บทที่32
รอดชีวิตสามส่วน
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ขณะใช้นิ้วมือเรียวบางตบหน้าผากของตนเองเบาๆ ซ้ำไปมา ราวกับหวังว่าความปวดหนึบนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองหา"ทางรอด" ออกมาได้บ้าง
นางนึกย้อนทบทวนสิ่งที่ได้ยินและสิ่งที่เห็นตลอดหลายวันที่ผ่านมา...การก่อสร้างในยุคสมัยนี้ช่างยากลำบากยิ่งนัก ไม่ต้องพูดถึงเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรแม้แต่เครื่องมือพื้นฐานก็ยังดูโบราณและไม่เพียงพอเอาเสียเลย
ในหัวของเซี่ยอันอวี่เต็มไปด้วยภาพความทรงจำจากโลกเดิมโลกที่มีเครนยกเหล็ก รถผสมปูน และแรงงานพร้อมสรรพจากผู้รับเหมาแต่มาเทียบกับสถานการณ์ตอนนี้ในเมืองกู่หลิงซา… ประชากรที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยคนแต่ละคนซูบผอมอิดโรย ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเพราะความอดอยากบางคนแม้แต่จะยืนยังแทบไม่มีแรงนับประสาอะไรกับการก่อสร้างหรือซ่อมแซมกำแพงขนาดมหึมาเช่นนี้
"ไม่มีคนไม่มีเครื่องมือ ไม่มีวัสดุ... แล้วจะซ่อมกำแพงได้อย่างไรเล่า!" เซี่ยอันอวี่ได้แต่กรีดร้องในใจ นางรู้ดีว่าปัญหานี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆเลยสักนิด
สายตาของนางเลื่อนมองไปยังหนานกงจิ่นอวี่ที่นั่งนิ่งสงบอยู่ตรงหัวโต๊ะชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำผู้นี้ดูเ็าและสุขุมเสมอ แต่ทว่า...เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของเขากลับทำให้ความหวังที่ริบหรี่ในใจของนางดับวูบลงทันที
ราวกับว่าหนานกงจิ่นอวี่ััได้ถึงความสิ้นหวังที่เอ่อล้นอยู่ในแววตาของนางเขาหันสายตาคมกริบมาจ้องมองนางก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น
“นี่แหละ...คือเหตุผลที่ข้าอยากให้เ้านั่งฟังเื่พวกนี้ไปด้วยกัน”
เซี่ยอันอวี่ได้ยินคำตอบของหนานกงจิ่นอวี่นางถึงกับหลุบตาลงต่ำ ความรู้สึกอยากจะร้องไห้เอ่อล้นขึ้นมาในอกนางหันไปมองอีกฝ่าย พลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างหมดแรงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายปนประชด
“เหมือนกับว่าเ้าตั้งใจบอกข้าว่า...อยากให้ข้ารู้ตัวล่วงหน้าว่าจะตายอย่างไรเสียมากกว่า”
ดวงตาของนางฉายแววสิ้นหวังเจือความขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่คนตรงหน้ากลับยังคงสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิมหนานกงจิ่นอวี่ส่ายศีรษะไปมาอย่างสงบนิ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มิใช่เช่นนั้น...”
“แต่หากพูดตามความจริง หากฤดูคลั่งมาถึง โดยที่พวกเรายังไม่มีวิธีรับมือ...ข้ากับทหารทั้งร้อยนาย จะลุกขึ้นสู้กับพวกสัตว์อสูรจนลมหายใจสุดท้าย”
คำพูดของเขาหนักแน่น เ็าและเปี่ยมไปด้วยความเด็ดขาด
“บางที...พวกเราอาจเอาชีวิตรอดจากฤดูกาลนั้นได้”
“แต่ต้องแลกกับชีวิตของพวกพ้องไม่น้อยข้าไม่้าเห็นศพของพวกเขาเกลื่อนเมือง” หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยเสียงต่ำแววตาของเขาแฝงความเหนื่อยล้าและความรับผิดชอบอันมหาศาลเอาไว้
เซี่ยอันอวี่เม้มริมฝีปากแน่นนางรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่ผู้เป็แม่ทัพแบกรับไว้ ทั้งชีวิตของทหารและประชาชนภายในเมืองล้วนฝากไว้บนบ่าของเขา
“เพราะฉะนั้น...ใน่เวลานี้ ข้าจะหาทางรับมือให้ดีที่สุด” หนานกงจิ่นอวี่กล่าวต่อด้วยเสียงเยือกเย็
“อย่างน้อยก็เพื่อรักษาชีวิตของคนในเมืองและทหารของข้าให้ได้มากที่สุด”
เซี่ยอันอวี่เงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าสงบนิ่งของบุรุษตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาแต่ว่าเต็มไปด้วยความกังวล
“ท่าน...รู้หรือไม่ว่า... ฤดูคลั่งของฮั่วโจวมันรุนแรงเพียงใดกันแน่”
คำถามนั้นเรียบง่ายแต่เป็คำถามที่สะกิดความจริงที่น่าหวาดหวั่น
หนานกงจิ่นอวี่หันสายตาคมกริบมาสบกับนางก่อนจะตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อม
“เพียงแค่เคยได้ยิน...ไม่เคยเห็นกับตา”
คำตอบนั้นทำเอาเซี่ยอันอวี่ถึงกับขนลุกวาบนางรีบถามต่อทันควัน ราวกับ้ายึดความหวังสุดท้ายเอาไว้
“ในเมื่อท่านแค่...‘เคยได้ยิน’ แล้วท่าน... มั่นใจเพียงใดว่าพวกเราจะรอด?”
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมเขาตอบกลับมาอย่างไร้อารมณ์ แต่กลับเหมือนคมมีดกรีดแทงลงกลางใจของเซี่ยอันอวี่
“มั่นใจ... สามส่วน”
เพียงเท่านั้นมุมปากของเซี่ยอันอวี่ก็กระตุกทันที นางแทบอยากจะคว้าตัวอีกฝ่ายมาเขย่าแรง ๆ
"สามส่วน...สามส่วนงั้นหรือ!?" นางกรีดร้องในใจดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงพรึงเพริด
สามส่วน... หรือก็คือ"สามสิบเปอร์เซ็นต์"
พูดง่าย ๆ ก็คือ...โอกาสรอดเพียงน้อยนิด แต่โอกาสตายมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เต็ม ๆ!
เซี่ยอันอวี่รู้สึกเหมือนหัวใจร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่มใบหน้าแสดงออกถึงความสิ้นหวังอย่างชัดเจน ริมฝีปากขยับอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ถอนหายใจแรง ๆ แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ข้าจะสงบใจได้อย่างไรกัน...กับโอกาสรอดแค่นี้น่ะ...”
หลังจากการสนทนาอันยาวนานเกี่ยวกับชะตากรรมของเมืองและฤดูคลั่งที่ใกล้จะมาถึงการประชุมก็ยังคงดำเนินต่อไปด้วยหัวข้ออื่น ๆ ที่ล้วนแต่หนักหน่วงเซี่ยอันอวี่นั่งฟังอย่างเงียบงัน ดวงตาเหม่อลอยไร้โฟกัสราวกับจิตใจของนางล่องลอยไปไกลแสนไกล ไม่หลงเหลืออารมณ์จะมีส่วนร่วมอีกต่อไป
ตลอด่เวลาหลายชั่วยามที่ผ่านพ้นนางรู้สึกเหมือนิญญาถูกสูบหายทิ้งไว้เพียงร่างที่นั่งนิ่งอยู่ตรงมุมห้องอย่างสิ้นหวัง
‘โดนเนรเทศ...โดนลอบสังหาร... สามีที่แท้กลับเป็สตรี...’ ความคิดตีกันวุ่นวายอยู่ในหัวของเซี่ยอันอวี่
‘แก้ปัญหาอาหารได้ไม่ทันไรตอนนี้ต้องมาเสี่ยงตายเพราะสัตว์อสูรบุกเมืองอีก...’
ใบหน้างดงามของนางหม่นหมองสายตาเหม่อมองพื้นห้องไม้เก่าอย่างเลื่อนลอย ตัวนางเอนพิงผนังมุมห้องอย่างหมดแรงรู้สึกเหมือนโชคชะตากำลังเล่นตลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘นี่มันชีวิตบัดซบอะไรกัน...’เซี่ยอันอวี่ได้แต่สาปส่งโชคชะตาเงียบ ๆ ในใจ
เมื่อถึง่บ่ายขุนพลทั้งสี่ต่างก็ลุกขึ้นแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตนเองภายในเรือนไม้กว้างขวางแห่งนี้จึงเหลือเพียงความเงียบงันและสองร่างที่ยังคงอยู่... เซี่ยอันอวี่ และ หนานกงจิ่นอวี่
หนานกงจิ่นอวี่ยืนพิงเสาไม้พลางทอดสายตามองไปยังร่างบางที่นั่งซึมอยู่มุมห้องดวงตาคมกริบจับจ้องอย่างเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยคำพูดเรียบง่ายออกมาทว่ากลับเหมือนคมเข็มทิ่มแทงความรู้สึก
“...กลัวตายหรือ”
เสียงทุ้มนิ่งนั้นดังขึ้นทำให้เซี่ยอันอวี่สะดุ้งเล็กน้อยนางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามยังคงเต็มไปด้วยความหดหู่ ก่อนจะฝืนยิ้มบาง ๆ แล้วตอบกลับไปอย่างเหนื่อยหน่าย
“...กลัวเจ็บมากกว่า”
คำตอบนั้นตรงไปตรงมาแต่มันกลับทำให้มุมปากของหนานกงจิ่นอวี่โค้งขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆปรากฏบนใบหน้าสงบนิ่งของแม่ทัพผู้เ็ารอยยิ้มที่หาได้ยากนักสำหรับผู้ที่รู้จักเขา
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้ามากระทบใบหน้าคมคายของหนานกงจิ่นอวี่ราวกับขับเน้นความงดงามราวภาพวาดของสตรีตรงหน้าให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เซี่ยอันอวี่ที่เงยหน้ามองอยู่เงียบๆ ถึงกับชะงัก ดวงตาของนางเบิกเล็กน้อย รู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อได้เห็นรอยยิ้มมุมปากนั้น...รอยยิ้มที่ดูเ็าแต่กลับแฝงเสน่ห์ร้ายกาจเอาไว้จนยากจะละสายตา
‘หล่อเกินไปแล้ว...เ้านี่มันตัวอันตรายชัด ๆ’ เซี่ยอันอวี่พึมพำในใจรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่เอ่อขึ้นมาใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
นางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากสายตาหลบเลี่ยงอย่างเก้กัง พยายามก้มหน้าซ่อนความรู้สึกของตนเองราวกับกลัวว่าหนานกงจิ่นอวี่จะจับได้ว่านางกำลังเคลิ้มหลงใหลในความงามของอีกฝ่าย