ำแกงกระดูกหมูคืออาหารง่าย ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในครอบครัวได้ หลายปีมานี้ทุกคนไม่ได้กินอาหารดี ๆ ทำให้มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง จำเป็ต้องบำรุงร่างกายให้ดีขึ้นอย่างช้า ๆ
พอเข้าไปก็เห็นย่าเถียนยืนทำบางอย่างอยู่ หยุนซีรีบเอ่ยเรียก “ท่านย่า”
“ซีซี จะเข้ามาอยู่เป็เพื่อนย่าเหรอ?” ย่าเถียนเงยหน้าจากสิ่งที่ทำอยู่แล้วมองหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
บนโต๊ะมีสามชั้นที่หั่นเป็เส้นยาวหลายเส้นแบ่งไว้สองส่วน แบ่งชิ้นหนึ่งเอาไว้ทำกับข้าว ส่วนที่เหลือหมักกับเกลือใส่กะละมังไว้เรียบร้อยแล้ว
“ย่าจะไปล้างเครื่องในพวกนี้ที่ข้างนอกครัวเพราะมันมีกลิ่นเหม็น เ้าจะอยู่ที่นี่หรือออกไปกับย่าก็ได้”
ย่าเถียนหันไปยกถังใส่เครื่องในออกไปวางที่หลังครัวด้านที่ติดกับแปลงผัก จากนั้นก็กลับไปยกน้ำร้อนออกมาผสมน้ำเย็นใส่กะละมัง แล้วคว้าม้านั่งตัวเตี้ยมานั่งลงล้างเครื่องในทั้งหลาย พอล้างเสร็จแล้วก็จะได้เทน้ำที่ใช้ล้างนั้นรดผักไปในตัว
หยุนซีมองแล้วก็หรี่ตาใช้ความคิด ‘ล้างด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียวงั้นเหรอ?’
จากนั้นก็วิ่งไปในครัว หยิบถังไม้ใบเล็กออกมา แล้วโกยขี้เถ้าใส่ถังหิ้วออกไป เฉินซื่อและหลิวซื่อที่นั่งล้างจานอยู่ไม่ไกลต่างคิดว่าเด็กน้อยเบื่อแล้วจึงออกไปเล่นนอกครัว
หยุนซีเดินไปที่ถังใส่เครื่องใน จากนั้นก็เทขี้เถ้าลงไปจนหมด
ส่วนผู้เป็ย่านั้นทั้งใและโมโห แต่ก็พยายามใจเย็นพูดกับหลานสาว “ซีซี ย่าไม่ได้ซักผ้า ไม่ต้องใช้ขี้เถ้าหรอกนะ” จากนั้นก็ตั้งท่าจะลุกไปหยิบถังมาเปลี่ยน แต่ถูกหลานสาวห้ามไว้
“ท่านย่า ใช้ขี้เถ้าล้างเครื่องในก็สะอาดเหมือนซักผ้าเ้าค่ะ”
ผู้เป็ย่าอ่อนใจแต่ก็ทำตามหลานสาวบอกอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นก็คนขี้เถ้ากับเครื่องในในถังไม้ผสมกันอย่างเบามือ ส่วนในใจนั้นคิดจะบอกให้ลูกชายไปหิ้วน้ำมาเพิ่มเพื่อล้างขี้เถ้าออก
‘น่าแปลก ดูเหมือนกลิ่นเหม็นจะลดลง’ นางเถียนถอนหญ้ามาหนึ่งกำมือผสมกับขี้เถ้าแล้วใช้ล้างเครื่องในทีละชิ้น เริ่มจากตับ หัวใจ ปอด กระเพาะหมู แล้วแยกไว้ ส่วนลูกสะใภ้ทั้งสองเมื่อเสร็จจากงานในครัวก็ออกมานั่งช่วยล้างไส้ด้วย โดยกลับทั้งด้านในด้านนอกออกมาล้างด้วยขี้เถ้า ส่วนไส้ตันก็ล้างแล้วใส่รวมกันในกะละมังรวมไส้
ใช้เวลาไม่นานเครื่องในถังใหญ่ก็ถูกล้างจนหมด
“ท่านแม่ ข้าว่ากลิ่นเหม็นหายไปเยอะเลยเ้าค่ะ” หลิวซื่อยกไส้ขึ้นมาดม กลิ่นเหม็นหายไปมากหลังจากล้างด้วยขี้เถ้าและน้ำเปล่า 2-3 รอบแล้ว
“ข้าก็คิดเช่นนั้น เทียบกับเมื่อก่อนที่ล้างแค่น้ำเปล่าแล้วยังเหม็นอยู่” เฉินซื่อก็ค่อนข้างแปลกใจ ไม่คิดว่าขี้เถ้าที่ปกติเอาไว้ใช้ซักผ้าจะช่วยขจัดกลิ่นเช่นนี้ได้
“อันที่จริง เป็ความคิดของซีซีที่บอกให้ทำแบบนี้น่ะ” ย่าเถียนแสนจะภูมิใจที่มีหลานสาวฉลาด
“ซีซีฉลาดจริง ๆ” หลิวซื่อเอ่ยชมหลานสาวด้วยรอยยิ้มภูมิใจอีกคน
“แน่นอนอยู่แล้วเ้าค่ะ” หยุนซียืนท้าวเอวสองข้าง ใบหน้าน้อย ๆ เชิดขึ้น ยืดอกยิ้มรับคำชมหน้าชื่นตาบาน พวกผู้ใหญ่เลยหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“ท่านย่า เดี๋ยวให้ท่านพ่อมาช่วยสับกระดูกพวกนี้ แล้วต้มน้ำเดือดล้างซักรอบนะเ้าคะ”
“ได้ เดี๋ยวย่าจัดการให้ตามที่เ้าบอก”
หลังจากอธิบายคร่าว ๆ ถึงสิ่งที่้าแล้ว หยุนซีก็เดินไปในครัวพร้อมผู้เป็แม่ “ท่านแม่หั่นต้นหอม ขิง กระเทียมใส่ชามให้ข้าหน่อยเ้าค่ะ”
“เ้าจะเอาไปทำอะไรรึซีซี?”
“เอาไปใส่กับเครื่องในแล้วต้มเ้าค่ะ” เฉินซื่อเตรียมของตามที่ลูกสาว้า
ส่วนย่าเถียนก็ะโเรียกลูกชายคนโตมาช่วยสับคาตั๊งและเอียวเล้ง เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ใส่หม้อตั้งไฟแล้วต้มแค่พอเดือดแล้วยกหม้อลงเทน้ำทิ้งแล้วล้างกระดูก เปลี่ยนน้ำใส่หม้อใบใหญ่ ใส่กระดูกลงไปต้มจนน้ำเดือดพล่านแล้วยกลงจากเตาวางทิ้งไว้ให้เย็น
ส่วนอีกเตา หยุนซีบอกอาสะใภ้ตั้งหม้อต้มเครื่องในทั้งหมดโดยใส่ขิงหั่นแว่น กระเทียมสับหยาบ ต้นหอมหั่นท่อน พริกซวงเจียทุบและโป๊ยกั๊กคั่วที่เหลืออยู่ ต้มจนสุกเปื่อยดีแล้วจึงตักเครื่องในแต่ละอย่างออกมาหั่นเป็ชิ้น ๆ แล้วใส่กลับลงไป ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊ว พริกไทยที่ตำหยาบ ๆ ปิดฝาตุ๋นต่อด้วยไฟอ่อน
หยุนซีขอผู้เป็ย่าให้ตักกระดูกพร้อมน้ำต้มใส่หม้อใบกลาง ใส่ต้นหอม ขิง ขึ้นฉ่าย พริกไทยเม็ดที่คั่วและทุบพอแตก ยกขึ้นต้มจนเดือด หมั่นช้อนฟองเืทิ้ง รอจนได้กลิ่นหอมของน้ำแกงอ่อน ๆ จึงปรุงรสด้วยเกลือ กุ้งป่นปรุงรส ซีอิ๊ว จนสีน้ำแกงดูน่ากินยิ่งขึ้น ตุ๋นด้วยไฟอ่อนต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ได้น้ำแกงกระดูกหมูที่กลมกล่อมหนึ่งหม้อ
กลิ่นของน้ำแกงอันหอมกรุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ้าน
พวกผู้ใหญ่ต่างสูดจมูกฟุดฟิด “หอมมาก ไม่ต้องชิมก็รู้ว่าอร่อยแน่ ๆ”
ในครัว หยุนซีหันมามองผู้หญิงในบ้านทั้งสามคน พูดชมอย่างจริงใจว่า “ท่านย่า ท่านแม่ อาสะใภ้ พวกท่านเก่งที่สุด ดูอาหารที่พวกท่านทำนี่สิ น่ากินมากเลยเ้าค่ะ”
“เป็เพราะเ้าต่างหาก เ้าผีน้อย” ย่าเถียนเอ่ยจบก็หัวเราะเบา ๆ
ด้วยความที่เครื่องปรุงรสยังมีจำกัด เธอไม่แน่ใจว่ารสชาติจะดีอย่างที่คิดหรือเปล่า แต่ไม่น่าจะต่างจากที่คิดมากนัก อย่างน้อยก็ดีกว่าอาหารที่ได้กินตอนฟื้นขึ้นมาใหม่ ๆ ล่ะนะ
กลิ่นหอมยั่วยวนจนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างมายืนรวมตัวกันอยู่หน้าห้องครัว
จิ้งเหอที่ยืนเกาะขอบประตูอยู่เอ่ยถาม “ท่านแม่ พวกท่านทำอะไรรึ? กลิ่นหอมมาก”
“นั่นสิยายเฒ่า เ้าทำอะไรกินน่ะ?” ปู่หลี่ที่ยืนอยู่หลังลูกชายคนรองก็ชะโงกหัวออกมาถาม พวกผู้หญิงต่างพาหัวเราะขบขัน เปิดฝาหม้อต้มเครื่องในเพื่อคนเล็กน้อยแล้วปิดฝาตามเดิมเป็การยั่ว
“เมียข้า ในหม้อนั่นคืออะไร กลิ่นหอมมากเลย” จิ้งเหอที่เดินไปยืนอยู่ด้านข้างผู้เป็ภรรยา เอ่ยถามพลางกลืนน้ำลายลงคอ
“นี่คือเครื่องในตุ๋น”
ทุกคนต่างทำหน้าฉงน “ปกติเครื่องในมีกลิ่นเหม็นคาวนี่นา ไม่น่าจะหอมเช่นนี้ได้”
“นี่เป็เครื่องในตุ๋นสูตรใหม่ที่พวกท่านย่าทำ ถึงได้หอมเช่นนี้เ้าค่ะ”
ได้ยินแบบนั้นจิ้งเหอเลยส่งยิ้มประจบไปทางผู้เป็มารดา “ท่านแม่ ข้าขอชิมสัก 2-3 ชิ้นได้หรือไม่?”
ส่วนคนที่เหลือต่างพยักหน้าหงึก ๆ เป็ไก่จิกพลางส่งสายตาอ้อนวอน ย่าเถียนจึงต้องตักออกมาถ้วยเล็กแจกให้ได้ชิมกันถ้วนหน้า ส่วนของหยุนซีนั้นเฉินซื่อผู้เป็แม่เป่าจนไม่ร้อนลวกปากแล้วถึงเอามาป้อนให้กิน
เครื่องในที่ต้มจนเปื่อยมีรสััหนึบ ๆ กรุบ ๆ แถมไม่เหม็นคาว อร่อยอย่างเหลือเชื่อ
‘ตุ๋นทิ้งไว้ข้ามคืน พรุ่งนี้กลิ่นคงยิ่งหอมและรสชาติเข้าเนื้อกว่านี้แน่’
เห็นทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย ย่าเถียนยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนเข้านอนก็จะให้ทุกคนดื่มน้ำแกงกระดูกอีกคนละชาม
อิ่มจนท้องจะแตก ยัดอะไรไม่ลงอีกแล้ว
หยุนหยางเดินกางขาลูบท้องตัวเองไปมาแล้วบ่นไม่หยุด “ท่านแม่ทำอาหารอร่อยเกินไป ดูสิ ข้ากินจนพุงจะแตกแล้ว”
หยุนซีกับหยุนหลางที่เดินข้าง ๆ กันต่างปิดปากหัวเราะคิกคักขำเสียงบ่น แล้วก็พากันเลียนแบบท่าเดินของพี่ชายคนรอง เป็ที่ขบขันของทั้งครอบครัว เสียงหัวเราะของทุกคนทำเอาหยุนหยางอายจนหน้าแดง
หยุนซีภูมิใจที่เลียนแบบได้เหมือน แถมยังสนุกจนพูดล้อเลียนอีกด้วย
“พี่ใหญ่ท่านอยากเรียนมั้ย? ข้าจะสอนให้”
ส่วนผู้เป็พี่ทำหน้าไม่ถูกแต่ก็ไม่ปฏิเสธน้อง “ได้ สอนพี่สิ”
“เอาล่ะ พวกเรามาแข่งกันว่าใครเดินตลกที่สุด ดีมั้ยเ้าคะ?”
“เอาสิ เดี๋ยวพวกปู่จะเป็คนตัดสินให้เอง” ปู่หลี่อยากร่วมสนุกกับหลาน ๆ ด้วย
จากนั้นเด็กทั้งสี่คนก็ผลัดกันเดินท่าเดินกางขาลูบท้อง สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน
“เอาล่ะ ถึงเวลาตัดสิน ใครเดินตลกที่สุด?”
“ซีซีเดินตลกที่สุด” เ้าตัวกอดอกเชิดหน้าอย่างภูมิใจทันทีที่มีคนเอ่ยชื่อ
“แต่ข้าว่าพี่ใหญ่เดินตลกกว่านะ” หยุนหยางเอ่ยค้าน คนอื่นก็ถกเถียงกันจนเกิดการประชันท่าเดินตลก ๆ อีกหลายรอบ แต่ละคนหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
จนกระทั่งเริ่มค่ำมืด จึงได้แยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน
คืนนั้นในห้องนอนใหญ่ ปู่หลี่พูดคุยด้วยท่าทางจริงจังกับคู่ชีวิต
“ยายเฒ่า เพราะบ้านเราไม่มีเงิน จิ้งชูเลยต้องเลิกเรียนกลางครัน ตอนนี้สามารถหาเงินได้แล้ว ข้าคิดว่าปลากับกุ้งคงขายได้อีกหลายครั้ง ถ้ามีเงินมากพอ เราส่งจิ้งชูกับเ้าลิงสามตัวนั่นไปเรียนดีหรือไม่?”
“ตาเฒ่า ข้าก็คิดเหมือนเ้า ่นี้เราก็ช่วยกันทำงานหาเงินมากขึ้นอีกหน่อย จะได้มีเงินส่งลูกหลานไปเรียน” ย่าเถียนพูดจบก็เอาเงินเก็บมานับ
ส่วนเฉินซื่อเองก็นอนไม่หลับ “จิ้งชาง ท่านแม่ใจดีกับพวกเรามากเลย”
“เราต้องช่วยกันหาเงินให้มาก ต่อไปจะได้กตัญญูกับท่านพ่อท่านแม่ ให้พวกท่านได้ใช้ชีวิตบั้นปลายที่สบายและมีความสุข”
“พวกเราต้องทำได้แน่”
จิ้งชางขยับตัวกลับมากอดเมียแล้วลูบหลังเบา ๆ “นอนเถอะ พรุ่งนี้มีงานอีกเยอะต้องจัดการ”
ทางด้านหลิวซื่อก็ไม่ต่างจากเฉินซื่อเท่าไหร่ เธอนอนถอนใจด้วยอารมณ์ตื้นตันที่ยังค้างคาอยู่
“จิ้งเหอ ั้แ่แต่งกับเ้ามา ท่านแม่ดูแลข้ากับพี่สะใภ้เหมือนลูกสาวแท้ ๆ มาตลอด ข้าซึ้งใจยิ่งนัก”
“ข้ารู้”
ครอบครัวของหลิวซื่อยากจนกว่าบ้านสามีมาก ตอนแต่งเข้าจึงกลัวว่าครอบครัวสามีจะดูแคลนและกดขี่ แต่ไม่นึกว่าจะโชคดีได้สามีที่เป็คนขยันขันแข็งและเป็คนดี นอกจากนั้นพ่อแม่สามียังปฏิบัติกับเธอไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ ไม่เคยดูถูกตัวเธอและครอบครัวที่ฐานะแย่กว่า
แม้ว่าบางครั้งจิ้งเหอจะใจร้อนไปบ้าง แต่โดยรวมก็รักใคร่ภรรยาเช่นเธอดี
คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยซักพักก็ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้างหมอน หลิวซื่อยิ้มน้อย ๆ แล้วก็เข้าสู่ห้วงนิทราตามไป
ค่ำคืนนี้ สมาชิกทุกคนในบ้านต่างนอนหลับไหลด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มีความหวังอย่างแรงกล้าต่ออนาคตที่ดีของครอบครัว